กวางตุ้ง

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search


Contents


จากหนังสือ

เจียงหนานแสนงาม

เจียงหนานแสนงาม หน้า 22

(น. 22)เห็นไข่ไดโนเสาร์อยู่ในรังยุคครีเตเชียส (Cretaceous) ตอนปลาย ประมาณ 65-95 ล้านปีมาแล้ว พบที่อำเภอหนานสง มณฑลกวางตุ้ง ขณะนี้ถือว่าเป็นรังไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก มีอยู่ 2 รัง 2 ชนิด คือ Golithes Nyustus และ Golithes Elongatus ในรังที่สองมีไข่ 29 ฟองเรียงกัน 3 ชั้น ไข่ฟองโตที่สุดยาว 22 เซนติเมตร มีคนมาขอซื้อไข่ฟองละ 6 แสนเหรียญสหรัฐ ทั้งรังมีมูลค่า 10 กว่าล้านเหรียญ

เจียงหนานแสนงาม หน้า 148,150,167,169,171

(น. 148) ชาวจีนที่มาตั้งถิ่นฐานในไทยส่วนมากมาจากมณฑลกวางตุ้ง (ชาวจีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง และจีนแคะบางส่วน) นอกจากนั้นมีที่มาจากมณฑลฮกเกี้ยน (ชาวจีนฮกเกี้ยน) ในขณะที่บางส่วนมาจากภูมิภาคปกครองตนเองกวางสี (ชาวจีนแคะ) และเกาะไหหลำ (ชาวจีนไหหลำ)

(น. 150) ตอนที่ไปเมืองจีนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1981 นั้น ข้าพเจ้าได้เรียนภาษาจีนมาบ้างแล้ว ขณะนั้นฝ่ายจีนและฝ่ายไทยมีการเยือนในระดับสูงหลายครั้ง ฝ่ายๆไทยมีนายกรัฐมนตรีคึกฤทธิ์ (ค.ศ. 1975) นายกรัฐมนตรีเกรียงศักดิ์ (ค.ศ. 1978) ประธานรัฐสภาหะริน (ค.ศ. 1979) และนายกรัฐมนตรีเปรม (ค.ศ. 1980) ฝ่ายจีนมีท่านเติ้งเสี่ยวผิง (ค.ศ. 1978) มาดามเติ้งอิ่งเชา (ค.ศ. 1980) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหวังหวา (ค.ศ. 1980) นายกรัฐมนตรีเจ้าจื่อหยัง (มกราคม ค.ศ. 1981)

หลังจาก ค.ศ. 1981 ข้าพเจ้ายังคงเรียนภาษาจีนกับครูที่สถานทูตจีนจัดให้ แต่ไม่ได้มีโอกาสเยือนจีนอีกเลยจนเก้าปีภายหลัง ได้เดินทางไปตามเส้นทางแพรไหมใน ค.ศ. 1990 หลังจากนั้นได้เยือนจีนสม่ำเสมอทุกปี ได้ไปหลายแห่ง เช่น ทางภาคอีสาน เดินทางล่องเรือตามแม่น้ำฉังเจียง เพื่อเยี่ยมชมโตรกเขาซานเสีย ไปเมืองต่างๆ ในมณฑลยูนนาน ไปมณฑลกวางตุ้งระหว่างการไปชมฮ่องกงคืนสู่จีน

(น. 167) นายกเทศมนตรีภูมิใจที่ได้เห็นบ้านเมืองมีวัฒนธรรมที่เจริญสมัยโบราณมีสำนักจิตรกรสำคัญเรียกว่า แปดประหลาดแห่งเมืองหยังโจว เป็นสำนักที่วาดภาพมีลักษณะพิเศษจนทุกวันนี้

ข้าพเจ้าถามถึงแปดประหลาด นายกเทศมนตรีว่าจะต้องให้รองนายกเทศมนตรีเป็นคนเล่า เพราะเขาจบปริญญาเอกทางประวัติศาสตร์และเป็นคนหยังโจว ส่วนนายกเทศมนตรีเป็นคนมณฑลกวางตุ้ง (เมืองจงซาน)

รองนายกเทศมนตรีเล่าว่า ในสมัยราชวงศ์ชิง มีจิตรกร 8 คนที่มีชื่อเสียง ที่จริงทั้งกลุ่มไม่ได้มีเฉพาะ 8 คน มีหลายคน แต่มีชื่อเสียงมากแค่ 8 คน ถือเป็นตัวแทนของสำนัก ภาพวาดของพวกเขามีลักษณะพิเศษกว่าที่วาดกันมาก่อน คนจึงว่าประหลาดและมีอิทธิพลถึงภาพวาดของจีนในสมัยต่อมา นอกจากนั้นท่านได้กล่าวเสริมต่อไปว่า โอวหยังซิวและซูตงปัว กวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่งล้วนเคยเป็นนายกเทศมนตรีที่นี่

(น. 169) อาหารที่นี่ที่มีชื่อเสียงคือ ข้าวผัดหยังโจว คนจีนและคนต่างชาติรู้จักข้าวผัดหยังโจวมากกว่าเมืองหยังโจวเสียอีก เมืองอื่นก็ทำข้าวผัดหยังโจว ถ้าเป็นที่กวางตุ้งมักนิยมใช้ข้าวไทยทำ แต่ที่นี่มีข้าวของตัวเอง

(น. 171)

6. ผู้หญิงร้องเพลงเดี่ยวชื่อเพลง ฟังเสียงฝน เขาว่าเป็นเพลงพื้นเมืองของหยังโจว คำร้องมาจากบทกวีสมัยราชวงศ์ซ่ง ฟัง

เสียงเหมือนเพลงในหนังจีน ซุป (ศุภรัตน์) อธิบายว่าเพลงในภาพยนตร์และเพลงจีนยอดนิยมหลายเพลงนำแนวทำนองจากแถบมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง ถือว่าแถวนี้เป็นแหล่งอารยธรรมจีนโบราณ คนแถวฮกเกี้ยน ไต้หวันก็ดี คนกวางตุ้งหรือฮ่องกงก็ดี มีความชื่นชมในวัฒนธรรมนี้ จึงศึกษาเลียนแบบ

Jn_170_132.jpg

(น. 171) รูป 132 หลังอาหารมีการแสดง

There were cultural performances after dinner.

เจียงหนานแสนงาม หน้า 243-244

(น. 243)ผ้าปักด้วยไหมของเมืองซูโจวก็มีชื่อเสียงเช่นกัน เป็น 1 ใน 4 ของการปักไหมอันลือชื่อของจีน เรามีพิพิธภัณฑ์ผ้าปัก สถาบันวิจัย

(น. 244)และฝึกสอนการปักผ้า จะได้เห็นพรุ่งนี้ (อีก 3 แห่งคือ กวางโจวในมณฑลกวางตุ้ง ฉังซาในมณฑลหูหนาน และเฉิงตูในมณฑลเสฉวน) เมืองนี้มีวัดในพุทธศาสนามาก พรุ่งนี้จะได้ดูแห่งเดียวคือ วัดซีหยวน มีชื่อเสียงเพราะมีรูปพระอรหันต์ 500 องค์

เจียงหนานแสนงาม หน้า 262

(น. 262) ตอนบ่ายไปที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไหมปักและสถาบันวิจัยการปักผ้าไหม การปักผ้าไหมเป็นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงของจีน และมีมานานแล้ว ได้พบผ้าปักไหมในเจดีย์และในสุสานสมัยราชวงศ์ซ่ง การปักผ้าไหมส่วนใหญ่จะอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ที่มีชื่อเสียงมากมี 4 เมือง คือ ซูโจว มณฑลเจียงซู กวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ฉังซา มณฑลหูหนาน และเฉิงตู มณฑลเสฉวน จนเรียกขานกันว่า ซื่อต้าหมิงซิ่ว หรือ สี่ศิลปะปักอันเลื่องชื่อ เมื่อหลายปีก่อน สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัดนิทรรศการศิลปะปักผ้าไหมจากมณฑลหูหนาน ตั้งชื่อว่า วิจิตรบรรจงปัก ไหมเลิศลักษณ์จากหูหนาน ได้เชิญข้าพเจ้าไปเปิดงาน ครั้งนั้นได้เห็นงานงดงามจำนวนมาก ครั้งนี้ได้เห็นที่ซูโจว ซึ่งมีฝีมืองามยิ่งไม่แพ้กันเลย

