กำแพงเมืองจีน

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

Contents


จากหนังสือ

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 20, 22

(น.20) ไปถึงแหล่งโบราณคดีกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง บริเวณนี้เรียกว่า สุ่ยต้งโกว เมื่อไปถึงมีนักโบราณคดีชื่อ ศาสตราจารย์ซูเฉิง มาอธิบายว่าบริเวณนี้มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณตั้งแต่สมัยหินเก่า 30,000 ปีมาแล้ว และสมัยหินใหม่

(น.22) สิ่งสำคัญอีกอย่างในบริเวณนี้คือ กำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง กำแพงเมืองจีนที่นี่ก่อด้วยดิน ถูกกัดกร่อนด้วยลมพายุทรายและน้ำฝนตามธรรมชาติ จึงชำรุดทรุดโทรม บางคนบอกว่าที่พังมากเพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีในสมัยราชวงศ์ชิง เนื่องจากราชวงศ์ชิงเป็นชนชาติแมนจู ไม่มีปัญหาเรื่องการต่อต้านการรุกรานในพื้นที่ด้านนี้ สมัยโบราณมีคนกลุ่มน้อยเผ่าซีเชียงและเผ่าซีหรงอยู่ที่นี่ มีอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อน กำแพงเมืองจีนในรูปลักษณะนี้ต่อเนื่องไปจนถึงด่านเจียอวี้กวนในมณฑลกานซู่

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 221, 223

(น.221) บริเวณกำแพงเมืองจีน ส่วนที่เรียกว่า จินซานหลิ่ง ประมาณ 150 กิโลเมตรจากปักกิ่ง อยู่ในเขตภูเขาของอำเภอหลวนผิง มณฑลเหอเป่ย เป็นที่มั่นทางการทหาร โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างใน ค.ศ. 1570 สมัยราชวงศ์หมิง กำแพงเมืองจีนช่วงนี้ยาว 20 กิโลเมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 800 เมตร ทำด้วยอิฐ มีหอคอยสำหรับดูม้าศึกเป็นระยะๆ หอคอยแต่ละแห่งมีขนาด รูปร่าง และแบบต่างๆ กัน ช่องกำแพงที่นี่มีลักษณะต่างจากที่ปาต๋าหลิ่ง คือจะยาวกว่า ช่องเหล่านี้แต่ละช่องไม่เหมือนกัน มีลวดลายด้วย ตรงกำแพงมีช่องให้น้ำไหล จะโยนหรือเทก้อนหินใส่ข้าศึกตามช่องนี้ก็ได้ มีป้อมยามสำหรับส่งสัญญาณ กลางวันส่งเป็นควัน กลางคืนเป็นกองไฟ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการจุดไฟสัญญาณที่ดีที่สุดคือขี้หมาป่า เพราะจุดแล้วควันขึ้นตรง ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงได้เป็นอย่างนั้น

(น.223) บนกำแพงนอกจากมีหอคอยแล้วยังมีกองบัญชาการ และห้องสำหรับเก็บอาวุธและเครื่องแต่งกายทหาร อิฐที่สร้างกำแพงบางก้อนมีอักษรเขียนบอกชื่อหน่วยทหารที่มาสร้างกำแพงและปีที่สร้าง

มุ่งไกลในรอยทราย

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 185, 186, 188, 195, 196, 197, 199, 201

(น.185) ท่านผู้อำนวยการอธิบายว่าชื่อเจียยู่กวนแปลว่า น้ำพุ 9 สาย ที่ด่านนี้มีน้ำพุอยู่ และเป็นธรรมดาการตั้งป้อมค่ายจำเป็นต้องมีแหล่งน้ำที่มากพอใช้ ป้อมนี้มีน้ำพุ เมื่ออยู่ตรงทางเดินบนกำแพงนี้เราจะมองเห็นกำแพงเมืองจีนยาวไปถึงภูเขาฉีเหลียนในด้านใต้ และเขาเฮยซาน กำแพงเมืองจีนทางทิศตะวันตกจะไปสุดที่ภูเขาฉีเหลียน มีป้อมยาม 3 ป้อม ตรงป้อมที่ 3 จะมีแม่น้ำ แต่ก่อนเรียกกันว่าเถ่าไห่เล่อ เป็นภาษา