เจียงหนานแสนงาม หน้า 286

(น. 286)ปัจจุบันมณฑลเจ้อเจียงมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ มี GNP เป็นที่ 4 ของประเทศรองจากมณฑลกวางตุ้ง เจียงซู ซานตง ปัจจุบันพัฒนาการค้าและอุตสาหกรรมมาก ใช้ระบบกลไกตลาดแบบสังคมนิยม มีการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน อุตสาหกรรมที่นี่มีด้านโทรคมนาคมและอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก สร้างเครื่องโทรศัพท์มือถือและเพจเจอร์ นอกนั้นมีเวชภัณฑ์ เครื่องจักร รถ รถตู้ รถจักรยานยนต์ เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับน้ำมันบางอย่าง เสื้อผ้า เครื่องไฟฟ้าจำพวกตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ มาดามเองเคยไปเมืองไทยเมื่อ ค.ศ. 1987 เพื่อไปดูการผลิตและได้นำเข้า compressor ตู้เย็นที่ไทยผลิตร่วมกับสหรัฐอเมริกาในนิยมอุตสาหกรรม

เจียงหนานแสนงาม หน้า 340

(น. 340)

3. การท่องเที่ยว การท่องเที่ยวของยูนนานอาศัยทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงาม โบราณสถานที่น่าสนใจ และประเพณีหลายหลากของชนกลุ่มน้อย ถือได้ว่ามีทรัพยากรท่องเที่ยวที่สมบูรณ์ที่สุดมณฑลหนึ่ง เมื่อปีที่แล้วในบรรดา 31 มณฑลและนครของประเทศรวมกัน ยูนนานถือได้ว่าเป็นอันดับที่ 7 ในด้านการท่องเที่ยวและเป็นที่ 1 ในภาคตะวันตก มณฑลที่ประสบความสำเร็จทางด้านการท่องเที่ยวส่วนมากเป็นมณฑลทางทิศตะวันออก ได้แก่ มณฑลกวางตุ้ง นครปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฮกเกี้ยน
4. อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อัญมณี และการป่าไม้

ในสี่ปีมานี้การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นมากมาย การขยายสนามบินที่คุนหมิงก็เสร็จแล้ว ยังมีสนามบินใหม่อีก 4 แห่ง คือที่ลี่เจียง ต้าหลี่ (สองแห่งนี้เปิดใช้แล้ว)

ย่ำแดนมังกร

ย่ำแดนมังกร หน้า 195

(น.195) ท่านผู้ว่าฯ บอกว่านึกขึ้นมาได้ว่าที่สืบสองปันนามีช้าง บนภูเขามีเสือ งูตัวโตๆ คนทางเหนือไม่กินงู ทางใต้แถวๆ กวางตุ้งกิน ท่านผู้ว่าฯ บ่นว่าทางเหนือกับทางใต้ของจีนมีอะไรต่างกันแยะเวลาท่านผู้ว่าฯ ไปกวางตุ้งยังต้องติดเอาล่ามไปด้วย

มุ่งไกลในรอยทราย

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 55

(น.55) ห้องกวางตุ้ง ผนังกรุหินอ่อนแกะเป็นรูปแสดงความรู้สึกของชาวกวางตุ้งในความกระตือรือร้น ขนบประเพณี ความรัก ความรักบ้านเกิด การปฏิรูป และการเปิดประเทศ ทำให้กวางตุ้งเจริญขึ้น ห้องกวางตุ้งนี้ตกแต่งใหม่ เสาเป็นเหล็กไร้สนิม เฟอร์นิเจอร์ทำด้วยหวาย

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 73

(น.73) สมัยราชวงศ์ซ่ง (ซ้อง) มีเส้นทางแพรไหมทางทะเล ทำให้เส้นทางบกลดบทบาทลง เส้นทางแพรไหมทางทะเลนั้นรุ่งเรืองอยู่ที่มณฑลฟูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน) และกว่างตง (กวางตุ้ง) ต่อไปที่สิงคโปร์ ลังกา แอฟริกา และยุโรปตะวันตก

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 120-121

(น.120) ไก๊ด์อธิบายว่าวัดที่นี่สร้างขึ้นในค.ศ. 684 เพื่อเป็นที่ทำพิธี 100 วัน พระบรมศพพระจักรพรรดิถังเกาจง ชื่อว่าวัดเซี่ยนฟู่ หมายถึงวัดสำหรับทำพิธีบูชาเพื่อให้ความสุข ตอนนั้นพระจักรพรรดิถังจงจงยังครองราชย์อยู่ครองได้ไม่นานจักรพรรดิอู่เจ๋อเทียนพระมารดาก็ขึ้นครองแทน และให้วัดนี้เป็นวัดหลวง

สำหรับเจดีย์ห่านฟ้าเล็กเป็นของหลวงจีนอี้จิงซึ่งไปจาริกแสวงบุญและไปสืบหาพระคัมภีร์ที่อินเดีย ในตอนนั้นพระถังซำจั๋งกลับมาแล้ว หลวงจีน

(น.121) อี้จิงไปลงเรือที่กวางตุ้ง ใน ค.ศ. 671 เดินทางผ่านมะละกาไปอินเดีย เรียนอยู่ทีอินเดียเป็นเวลาถึง 25 ปี แสดงให้เห็นว่าสมัยราชวงศ์ถังน่าจะมีเส้นทางแพรไหมทั้งทางบกและทางทะเล บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่เดินทางตามเส้นทางแพรไหมทางบกได้แก่ พระถังซำจั๋ง ส่วนผู้ที่เดินทางเรือที่สำคัญคือ หลวงจีนอี้จิง เมื่อท่านกลับมาถึงประเทศจีนใน ค.ศ. 695 ท่านได้เดินทางไปที่ลั่วหยาง ขณะนั้นพระจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียนประทับอยู่ลั่วหยาง ไปรับพระอี้จิงด้วยพระองค์เอง พระอี้จิงได้ตามเสด็จกลับมาเมืองฉางอานเพื่อแปลคัมภีร์ในวัดนี้ เมื่อ ค.ศ. 705 จักรพรรดิอู่เจ๋อเทียนสวรรคต จักรพรรดิจงจงได้ขึ้นครองราชย์อีกครั้ง หลวงจีนอี้จิงแปลคัมภีร์ไปได้ 56 ม้วน 230 เล่ม ถึง ค.ศ. 707 จึงได้สร้างเจดีย์ ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี การก่อสร้างเจดีย์ห่านฟ้าเล็กใช้วัสดุคล้ายคลึงกับเจดีย์ห่านฟ้าใหญ่ของพระถังซำจั๋ง แต่รูปแบบต่างกัน และการก่อสร้างเจดีย์ห่านฟ้าเล็กทำอย่างประณีตกว่า

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 17

(น.17) งานโครงการเขื่อนซานเสียก็ต้องดูแล ตัวเขื่อนใหญ่จะอยู่ที่เมืองอี๋ชางในมณฑลหูเป่ย แต่ปิดเขื่อนแล้วส่วนที่เป็นอ่างเก็บน้ำจะอยู่ในฉงชิ่งเป็นส่วนใหญ่ (500 ตารางกิโลเมตร จาก 650 ตารางกิโลเมตร) ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติตามนโยบายเปิดสู่ตะวันตกของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของแม่น้ำแยงซีตอนบน มีหน้าที่ดูแลการอพยพผู้คน คาดว่าเมื่อเขื่อนแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 2009 จะต้องย้ายคนถึง 1,030,000 คน ขณะนี้น้ำยังไม่ขึ้น ได้ไปตระเตรียมสถานที่ย้ายคนเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ได้ย้ายทั้งหมด นอกจากจะย้ายไปอยู่ตามเมืองต่างๆ ที่กะเอาไว้เดิมแล้ว ยังต้องกระจายไปตามมณฑลต่างๆ ด้วย เช่น ซานตง อานฮุย เจียงซู มหานครเซี่ยงไฮ้ (ซั่งไห่) เจ้อเจียง ฮกเกี้ยน (ฝูเจี้ยน) กวางตุ้ง (ก่วงตง) เจียงซี หูหนาน หูเป่ย เสฉวน (ซื่อชวน)

คืนถิ่นจีนใหญ่

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 9-10

(น.9) การอ่านข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาทำให้รู้ความเป็นมาของเมืองแต้จิ๋วที่เกี่ยวพันมาถึงนครซัวเถาและเมืองเจียหยางได้กระจ่างขึ้น เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองเก่าแก่ ตั้งขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 3 เป็นเขตห่างไกลล้าหลัง ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ตรงกับปลายราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317-420) ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งหนึ่งในดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ และมาเจริญรุ่งเรืองมากในราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) เมืองแต้จิ๋วได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งป็นมณฑลที่มีสภาพทำเลที่ตั้งที่เปิดกว้างต่อการติดต่อกับต่างประเทศ

(น.10) เมืองแต้จิ๋วมีอำเภอสำคัญชื่อ อำเภอเฉิงไห่ หรือเท่งไฮ้ในภาษาจีนแต้จิ๋ว คำว่า “เฉิงไห่” แปลว่า ทะเลใส อำเภอนี้ตั้งอยู่ริมทะเลจีนใต้ มีอ่าวใหญ่น้ำลึกที่กำบังคลื่นลมได้ดี เรือสำเภาขนาดใหญ่สามารถจอดเทียบท่าได้ ชัยภูมิดังกล่าวทำให้อำเภอเฉิงไห่เป็นชุมทางสำคัญของการติดต่อค้าขายระหว่างมณฑลกวางตุ้งกับมณฑลฮกเกี้ยน และระหว่างดินแดนทางภาคใต้ของจีนกับประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงประมาณทศวรรษ 1860

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 16,22,27-28,30

(น.16) เรื่องนี้ไม่น่าเชื่อว่าจริง สมัยกรุงธนบุรีบ้านเมืองยากจน จะเอาทองที่ไหนส่งไปเมืองจีนถึง 18 โอ่ง พระเจ้าตากเองยังทรงปรารภเรื่องบ้านเมืองยากจน ข้าวปลาอาหารขาดแคลนดังความในพระราชพงศาวดารว่า...ออกพระโอษฐ์ว่า บุคคลผู้ใดเป็นอาทิคือเทวดาบุคคลผู้มีฤทธิ์ มาประสิทธิ์ มากระทำให้ข้าวปลาอาหารบริบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้นผู้นั้นปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้...

ในตอนนั้นมีผู้กล่าวว่าพระบิดาพระเจ้าตากอาจจะไม่ใช่คนเท่งไฮ้เพราะในพงศาวดารกล่าวว่าทรงเป็นบุตรจีนไหฮอง ซึ่งภาษาจีนกลางอ่านว่าไห่เฟิง เป็นอำเภออยู่ทางตอนใต้ของมณฑลกวางตุ้ง ครึ่งทางจากเท่งไฮ้ไปเสิ่นเจิ้น ที่เริ่มกล่าวว่าพระเจ้าตากเป็นคนเท่งไฮ้นั้น มาจากหนังสือของ G. William Skinner เรื่อง Chinese Society in Thailand (New York: Cornell University Press, 1957) หนังสือเล่มนี้กล่าวว่าชื่อไหฮองนั้นอาจจะเป็นชื่อเฉพาะของพระราชบิดา ไม่ใช่ชื่ออำเภอ ข้าพเจ้าลองคิดดูเล่นๆ ว่า สกินเนอร์อาจจะถูกที่ว่าพระบิดาเป็นคนเท่งไฮ้ แต่บรรพบุรุษหลายชั่วคนก่อนมาจากไหฮอง มีคนเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าในสมัยก่อนไหฮองเป็นเขตที่ค่อนข้างทุรกันดาร คนจึงโยกย้ายหาที่ทำกินในที่อื่นของประเทศ จึงมาตั้งรกรากที่เท่งไฮ้

Rm_022_014.jpg

(น.22) รูป 14 บริเวณท่าเรือโบราณจางหลิน

(น.22) เข้าไปถึงเห็นเสาทำด้วยหินแกรนิตสีชมพู เขียนว่าท่าเรือโบราณจางหลิน (คนแต้จิ๋วอ่านว่า จึงลิ้ม) มีจารึกประวัติท่าเรือ ท่าเรือนี้ถือว่าเป็นท่าเรือที่เก่าแก่มากแห่งหนึ่งของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง มีความสำคัญทางการทหารและพาณิชย์เจริญรุ่งเรืองที่สุดสมัยราชวงศ์ชิง ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง (ค.ศ.1736-1796) ต่อมาถึงจักรพรรดิเจียชิ่งหรือเกียเข่ง (ค.ศ. 1796-1821) หรือประมาณ 200 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นก็ค่อยๆเสื่อมไปเมื่อฝรั่งบังคับให้เปิดซัวเถา ความเจริญก็ย้ายไปทางนั้น

ท่าเรือจางหลินนี้เดิมเป็นศูนย์กลางของเรือหัวแดงหรืออั้งเท้าจุ๊น ซึ่งเป็นเรือของมณฑลกวางตุ้ง (เรือของมณฑฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน จะทาสีเขียว) เส้นทางเดินเรือทางเหนือไปถึงต้าเหลียน เซี่ยงไฮ้ หนิงโป ส่วนทางใต้ไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย เชื่อกันว่าพระราชบิดาของพระเจ้าตากสินก็ใช้ท่าเรือนี้เดินทางมาประเทศไทย สมัยก่อนเขาว่ากันว่าใช้เวลาประมาณเดือนหนึ่ง

(น.27) เร็วๆ นี้จะมีการประชุมอีกอย่างหนึ่งคือ การประชุมชาวแต้จิ๋วทั่วโลก จำนวนคนแต้จิ๋วมีมาก แต่ละประเทศต้องส่งตัวแทนมา ก็มีจำนวนมากแล้ว พูดถึงคนจีนเท่งไฮ้ที่ไปอยู่เมืองไทยก็พูดภาษาไทยกันหมดแล้ว ในมณฑลกวางตุ้งนี้มีภาษาแต้จิ๋ว กวางตุ้ง และแคะ ส่วนมากก็จะพอฟังภาษากันออก

Rm_028_020.jpg

(น.28) รูป 20 ท่าเรือซัวเถา ที่เห็นด้านซ้ายเป็นเรือที่จอดอยู่

(น.28) ตอนบ่ายที่หมายแรกเราไปท่าเรือซัวเถา ท่าเรือนี้นับว่าเป็นท่าเรือที่สำคัญด้านชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกเฉียงใต้ของมณฑลกวางตุ้ง เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในมณฑลกวางตุ้ง และมณฑลฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) อยู่บริเวณปากแม่น้ำสามสายที่ได้กล่าวมาแล้ว เป็นศูนย์กลางด้านส่งออกและสั่งเข้า (export, import) เป็นหน้าต่างของเขตเศรษฐกิจพิเศษซัวเถา

ท่าเรือแห่งนี้เริ่มขนส่งสินค้าตั้งแต่ ค.ศ. 1861 ในปัจจุบันมีท่าเทียบเรือขนาด 5,000 ตัน 15,000 ตัน 20,000 ตัน และ 35,000 ตัน สำหรับขนส่งผู้โดยสาร สินค้า และมีท่าเรือเฉพาะสำหรับขนส่งถ่านหิน รวม 24 ท่า ถ่านหินนี้สำหรับใช้ในโรงไฟฟ้าหัวหนาน (ขนาด 6 เมกกะวัตต์ มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 เครื่อง) ที่อยู่ตรงอ่าวนี้ จุดจอดเรือนอกท่าอีก 17 จุด ขณะนี้มีความสามารถในการขนส่งสินค้าปีละ 8.6 ล้านเมตริกตัน (ปีที่แล้วรับได้ 8.3 ล้านเมตริกตัน) ผู้โดยสารปีละ 400,000 คน ถือเป็นท่าเรือใหญ่อันดับ 11 ของจีน (ข้อมูล ค.ศ. 1994) ติดต่อกับท่าเรือทั่วโลก 210 ท่าใน 47 ประเทศ ท่าเรือนี้มีโครงการขยายการก่อสร้างในระยะที่ 2 ให้เสร็จสิ้นใน ค.ศ. 2000

(น.30) เราไปที่มหาวิทยาลัยซัวเถา อธิการบดีคือ ศาสตราจารย์จางเซียงหยู

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ถือว่าค่อนข้างจะใหม่ ได้รับอนุมัติให้ก่อตั้งใน ค.ศ. 1981 เปิดสอนใน ค.ศ. 1983 มีอาณาเขตประมาณตารางกิโลเมตรหนึ่ง

เป้าหมายของการเปิดมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ การผลิตบุคคลากรเพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าและการขยายตัวของซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ในด้านเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาประเทศตามนโยบายสี่ทันสมัย เงินทุนในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากนายลีกาซิง นักธุรกิจชาวฮ่องกง เป็นเงิน 1,100 ล้านเหรียญฮ่องกง