(น.186) มองโกล แปลว่าภูเขาหิมะ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นเป่ยต้าเหอ ตรงบริเวณด่านนี้เป็นช่องที่แคบที่สุดของฉนวนเหอซี ฉะนั้นจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเมื่อออกนอกด่านไปเป็นทะเลทรายโกบี กำลังยืนดูอยู่ด้านทิศใต้ ข้าพเจ้าพยายามดูแผนที่ด่านเจียยู่กวน ภูเขาฉีเหลียน เขาเฮยซาน เขาทั้งสองห่างจากด่าน 75 กิโลเมตร กำแพงเมืองจีน หอไฟ เขตนอกด่าน ทางรถไฟ แม่น้ำเป่ยต้าเหอ

กลับมาพูดถึงกำแพงป้อมอีกครั้ง ก็มีเรื่องเล่าดังนี้ เมื่อนายช่างสร้างด่านได้วางแผนรอบคอบ โดยการคำนวณอย่างถูกต้องว่าจะต้องใช้อิฐกี่ก้อน และได้ส่งอิฐมาสำหรับการก่อสร้างเกินจำนวนที่คำนวณไว้ 1 ก้อน เมื่อสร้างแล้วเหลืออิฐไว้ก้อนหนึ่งตามที่ได้คำนวณไว้จริง จึงวางเอาไว้จนทุกวันนี้ เพื่อระลึกถึงนายช่างผู้วางแผนการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างดี

ฟังนิทานเรื่องนี้แล้วนึกถึงปราสาทหินต่าง ๆ ที่บ้านเรา เวลาสร้างก็คงจะต้องมีการคำนวณการใช้หินเป็นอย่างดีเช่นกัน ข้าพเจ้าคิดว่าการตัดหินจากภูเขาและลำเลียงมาสถานที่ก่อสร้างคงจะลำบากกว่าการเผาอิฐไปเสียอีก

หออีกแห่งหนึ่งภายในด่านชื่อโร่วหย่วนโหลว หมายความว่านโยบายอะลุ้มอล่วยกับทางไกล (นโยบายนิ่มนวลต่อชนที่อยู่ไกล หรืออธิบายได้ว่าใช้พระคุณไปปกครองอันเป็นนโยบายของราชวงศ์หมิง)

เราขึ้นไปบนหอเจียยู่กวนมองไปทางทิศใต้เห็นเก๋งหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ ภายในเก๋งมีศิลาจารึกสมัยราชวงศ์ชิง ผู้สร้างศิลาจารึกเป็นผู้บัญชาการทหารมณฑลซูโจว (กานซู) ชื่อนายพลหลี่ถิงเฉิง

(น.188) เราจะเดินทางไปดูป้องไฟปลายสุดของกำแพงเมืองจีนในช่วงนี้ คุณเฉิงบอกว่าแถวนี้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ จึงมีโรงงานถลุงเหล็กได้ เพราะโรงงานชนิดนี้ต้องใช้น้ำมาก

รถข้ามทางรถไฟ (หมอนรถไฟเป็นซีเมนต์) ผ่านป้อมไฟป้อมหนึ่งไปทางเชิงเขาฉีเหลียน เห็นยอดที่เป็นหิมะอยู่ลิบ ๆ ไปหยุดบริเวณใกล้ป้อมไฟป้อมสุดท้าย รถไปจอดอยู่ใกล้ ๆ กับหน้าผา พอใครจะเดินไปใกล้หน้าผาเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ทุกคนร้องห้ามไม่ให้เข้าใกล้ ให้ถอยออกมาประมาณ 3 เมตร บอกว่าพื้นที่เป็นทราย อาจจะรับน้ำหนักคนไม่ได้ อันตรายมากมองไปเป็นผาสูง ข้างล่างเป็นแม่น้ำ