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 51-53,56-57

(น.51) กลับไปที่โรงแรมจินม่าน นายเฉินเฮ่าเหวิน รองนายกเทศมนตรีเมืองเฉาโจว (แต้จิ๋ว) ต้อนรับ เขากล่าวว่า นายกเทศมนตรีไม่อยู่เพราะต้องไปประชุมที่กวางโจว เขาอธิบายเรื่องเมืองแต้จิ๋วว่า มีประชากร 2,300,000 คน มี 2 อำเภอ 2 เขต ขึ้นกับรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง มีประวัติยาวนานมาถึง 1,600 กว่าปี มีโบราณสถาน โบราณวัตถุมาก บรรพบุรุษของชาวจีนอพยพส่วนใหญ่มาจากเมืองนี้ โดยเฉพาะพวกที่อยู่เมืองไทย ฉะนั้นจะมีการประชุมชาวแต้จิ๋วทั่วโลกที่นี่

(น.52) เขาคุยว่าเมืองนี้ค้าขายกับต่างประเทศมาก มูลค่าส่งออกมากกว่านำเข้า สินค้าสำคัญ ได้แก่ อาหารแปรรูป (ขายปลาไหลได้มาก) เครื่องเย็บปักเสื้อและผ้า มีชื่อแห่งหนึ่งใน 4 แห่งคือ ปักกิ่ง ซูโจว เสฉวน และที่นี่ เครื่องปั้นดินเผาแต้จิ๋ว มีศิลปะดี เขาบอกว่าของขวัญที่เติ้งเสี่ยวผิงให้กิมอิลซุง อดีตผู้นำเกาหลีเหนือก็ทำที่แต้จิ๋ว แหล่งเครื่องปั้นที่มีชื่อเสียงอื่นๆ เช่น ชานตุง เจียงซู เจียงซี (กังไส) กวางตุ้งที่โฝซาน เซรามิกที่ใช้ในเครื่องอิเล็คโทรนิคส่งขายญี่ปุ่น นอกจากนี้มียาสมุนไพร

อาหารที่นี่อร่อยมากตามเคย มีหูฉลามแบบแต้จิ๋ว น้ำหูฉลาม ที่เหลือก็เอามาทำซุปผักต่อ ขนมต่างๆ อีกหลายชนิด

จากนั้นนั่งรถกลับไปขึ้นเครื่องบินลำเดิมที่สนามบินซัวเถาไปนครกวางโจว นครกวางโจวนี้เป็นเมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้งอยู่ตอนบนของที่ราบลุ่มแม่น้ำจูเจียง หรือแม่น้ำไข่มุก นครกวางโจวนี้ถือว่าเก่าแก่มาก มีอายุกว่า 2,200 ปี ตั้งเมืองมาตั้งแต่ก่อนสมัยสามก๊ก มีประวัติเป็นนิทานปรัมปราเล่ากันว่า ในอดีตมีเทวดา 5 องค์ ขี่แพะ 5 ตัว ลงจากสวรรค์ มาที่กวางโจวนี้เพื่อนำรวงข้าวมาให้ชาวบ้าน ทำให้เมืองนี้อุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันนี้เป็นเมืองหลักทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนในการค้าระหว่างประเทศ เป็นเมืองขนาด

(น.53) ใหญ่ที่สุดของจีนตอนใต้ มีงานแสดงสินค้าส่งออกของจีนปีละ 2 ครั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1957

เมื่อไปถึงสนามบินมีนายหลูจงเหอ รองผู้ว่าราชการมณฑลมาต้อนรับ พาไปที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศและการค้าต่างประเทศกวางโจว ระหว่างทางได้ชมตัวเมืองกวางโจวซึ่งเป็นเมืองใหญ่ มีการก่อสร้างมาก มีแต่ตึกสูงๆ สร้างแทนตึกเก่าๆ ที่อยู่อาศัยก็ดูจะกลายเป็นคอนโดหรืออาคารสงเคราะห์ไปหมด ถนนหนทางมาก มีถนนให้คนเดิน ถนนจักรยาน ผู้คนมีจำนวนมาก แต่บ้านเมืองก็ดูสะอาดดี มีคนเก็บขยะแต่งชุดสีแดงคอยเก็บกวาด ในเมืองมีป้ายคำขวัญการคืนฮ่องกงตลอดทาง

เมื่อไปถึงมหาวิทยาลัย อธิการบดีคือ ศาสตรจารย์หวงเจี้ยนหัวและคณาจารย์ต้อนรับ พาขึ้นไปที่ห้องรับแขก อาคารคณะภาษาตะวันออก ชั้นที่ 5 (เดินขึ้นไป) อธิการบดีแนะนำมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยนี้ขึ้นตรงกับมณฑลกวางตุ้ง ก่อตั้งเมื่อค.ศ. 1995 โดยการรวมมหาวิทยาลัย 2 แห่งคือ มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศกวางโจว ซึ่งขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ และมหาวิทยาลัยการค้าต่างประเทศกวางโจว ซึ่งขึ้นกับกระทรวงการคลังเข้าด้วยกัน มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศกวางโจวตั้งขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ผู้ตั้งคือ นายกรัฐมนตรี โจวเอินไหล ตั้งแต่ ค.ศ. 1965-1995 มีนักศึกษาที่สำเร็จระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีไปกว่า 9,000 คน ปริญญาโทและปริญญาเอกกว่า 200 คน รวมทั้งยังอบรมภาษาให้บุคคลภายนอกอีกกว่า 10,000 คน นับว่าเป็นศูนย์อบรมทางภาษาที่สำคัญ

Rm_056_049.jpg

(น.56) รูป 49 ป้ายเกี่ยวกับไทย

(น.56) ท่านรองผู้ว่าราชการมณฑลบอกว่าที่กวางโจวนี้มีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมาก เช่น มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ สถาบันศิลปะ ตัวเขาเองเรียนมาทางเคมีสาขาโพลิเมอร์ แต่ก่อนเคยเป็นประธานสภาวิทยาศาสตร์สาขากวางตุ้ง เดี๋ยวนี้ยังดูแลเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

(น.57) ไปถึงโรงแรม White Swan อยู่ริมแม่น้ำจูเจียง มาถึงยังไม่มีอะไรทำก็เลยเดินดูในร้านขายของในโรงแรม ซื้อหนังสือได้หลายเล่มเกี่ยวกับจีนและภาษาจีน เวลา 19.00 น. รองผู้ว่าราชการมณฑลเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหาร หลังจากกล่าวต้อนรับเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทยจีนแล้วเชิญรับประทานอาหาร ที่นี่มีพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือพอเขายกหมูหันเข้ามา มีเพลงประกอบเป็นเพลงกวางตุ้ง

คนอื่นๆ ที่มาในงาน เช่น นายเฉาเจินเหวย รองเลขาธิการรัฐบาลมณฑลกวางตุ้ง และอธิบดีสำนักงานการต่างประเทศ มณฑลกวางตุ้ง นางหวังโช่วชู รองนายกเทศมนตรีนครกวางโจว นายผังเชิงชู ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของเทศบาล


Rm_057_050.jpg

(น.57) รูป 50 คณะอาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยการค้าต่างประเทศกวางโจว

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 60,63-64,68,79,82-83,99-100

(น.60) คำว่า เยว่ นั้นพจนานุกรมบอกว่าเป็นแคว้นหนึ่งในสมัยโจวตะวันออก (770-256 ก่อนคริสต์กาล) ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง และเจียงซู ตัวอักษรจีนเขียนดังนี้ 越 นั่นเป็นพวกที่หนึ่ง พวกนี้ถูกพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ผนวกดินแดน

พวกที่ 2 คือพวกหนานเยว่(南越) มีข้อน่าสังเกตว่าจีนเรียกประเทศเวียดนามว่า เยว่หนาน(越南) และใช้ตัวอักษรเดียวกันกับพวกหนานเยว่ในกวางโจว ข้าพเจ้าคิดว่าพวกหนานเยว่อาจจะเป็นบรรพบุรุษของคนเวียดนามในปัจจุบัน

น่าสังเกตว่ามีอีกคำที่อ่านว่า เยว่ เหมือนกันแต่ใช้อักษรคนละตัว 粤 หมายถึงมณฑลกวางตุ้งและกวางสี ข้าพเจ้าเคยได้ยินว่าคนจีนเรียกชนเผ่าต่างๆที่อยู่ทางตอนใต้ว่า ไป่เยว่ แปลว่าเยว่ร้อยเผ่า ในร้อยเผ่านี้มีเผ่าไทอยู่ด้วย

สุสานที่เราดูเป็นของพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 2 ของหนานเยว่ท่านสืบเชื้อสายมาจากทหารของจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งกรีฑาทัพมาผนวกดินแดนที่หลิ่งหนาน (ปัจจุบันคือ มณฑลกวางตุ้งและกวางสี) ในปี 214 ก่อนคริสต์กาล ปลายสมัยราชวงศ์ฉิน (221-206 ก่อนค.ศ.) บ้านเมืองวุ่นวาย ท่านนายพลเจ้าถัวถือโอกาสสถาปนาอาณาจักรหนานเยว่ สืบราชสมบัติกันมา 5 รัชกาลก็สิ้นวงศ์ รวมเวลา 93 ปี เป็นสมัยเดียวกับอาณาจักรฮั่นตะวันตก

(น.63) เข้าไปในสุสาน ข้างในตั้งรับกล่องบริจาคเงิน สุสานนี้แปลกที่มีทางเข้าได้ 2 ทาง เนินที่เป็นสุสานนี้สูงถึง 18 เมตร เท่ากับตึกสูง 6 ชั้น ขุดยากเพราะว่าเป็นหิน เป็นสุสานหินที่เก่าแก่ที่สุดของจีน ขุดลึก 13 เมตรจึงพบสุสาน ปีที่แล้วฉลองกวางโจวอายุครบ 2,200 ปี กล่าวว่าเป็นเมืองที่จักรพรรดิองค์นี้สร้าง

มีตู้แสดงพระราชลัญจกร ซึ่งมีรูปมังกรอยู่ด้านบน กว้าง 3.1 เซนติเมตร ยาว 3 เซนติเมตร หนา 1.8 เซนติเมตร หนัก 148.5 กรัม มีตัวอักษรจารึกว่า เหวินตี้ นับว่าเป็นพระราชลัญจกรที่ใหญ่ที่สุด เดิมไม่ชอบทำใหญ่เพราะต้องพกติดตัวไปไหนๆ สมัยถังและซ้องก็ยังทำเล็กๆ ส่วนสมัยหยวนทำขนาดใหญ่

Rm_064_056.jpg

(น.64) รูป 56 ป้ายแสดงสายสกุลกษัตริย์เยว่


Rm_064_057.jpg

รูป 57 แผนที่อาณาจักรเยว่

(น.64) มีตารางแสดงการสืบวงศ์ แผนที่แสดงเขตแคว้น การแบ่งส่วนการปกครองแบบโบราณ แสดงว่าอาณาเขตครอบคลุมที่ปัจจุบันเป็นมณฑลกวางตุ้ง กวางสี บางส่วนของยูนนาน ผ่านช่องเขาเมฆลงมาตอนเหนือของเวียดนาม

(น.68) ที่หมายที่ 2 พิพิธภัณฑ์กวางโจว ตึกพิพิธภัณฑ์นี้เป็นตึกโบราณชื่อว่า เจิ้งไห่โหลว แปลตามศัพท์ว่า ตึกหันสู่ทะเล มีความหมายว่า ตึกชมทะเล อยู่บนเนินเขาเยว่ซิ่ว เป็นอาคาร 5 ชั้นแบบจีน สูง 28 เมตร สร้างเมื่อ ค.ศ. 1380 สมัยราชวงศ์หมิง ผู้สร้างคือนายพลจูเลี่ยงลู่ ซึ่งมาปกครองดินแดนกวางตุ้ง

(น.79) กล่าวโดยสรุป ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองกวางโจว และมณฑลกวางตุ้งจะศึกษาได้เหมือนกับอ่านหนังสือเล่มใหญ่ นอกจากนั้นยังสามารถเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน และน่าเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาของไทยเราในสมัยจักรวรรดินิยม

Rm_082_081.jpg

(น.82) รูป 81 บ้านตระกูลเฉิน

(น.82) ที่หมายที่ 4 คือ บ้านตระกูลเฉิน และพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นเมือง รองนายกเทศมนตรีเปิดรถไฟใต้ดินแล้วกลับมารับ นายหลี่จัวฉีเป็นคนนำชม

บ้านหลังนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1890-1894 ผู้ที่ริเริ่มสร้างเป็นบุคคลตระกูลเฉิน 3 คน คือ เฉินหุ่ยหลาน เฉินซีหลาน และเฉินเจียงหลิน มีคนคิดว่าคนตระกูลเฉินที่สอบคัดเลือกมาจากอำเภอแล้วจะต้องมาสอบระดับสูงขึ้นที่กวางโจว น่าจะมีสถานที่เป็นที่พักและศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมตัวสอบ จึงเรี่ยไรคนในตระกูลเฉินรวม 72 ครอบครัว เพื่อสร้างเป็นสถานศึกษา ครั้งแรกได้เงินไม่พอต้องเรี่ยไรอีกครั้งหนึ่ง โดยแจ้งวัตถุประสงค์เสียใหม่ว่า เพื่อสร้างเป็นศาลเจ้าของตระกูล การเรี่ยไรคราวนี้เพียงพอ

Rm_083_082.jpg

(น.83) รูป 82 ประตูสลัก ภาพไก่ลูกดก กล้วยใบใหญ่

(น.83) เมื่อก๊กมินตั๋งเข้ามาปกครองประเทศ ใช้สถานที่นี้เป็นที่ฝึกหัดนักกีฬาของมณฑลกวางตุ้ง จนถึง ค.ศ. 1957 จึงประกาศเป็นโบราณสถาน ใน ค.ศ. 1957 จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นเมืองของกวางตุ้ง เก็บของต่างๆ ถึง 20,000 ชนิด

การก่อสร้างเป็นศาลเจ้าจีนตามแบบสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ ประกอบด้วยอาคารน้อยใหญ่ 19 อาคาร การก่อสร้างใช้ไม้เชื่อมต่อกันโดยไม่ใช้ตะปู มีเนื้อที่ใช้สอยทั้งหมดราว 15,000 ตารางเมตร แบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนหน้า ส่วนกลาง และส่วนหลัง เครื่องประดับตกแต่งอาคารทั้งหมดถือได้ว่าเป็นการรวบรวมแบบอย่างศิลปกรรมมณฑลกวางตุ้ง คือ มีทั้งการสลักอิฐ สลักไม้ ประดับกระเบื้องและเครื่องปั้นดินเผา

(น.99) ที่หมายสุดท้ายของวันนี้คือ สำนักงานชลประทานจูเจียง ก่อนไปถึงต้องหยุดรถเพราะว่ามีรถชนอยู่ข้างหน้าทำให้รถติดมาก (แต่เราไม่เห็น) ในที่สุดต้องอ้อมไปอีกทาง

เมื่อเกือบ 11 ปีมาแล้ว (Nov. 23-29, 1998) ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมประชุม Asian Conference on Remote Sensing ครั้งที่ 9 จัดที่ประเทศไทย และได้เสนอการวิจัยซึ่งทำร่วมกับศิริวรรณ ศิลาพัชรนันท์ และกรพินธุ์ ศรีสุขสวัสดิ์ เรื่อง Land use/Land cover Map Accuracy Assessment of Landsat Themetic Mapper Data using The DIMAPS Image Processing System for Narathiwat Province. ได้พบกับนักวิชาการจีนหลายคน ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ฟังคำอธิบายเกี่ยวกับแม่น้ำจูเจียงหรือแม่น้ำไข่มุกนี้ นักวิชาการจีนให้นามบัตรเอาไว้ ข้าพเจ้าก็เอาไปเขียนไว้ในสมุดจดที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์เล่มเก่าซึ่งปัจจุบันเขียนเต็มเล่มและไม่ได้ใช้แล้ว (แต่แปลกที่ไม่หาย) นามบัตรเหล่านั้นหายไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยติดต่อพวกเขาเลย เมื่อจะเตรียมการเดินทางมามณฑลกวางตุ้ง ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่านอกจากมาดูเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแล้ว น่าจะมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์และเทคโนโลยีบ้าง แม่น้ำจูเจียงนั้นเป็นแม่น้ำที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้จีนตอนใต้ จึงอยากไปศึกษาดู เกิดคิดออกว่าเคยมีที่อยู่ใครที่เคยทำงานโครงการนี้ จึงไปเปิดสมุดเก่าดู พบชื่อคุณหวังลี่หยู ที่ทำงานอยู่ที่โครงการแม่น้ำจูเจียง จึงขอให้เจ้าหน้าที่ไป