ถึงตอนนี้ข้าพเจ้าแย่มาก แทนที่จะสนใจโบราณคดี เส้นทางสายแพรไหมกลับเปลี่ยนความสนใจไปที่ทะเลทรายโกบีที่ได้เห็นชัด ๆ ได้สัมผัสด้วยตัวเอง หลังจากได้ทราบแต่จากคำอธิบายในหนังสือเรียน ทะเลทรายไม่เห็นจะเป็นทรายอย่างที่เราคิด มีแต่กรวดหิน ได้เก็บหินทะเลทรายมาเป็นที่ระลึกหลายก้อน (ไม่ได้สงวน) แถมยังวิ่งไล่ถ่ายรูปจิ้งจกและแมงมุมทะเลทราย ผู้อธิบายจึงหันไปอธิบายพืชสองชนิดคือหนามอูฐและหญ้าอูฐทั้ง 2 ชนิดเป็นอาหารของอูฐที่เดินทางในทะเลทราย อย่างแรกแข็งมากและมีหนามแหลมคอยแทงเท้าเรา ไม่น่ากินเลย ส่วนอย่างหลังค่อยยังชั่วกว่าหน่อย ได้ความว่าเป็นยาจีนแก้ร้อนใน พืชเหล่านี้ทนแล้งมาก แม้ไม่มีน้ำก็อยู่ได้

(น.195) รูป126. พิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีน

ข้างในสุดเป็นที่ตั้งโลงศพ กว้างกว่าหลุมที่แล้ว มีรูปแพรไหม หีบสมบัติ ท่านทูตเตชสรุปว่ารู้สึกว่าดี คือไปเที่ยวล่าสัตว์ เล่นสนุกเสียก่อนกินข้าวจนอิ่ม แล้วจึงมานอนกอดสมบัติ !

ที่คิดว่าแปลกคืออยู่ลึกตั้ง 11 เมตรยังมีอากาศหายใจ ไม่เหม็นอับไม่มีกลิ่นค้างคาว

สรุปว่า

หลุม 6 มีอิฐ 114 แผ่น มี 3 ห้อง

หลุม 7 มีอิฐ 115 แผ่น มี 3 ห้อง

(น.196) หลุม 12 มีอิฐ 54 แผ่น มี 2 ห้อง

หลุม 13 มีอิฐ 54 แผ่น มี 2 ห้อง

ดูแค่นี้ก็พอจะยืนยันว่าคงเป็นเชื้อสายคนกลุ่มน้อย ราชวงศ์เว่ยภาคเหนือ อย่างที่สันนิษฐานในตอนต้นเพราะธรรมเนียมในชีวิตประจำวันเหมือนคนมองโกลมากกว่าคนอื่น เช่น ล่าสัตว์ ย่างแพะ ทอดโรตี

ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่ดูหลุม 12 – 13 คิดว่าก็คงคล้าย ๆ กัน เลยไปดูพิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีนของท่านผู้อำนวยการเกา พวกเราแบ่งกันไว้เป็น 3 กลุ่ม ฉะนั้นกว่าจะเปลี่ยนแผนเรียกประชุมรวมกันก็ใช้เวลานิดหน่อย

ตัวพิพิธภัณฑ์เองก็ทำเป็นรูปกำแพงเมืองจีน ข้างในมีรูปกำแพงเมืองจีนในสถานที่และสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ที่แรกทางตะวันตกไปจนออกทะเลทางตะวันออก มีคำอธิบายไว้ด้วยว่าด่านไหนอยู่ที่ไหน และเป็นการก่อสร้างของสมัยใด ดูแผนที่รูปกำแพงเมืองจีน มีไฟฟ้าติดแสดงเส้นทางของกำแพงเมืองจีนในแต่ละสมัย ทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการของกำแพงเมืองจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว จ้านกว๋อ สมัยราชวงศ์ฉิน สมัยราชวงศ์ฮั่น และสมัยราชวงศ์หมิง รวมกันแล้วกำแพงเมืองมีความยาว 5,000 กิโลเมตร

ดูไปได้แค่นี้เขาเรียกให้ไปดื่มชากับน้ำส้ม และเตรียมพู่กันไว้ให้เขียนตัวหนังสือ ครูกู้แนะนำว่าเขียน จุง – ไทย โหย่วเห่า มิตรภาพไทยจีนก็แล้วกัน ข้าพเจ้าก็เลยเขียน ลายมือค่อนข้างจะแย่ มีคำอธิบายแก้ตัวว่าอ่อนซ้อมไปหน่อย

กลับไปดูนิทรรศการ เขามีแผนที่แยกกำแพงเมืองจีนเป็นแต่ละราชวงศ์มีภาพติด ในตู้มีของต่าง ๆ เช่น กระเบื้องสมัยราชวงศ์ฉิน รูปฐานของป้อมไฟ (ว่าก่อสร้างอย่างไร) ข้างในเป็นกรวดกั้นด้วยแผ่นหิน มงกุฎของ

(น.197) รูป127. แผนที่แสดงกำแพงเมืองจีนสมัยต่าง ๆ

พวกฉยุงหนู (เป็นของจำลอง) ท่อระบายน้ำ กระเบื้องที่ป้อมไฟ มีรูปด่านซานไห่กวน มีประวัติเรื่องนางเมิ่งเจียหนี่ แถวนั้นมีศาลเจ้าเมิ่งเจียหนี่ซึ่งมีตำนานเกี่ยวพันกับกำแพงเมืองจีน สรุปได้ความว่าสามีของนางเมิ่งเจียหนี่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีน นางได้เดินทางไปตามหาสามี แต่สามีของนางตายไปแล้ว นางจึงนั่งร้องไห้ที่กำแพงจนกำแพงหัก นอกจากนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น พบที่มณฑล

(น.199) รูป129. สิ่งของต่าง ๆ ที่พบบริเวณกำแพงเมืองจีน

กานซู สิ่งของในสมัยราชวงศ์ฮั่นยังมีรองเท้าทำด้วยใยปอ ถุงเท้าของทหารรักษาชายแดน ฟุตบอลเก่าแก่ที่สุดของจีน ทำด้วยหนังแพะ เขาว่าเล่นกันในวัง ข้าพเจ้าดูแล้วเห็นว่าคงจะเล่นไม่ไหว ฟุตบอลนี้ลูกเท่าลูกเทนนิสเท่านั้น เล่นจริง ๆ เห็นจะ “ถึงลูกถึงคน” โดยไม่ได้เจตนา

นิทรรศการยังแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้าง คือแต่ละชั้นที่เรียงอิฐจะใช้ฟางแทรกทำให้แข็งแรงขึ้น อีกอย่างที่แสดงไว้คือฟางต้นกกที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดสัญญาณ หนังสือไม้ไผ่สมัยราชวงศ์ฮั่น ชิ้นที่มาแสดงเป็นการสั่งการว่า ถ้าฉยุงหนูเข้ามาด้านเหนือให้จุดคบเพลิงเป็นสัญญาณ 2 ครั้ง ส่วน

(น.201) ที่ไม่มีกำแพงเมืองจีนจะโรยทรายไว้ ถ้าฉยุงหนูมาจะเห็นรอยเท้า มีแผนที่เส้นทางไปฉนวนเหอซี ข้าพเจ้าจดเอาไว้เพื่อจะใช้เทียบหาเส้นทางแพรไหม