Rm_100_106.jpg

(น.100) รูป 106 สำนักงานชลประทานจูเจียง

(น.100) สอบถามดูว่าเขายังทำงานอยู่หรือเปล่า ปรากฏว่าหาตัวพบและสามารถจัดให้ไปเยี่ยมสำนักงานโครงการได้ แต่จะดูอะไรมากกว่านั้นก็ไม่ได้เพราะเวลามีน้อย

แม่น้ำจูเจียงเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 7 ของจีน ไหลผ่านมณฑลยูนนาน กุ้ยโจว กวางสี และกวางตุ้ง และยังมีส่วนหนึ่งที่ไหลผ่านประเทศเวียดนามอีกด้วย มีพื้นที่ลุ่มแม่น้ำทั้งหมดประมาณ 453,700 ตารางกิโลเมตร

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 116,118,120,122-123,141

(น.116) ตอนที่ 3 การติดต่อทางการค้าระหว่างจีนกับอังกฤษก่อนสงครามฝิ่น

ชาวตะวันตกต้องการสินค้าของจีน เช่น ผ้าไหม และเส้นไหมดิบ เครื่องกระเบื้อง (porcelain) ชา (มีตัวอย่างให้ดูในตู้) แต่ว่าไม่มีสินค้าตะวันตกที่จีนต้องการ จีนมีเศรษฐกิจดี ทำเองได้หมด อังกฤษไม่สามารถแทรกแซงได้ ต้องดำเนินนโยบายให้เศรษฐกิจจีนอ่อนแอลง จึงทดลองนำฝิ่นจากอินเดียเข้ามาขาย ร่วมมือกับชาวอเมริกันที่นิวยอร์ก โดยเริ่มมาจำหน่ายที่หวงผู่ในมณฑลกวางตุ้ง คนอังกฤษ 2 คนคือนายวิลเลียม จาร์ดีนส์ และนายเจมส์ แมธีสันร่วมมือกันตั้งบริษัทค้าฝิ่น นายจาร์ดีนส์เป็นนายแพทย์ ดังนั้นใครๆ จึงเข้าใจว่าใช้ฝิ่นเป็นยา

(น.118) บริษัทอินเดียตะวันออกไม่ได้นำฝิ่นเข้าจีนเอง ให้พ่อค้ารายย่อยเป็นผู้นำฝิ่นจากอินเดียเข้าจีนโดยการลักลอบไปให้พวกนำเข้าอีกกลุ่มเข้าทางชายฝั่งทะเล เงินแท่งทองแท่งที่ได้จากการค้าก็จะต้องนำมาส่งที่บริษัทอินเดียตะวันออกที่กวางตุ้ง พวกพ่อค้าจะได้เป็นตั๋วแลกเงินปอนด์ไปขึ้นเงินได้ที่ลอนดอน ส่วนบริษัทอินเดียตะวันออก (หลัง ค.ศ. 1858 รัฐบาลอังกฤษเข้าปกครองอินเดียโดยตรง) เอาเงินแท่งทองแท่งซื้อสินค้าจีนไปขาย

(น.120) ตอนที่ 6 เป็นห้องที่ว่าด้วยหลินเจ๋อสูทั้งห้อง หลินเจ๋อสู (ค.ศ. 1785-1850) เป็นชาวฝูเจี้ยน เขาเป็นคนที่คนจีนถือว่าเป็นวีรบุรุษ ที่พยายามคุ้มครองคนจีนให้พ้นจากภัยฝิ่น คนจีนจึงเป็นชาติแรกที่พยายามหามาตรการเลิกยาเสพติด ใน ค.ศ. 1839 เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหูเป่ยและหูหนาน ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจราชการมีภารกิจไปตรวจสอบเรื่องกรณีฝิ่นที่กวางตุ้ง

(น.122) ตอนที่ 2 การบุกของอังกฤษและการตั้งรับของจีนในกวางตุ้ง

อังกฤษนำเรือรบเข้ามาเดือนเมษายน ค.ศ. 1840 มีเรือรบ 48 ลำ ปืนใหญ่ 500 กระบอก ทหาร 4,000 นาย มาถึงจีนในเดือนมิถุนายนถือเป็นการเริ่มสงคราม

(น.123) การรบที่ชวนปี่ หลังจากจีนแตกพ่ายที่ซาเจี่ยวแล้ว มีรูปป้ายศิลาที่ทำสรรเสริญม้าของแม่ทัพ แม่ทัพตาย ม้าถูกจับ แต่ศัตรูก็ไม่สามารถบังคับม้าได้ ต้องเอาไปปล่อยบนภูเขา ม้าตายไปเองเพราะคิดถึงเจ้าของ ชาวจีนจึงเขียนป้ายสรรเสริญม้าตัวนั้น

รูปแม่ทัพเรือจีน และกล้องส่องทางไกลที่แม่ทัพผู้นี้ใช้ รูปป้อมที่เขาถูกฆ่าใน ค.ศ. 1841

การรบที่หู่เหมิน ของที่แสดงให้ดูเห็นได้ว่า ทหารจีนยังใช้เกราะแบบโบราณ อาวุธโบราณต่างๆ เช่น ดาบ หอก ง้าว โตมร ขณะที่อังกฤษใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

เรื่องการต่อต้านของประชาชนในหมู่บ้านซานหยวนหลี่ อยู่ใกล้กวางโจว ถือเป็นชัยชนะของฝ่ายจีนครั้งแรก เพราะฝ่ายอังกฤษชนะแล้วก็เข้าปล้นสะดม ประชาชนจึงร่วมกันต่อต้าน ล้อมทหารได้อาวุธไว้เป็นจำนวนมาก

ตอนที่ 3 สงครามฝิ่นสิ้นสุด

ในขณะรบมีแม่ทัพจีนถูกฆ่าตายที่ติ้งไห่ 3 คนคือ เกอหยวนฟา หวังซีเผิง และเจิ้งกั๋วหง ที่อู่ซงก็มีนายพลถูกฆ่า

อังกฤษให้ไปเจรจาและลงนามที่นานกิงในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ. 1842 ผลของสัญญาทำให้จีนต้องเปิดเมืองท่า 5 เมือง คือ กวางโจว เอ้หมึง ฝูโจว หนิงโป เซี่ยงไฮ้ ยกเกาะฮ่องกงให้อังกฤษ ยกเลิกการค้าผูกขาดระบบหัง (行) ในมณฑลกวางตุ้ง และให้มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เสียเงินชดใช้ให้อังกฤษเป็นค่าฝิ่นที่ทำลายไป

(น.141) ฮ่องกงสมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น (Qin-Han) ทางตะวันออกเฉียงใต้ (มณฑลกวางตุ้ง) มีเมืองชื่อ เมืองพานหยู

ใต้เมฆที่เมฆใต้

ใต้เมฆที่เมฆใต้ หน้า 222-224,232

(น.222) ผู้บริหารสูงสุดของเสิ่งเสียซื่อหรือจื้อจื้อชีว์เสียซื่อก็คือนายกเทศมนตรี หากเทียบกับการจัดระเบียบการปกครองของไทย เสิ่งเสียซื่อหรือจื้อจื้อชีว์เสียซื่อก็คือจังหวัดขนาดใหญ่ที่มีเทศบาลนครในการปกครองส่วนท้องถิ่น เสิ่งเสียซื่อหรือจื้อจื้อชีว์เสียซื่อจะมีเขต (District, ชีว์) ที่อยู่ในเมืองและอำเภอในพื้นที่บริเวณรอบนอกออกไปอยู่ใต้การปกครองเมืองหลวงของมณฑลหรือภูมิภาคปกครองตนเองจะมีฐานะเป็นเสิ่งเสียซื่อหรือจื้อจื้อชีว์เสียซื่อ นอกจากนั้นบางมณฑลหรือบางภูมิภาคปกครองตนเองมี 2-3 หรือ 3-4 เสิ่งเสียซื่อหรือจื้อจื้อชีว์เสียซื่อ แต่ก็มีบางมณฑลที่มีถึง 10 เช่น มณฑลเหลียวหนิง มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง)

(น.223) ประเทศจีนมีอำเภอ

(น.224) ปกครองตนเองทั้งหมด 110 อำเภอ มณฑลที่มีมากที่สุดคือมณฑลหยุนหนาน (ยูนนาน) มี 28 อำเภอ ภูมิภาคปกครองตนเองชนชาติจ้วงกว่างซี (กวางสี) มี 12 อำเภอ มณฑลกุ้ยโจวมี 11 อำเภอ มณฑลซื่อชวน (เสฉวน) มี 8 อำเภอ มณฑลกานซู มณฑลชิงไห่ และมณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) มีมณฑลละ 7 อำเภอ ภูมิภาคการปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ซินเจียง (ซินเกียง) มี 6 อำเภอ มณฑลหูหนานมี 6 อำเภอ มณฑลเหลียวหนิงมี 5 อำเภอ มณฑลเห่อเป่ย มี 4 อำเภอ มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) มี 3 อำเภอ มณฑลจี๋หลินและมณฑลหูเป่ยมีมณฑลละ 2 อำเภอ มณฑลเจ้อเจียงและมณฑลเฮยหลงเจียงมีมณฑลละ 1 อำเภอ

(น.232) ภูมิอากาศ

- มณฑลยูนนานได้รับอิทธิพลของลมมรสุมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ลมมรสุมทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จากทะเลจีนใต้และมวลอากาศ (air mass) จากที่ราบสูงทิเบต ฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายน - ตุลาคม ฝนตกหนักช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง ปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีจึงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละท้องที่ บางแห่งมีปริมาณฝนมากกว่า 1,500 มม./ปี (ชายแดนภาคตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลและชายแดนใต้ของ

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 37-39,43-44,67

(น.37) มีปลาอบใส่ซอสแดงๆ รองอธิบดีวิเทศสัมพันธ์บอกว่า เป็นคนมาจากมณฑลเหอเป่ย รับประทานซอสแดงไม่เป็น เขาไม่ค่อยชอบอาหารทะเล แถวๆ อู่อี๋ซานเป็นภูเขา อาจมีแต่ของป่า

เมื่อรับประทานแล้วไป หออนุสรณ์สถานวีรบุรุษ-นายพลหลินเจ๋อสู (ค.ศ. 1785-1850)

อนุสรณ์สถานนี้สร้าง ค.ศ. 1905 เป็นปีที่หลินเจ๋อสูเสียชีวิตครบ 55 ปี


Vh_038_1_resize.jpg


Vh_038_2_resize.jpg

(น.38) รูป


Vh_039_1_resize.jpg

(น.39) รูป

(น.39) ทางเข้ามีรูปสัตว์ต่างๆ 2 ด้าน มีต้นไทรต้นใหญ่ (Rong) เข้าไปมีป้ายเขียนตำแหน่งที่นายพลหลินเจ๋อสูเคยปฏิบัติงาน เป็นผู้ว่าราชการมณฑล 14 มณฑล เคยทำลายฝิ่นที่ป้อมหู่เหมิน เมืองตงก่วน มณฑลก่วงตง (กวางตุ้ง)

(น.43) มีสำเนาลายมือเขียนของหลินเจ๋อสู เลียนแบบตัวอักษรของโอวหยังซวิน นักเขียนพู่กันจีนสมัยราชวงศ์ถัง รูปถ่าย บทความที่เขียนให้แม่ เขายังสร้างฮวงซุ้ยให้ข้าราชการนักปราชญ์สมัยราชวงศ์ซ่ง ชื่อ หลี่กัง

ประโยคเตือนสติที่สำคัญ คือ

“มหาสมุทรยิ่งใหญ่ รับแม่น้ำได้ 100 สาย
คนใจกว้าง จึงทำงานใหญ่ได้”
(海纳百川,有容乃大)

ภาพการทำลายฝิ่นที่ป้อมหู่เหมิน เมืองตงก่วน มณฑลกวางตุ้ง

ศาลาที่ 2 แสดงกระบอกสูบฝิ่น และตำรับยาจีนที่ช่วยให้เลิกฝิ่นได้

มีคำขวัญของหลินเจ๋อสูว่า “ถ้าไม่ปราบฝิ่น จะไม่มีทหารรักษาชาติ และไม่มีเงินเดือนให้ทหาร”


Vh_043_1_resize.jpg

(น.43) รูป

Vh_044_1_resize.jpg

(น.44) รูป

(น.44) ตอนมารับตำแหน่งที่มณฑลกวางตุ้งหลินเจ๋อสูเคยเรียกพวก (พ่อค้า) 13 ห้าง (สือซานหัง) ที่ก่วงโจว (เมืองกวางตุ้ง) มาประชุม และบอกว่าวันใดที่ฝิ่นยังไม่หมดสิ้นไป ตัวข้าพเจ้าจะไม่กลับกรุง ขอเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เป็นไปไม่ได้ที่ฝิ่นจะไม่หมดสิ้น (13 ห้าง คือ กลุ่มพ่อค้าจีนที่ร่วมทุนกับพวกฝรั่ง ได้รับสิทธิพิเศษผูกขาดทางการค้า)

(น.67) ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์

มณฑลฝูเจี้ยน (หรือฮกเกี้ยน) มีชื่อย่อว่า หมิ่น ได้ชื่อจากแม่น้ำหมิ่น (หมิ่นเจียง) ส่วนชื่อฮกเกี้ยนก็เรียกกันมานานกว่า 1,300 ปีแล้ว มณฑลนี้เปิดสู่โลกภายนอกมานาน มาร์โคโปโลบันทึกไว้ว่า ท่าเรือแห่งหนึ่งที่ฮกเกี้ยนมีพ่อค้ามาจากทั่วโลก ฮกเกี้ยนเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแพรไหมทางทะเล เมืองฝูโจวและเมืองเซี่ยเหมินเป็นเมืองท่าที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติมาค้าขายได้ เป็น 2 แห่งในจำนวน 5 แห่งแรก มีจังหวัด 9 จังหวัด 85 อำเภอ เนื้อที่ 120,000 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ติดกับมณฑลกวางตุ้ง เจ้อเจียง และเจียงซี ทางใต้ใกล้กับเกาะไต้หวัน มีพื้นที่ทางทะเล 130,000 ตารางกิโลเมตร มีแนวชายฝั่งยาวกว่า 3,300 กิโลเมตร ยาวเป็นอันดับ 2 ในบรรดามณฑลต่างๆ ของจีน

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 80

(น.80) ไปที่กุฏิของเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสเชิญนั่ง ในห้องรับแขกฝาผนังห้องติดลายพู่กันจีนเอาไว้เต็ม ทั้งที่เป็นป้ายไม้และกระดาษ เจ้าอาวาสอธิบายลักษณะการก่อสร้างวัดทางภาคใต้ ท่านว่าวัดมี 3 แบบ

  1. แบบภาคเหนือมีซุ้มประตูใหญ่ อาคารใหญ่ๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียด
  2. แบบภาคใต้แถบกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน มีลวดลายละเอียดคล้ายๆ กับศิลปะไทย
  3. แบบมณฑลเจียงซู เจ้อเจียง อานฮุย ใช้สีดำ-สีขาวมาก

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 177

(น.177) ในสมัยราชวงศ์ถัง เฉวียนโจวเป็นท่าเรือที่สำคัญ 1 ใน 4 ของจีน ได้แก่

  1. เฉวียนโจว
  2. กว่างโจว (เมืองกวางตุ้ง)
  3. หังโจว
  4. หมิงโจว (เมืองหนิงโปในปัจจุบัน)

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 197,218,220

(น.197) ไปมหาวิทยาลัยฝึกหัดครูไห่หนาน (ไหหลำ) เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1949 ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของมณฑล เมื่อ ค.ศ. 1952 ตั้งเป็นวิทยาลัยฝึกหัดครู ต่อมาใน ค.ศ. 1962 ได้ผนวกโรงเรียนอุตสาหกรรมไห่หนานเข้ามาอยู่ด้วย ใน ค.ศ. 1983 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งรวมวิทยาลัยฝึกหัดครู วิทยาลัยแพทยศาสตร์ และวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย ที่เราไปเยี่ยมชมเป็นส่วนฝึกหัดครูประถมและมัธยม มีนักศึกษาไทยมาเรียนอยู่ 3 คน

Vh_218_1_resize.jpg

(น.218) รูป

(น.218) อนุสรณ์สถานหลี่ซั่วซุน ซึ่งเป็นบิดาของประธานหลี่เผิง สร้างใน ค.ศ. 1986 ตอนนั้นไหหลำยังขึ้นกับมณฑลกวางตุ้ง ยังไม่ได้แยกออกมาเป็นมณฑล หลี่ซั่วซุนเป็นวีรบุรุษที่เซี่ยงไฮ้ ได้ร่วมการปฏิวัติเป่ยฝา (ค.ศ. 1926-1927) และร่วมการปฏิวัติหนานชางใน ค.ศ. 1927 เคยเป็นเลขาธิการพรรค ที่มณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง ทำงานร่วมกับโจวเอินไหล จูเต๋อ เนี่ยหลงเจิน เฉินยี่ หลินเปียว เติ้งเสี่ยวผิง ถูกประหารชีวิตในวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1931 บุตรชายตือ ท่านหลี่เผิง อายุยังไม่ครบ 3 ปี เหตุที่อนุสรณ์สถานอยู่ตรงนี้เพราะว่าเป็นที่ประหาร ขณะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ยังไม่แข็งแกร่ง จึงหาศพไม่พบ จึงทำเป็นอนุสรณ์สถานไว้เฉยๆ ส่วนภรรยาของท่านคือ เจ้าจุนเถา ถึงแก่กรรม ค.ศ. 1985 จึงนำมาฝังไว้ที่นี่

(น.220) มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) เป็นมณฑลทางใต้สุดของจีน ประกอบด้วยเกาะต่างๆ มากมาย ทางเหนือเป็นช่องแคบคั่นระหว่างเกาะใหญ่กับมณฑลกวางตุ้ง มณฑลนี้ตั้งเมื่อ ค.ศ. 1988 เป็นมณฑลสุดท้ายของจีนที่ตั้งขึ้น หลังจากยกขึ้นเป็นมณฑลแล้ว ได้ตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของจีน

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 248-251

(น.248) ดร. เซี่ย (Xia) และคณะนำชมนิทรรศการเกี่ยวกับการใช้หญ้าแฝก ประเทศจีนที่มณฑลกวางตุ้งเริ่มมีการปลูกหญ้าแฝกกัน ครั้งแรกปลูกเพื่อใช้น้ำมัน ชาวจีนเรียกหญ้าแฝกว่า หญ้ารากหอม สมัยก่อนเคยใช้เป็นอาหารสัตว์ใน ค.ศ. 1991 เริ่มปลูกเป็นเรื่องเป็นราว ค้นคว้าวิจัย และพัฒนา มีบริษัทปลูกหญ้าแฝกขาย มีงานวิจัยที่พิสูจน์ว่าหญ้าแฝกช่วยกำจัดน้ำเสีย ป้องกันน้ำท่วมได้ เป็นพืชทนน้ำ แช่น้ำอยู่ 10 วันยังไม่ตาย คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของหญ้าแฝกคือ รากงอกเร็ว 340 วันงอกได้ 2.1 เมตร ใช้ป้องกันดินถล่ม ใน ค.ศ. 1994 ที่กวางตุ้งใช้ป้องกันดินถล่ม ถ้าใช้ปูนซีเมนต์กันดินถล่มทั้งหมดเสียเงินประมาณ 5 ล้านหยวน แต่ถ้าก่อปูนเป็นช่องๆ ใส่ดินปลูกหญ้าแฝก ใช้เพียง 6 แสนหยวนเท่านั้น

Vh_249_1_resize.jpg

(น.249) รูป

(น.249) ในสวนสาธารณะจูเจียง ทำสวนหญ้าแฝก ดูสวยงามดี นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปคณะ ดร. สุเมธ จากเมืองไทย Richard Grimshaw จากสหรัฐอเมริกามาเยี่ยมชม

กล่าวโดยสรุปแล้ว หญ้าแฝกเป็นพืชที่ทนทาน ที่กวางตุ้งมี 3 พันธุ์ (คัดพันธุ์จาก 13 พันธุ์) หนาวที่สุด 0˚C ถึงร้อน 40˚C ก็อยู่ได้ ทดลองปลูกระดับ 1,000 เมตรก็อยู่ได้ ที่มณฑลยูนนานทดลองปลูก 2,000 เมตรขึ้นได้ดี และเป็นมณฑลที่สนใจเรื่องหญ้าแฝกเช่นกัน


Vh_249_2_resize.jpg

(น.249) รูป

(น.250) คนที่มาช่วยเตรียมการจัดประชุมมี Grimshaw Paul Troung (จากออสเตรเลีย) ดร. ดิถี ของไทยก็มาร่วมประชุมด้วย ผู้นำมณฑลกวางตุ้งสนใจมาก ทั้งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ผู้ว่าราชการมณฑล สภาวิทยาศาสตร์แห่งจีน (Chinese Academy of Science) เทศบาล กระทรวงชลประทานแห่งชาติ

Vh_251_1_resize.jpg

(น.251) รูป

(น.251) มณฑลกวางตุ้งมีภูเขาราว 65% คณะกรรมการคอมมิวนิสต์ของกวางตุ้งจึงมีนโยบายพัฒนาเขตภูเขา ตัดถนนไปทุกหมู่บ้าน โครงการเหล่านี้มีงบประมาณไม่มากนัก จึงนิยมใช้หญ้าแฝกป้องกันดินถล่ม

เกล็ดหิมะในสายหมอก

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 1 ปักกิ่ง หน้า 20

(น.20) อ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมีข่าวน่าสนใจอื่นๆอีก เช่น เรื่องธนาคารโลกให้เงินกู้จีนสำหรับการอนุ- รักษ์ป่าไม้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในโครงการปลูกป่า ขยายป่าสงวนแห่งชาติ การปลูกป่าเศรษฐกิจ (เพื่อใช้ไม้) เขตโครงการอยู่ทางทิศใต้ และตะวันออกของจีน (กวางตุ้ง กวางสี ไหหลำ ยูนนาน หูหนาน หูเป่ย เจ้อเจียง และชานตุง) มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์เชื่อมศูนย์ป่าไม้ทั้งประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ประสานงานกันแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น มีระบบติดตามควบคุมผลไม่ให้การปลูกป่าก่อให้เกิดการพังทลายของดิน โครงการเงินกู้ของธนาคาร โลกนี้นอกจากมีเป้าหมายในการปลูกป่าแล้ว ยังมุ่งให้มีแนวคิดใหม่และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆในงานป่าไม้ การสร้างแนวป่ากันชน (Shelter-belts) และปรับปรุงการดำเนินการของอุทยานแห่งชาติ

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 3 จี๋หลิน หน้า33

(น.33) ท่านผู้ว่าฯ บอกว่าเรือนพักหลังที่ข้าพเจ้าอยู่นั้น สร้างสำหรับท่านประธานเหมา แต่ตอนที่ท่านประธานเหมามาเสร็จไม่ทัน จึงไม่ได้พักอยู่ พูดกันถึงเรื่องพลังงาน ท่านผู้ว่าฯ บอกว่าผลสุดท้ายเห็นจะหนีไม่พ้นการใช้พลังงานนิวเคลียร์ เพราะว่าสร้างพลังงานได้มาก แม้ว่าจะอันตรายหลายอย่างคือถ้าทำไม่ดีก็อาจจะเกิดเหตุการณ์แบบที่เชอร์โนบิล และต้องคิดให้ถี่ถ้วนเรื่องกากที่เหลือจากนิวเคลียร์ จีนเองก็มีใช้แล้วที่เจ้อเจียงและที่กวางตุ้ง

หวงเหออู่อารยธรรม

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 168

(น.168)พระโพธิธรรมจาริกมาจีนทางเรือ มาขึ้นฝั่งที่เมืองก่วงโจว (กวางตุ้ง) เมื่อประมาณ ค.ศ. 520 อยู่ที่นี่ 6-7 ปี แล้วค่อยขึ้นเหนือ พระจีนที่วัดนี้มีความยินดีเชื้อเชิญให้อยู่ที่นี่ อยู่มาวันหนึ่งหิมะตกหนัก พระโพธิธรรมเดินอยู่เห็นพระรูปหนึ่งยืนอยู่กลางหิมะ พระโพธิธรรมถามว่าทำไมยืนอยู่กลางหิมะเช่นนั้น พระรูปนั้นตอบว่า อยากศึกษาพุทธธรรมที่แท้จริง ขณะนั้นพระโพธิธรรมกำลังหาทายาททางธรรมอยู่ ไม่ทราบว่าท่านมีความตั้งใจอย่างไรที่พูดว่า ถ้าจะได้ธรรมะแท้จริงต้องเป็นสีแดง พระรูปนั้นชักดาบฟันแขนตนเอง เลือดไหลลงหิมะเป็นสีแดง พระโพธิธรรมจึงเลือกพระฮุ่ยเข่อรูปนี้เป็นทายาท เป็นอาจารย์รุ่นที่สอง ฉันเคยได้ยินเรื่องพระฮุ่ยเข่อตัดแขน หนังสือบางเล่มว่าโจรมาทำร้าย เรื่องนี้ฉันยังงงๆ อยู่เลยว่ามันเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวตรงไหน

Personal tools