ใกล้ตุนหวงสมัยฮั่นมีฉางข้าวใหญ่ที่สุด มีคลังเสบียงอาหาร มีตราสำหรับเบิกข้าวจากโกดัง ภาพแสดงการชลประทานในสมัยฮั่นเช่นเดียวกัน เป็นแผนที่ซึ่งทำจากภาพถ่ายทางอากาศ แสดงเขตที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เขตที่มีทางน้ำธรรมชาติและคลองชลประทาน เขาอธิบายว่า การรบในสมัยการรบของไทย สุดท้ายเราดูเรื่องสมัยราชวงศ์ถัง คืนนี้รับประทานอาหารแบบกันเอง พอรับประทานเสร็จไปดูร้านขายของในโรงแรม มีแท่งหมึกจีนรูปร่างแปลก ๆ เช่น รูปเจ้าแม่กวนอิม รูปเต่า รูปดาบ ซื้อมีดคูเชอ เสื้อยืดที่ระลึกตุนหวง ข้างหลังเป็นแผนที่เส้นทางแพรไหม

ย่ำแดนมังกร

ย่ำแดนมังกร หน้า 53,54,56,57

(น.53) กำแพงเมืองจีนส่วนที่เราดูนั้นเรียกว่า ปาต๋าหลิ่ง อยู่ในอำเภอ เหยียนชิ่ง ซึ่งทางการจีนยุคปัจจุบันได้ซ่อมแซมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

กำแพงเมืองจีน (หรือในภาษาจีนเรียกว่า ฉางเฉิง) นั้นยาวทั้งหมด 6,700 กิโลเมตร เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างหนึ่งทีเดียว ได้ยินว่าเมื่อมนุษย์อวกาศออกนอกโลกไปแล้วหันกลับมามองโลกของเราอีก สิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นบนโลกคือกำแพงเมืองจีนนี่แหละ

(น.54) ประวัติความเป็นมาในการสร้างกำแพงเมืองจีนนี้เล่ากันว่า ประมาณศตวรรษที่ 4-3 ก่อนคริสต์กาลเป็นสมัยที่เรียกว่า จ้านกว๋อ หรือ Warring States ประเทศจีนยังไม่รวมเป็นปึกแผ่น ยังคุมอำนาจกันเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ต่างฝ่ายต่างสร้างกำแพงป้องกันพื้นที่ยึดครองหรือเขตอิทธิพลของตนให้พ้นจากการโจมตีของแคว้นใกล้เคียง พอถึงราชวงศ์ ฉิน พระเจ้า ฉินสื่อหวังตี้ (ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล) ได้รวมจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระองค์ได้เชื่อมกำแพงของแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกัน การสร้างกำแพงนี่ถือว่าเป็น “งานช้าง” ประจำรัชกาลทีเดียว โดยกล่าวว่าเพื่อป้องกันชนเผ่าศัตรูที่จะเข้ามารุกราน บางคนเขาก็นินทาว่าท่านทำการครั้งนี้เพื่อล้างสมองคนไม่ให้คิดต่อต้านท่าน ให้เสียเวลาสาละวนอยู่กับการสร้างกำแพงเมืองจีน จะได้ไม่มีปัญญาคิดเรื่องอื่น อีกประการหนึ่งการถูกส่งไปทำกำแพงเมืองจีนนั้น เหมือนเป็นการถูกกำจัดไปเลยเพราะเป็นงานที่ยากลำบาก อยู่บนยอดเขาสูง ราชวงศ์ที่ต่อจากราชวงศ์ ฉิน ก็ได้ซ่อมแซมกำแพงนี้ จนถึงราชวงศ์เหม็ง (คริสต์ศตวรรษที่ 14) กำแพงเมืองจีนสำเร็จบริบูรณ์ เท่ากันที่เราเห็นทุกวันนี้

(น.56) ขึ้นไปบนนั้นอากาศสบายวิวภูเขาสวยดี มีคนอธิบาย (บอกว่า “คน” เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จะเป็นไกด์ อาจารย์สารสิน หรืออื่นๆ...ก็ไม่ได้มอง) ว่ากำแพงเมืองจีนนี่ยาวถึง 6,700 กม. มีสาขาแยกเป็นช่วงๆ ออกไปหลายสาย แต่สายใหญ่ๆ นั้น ถ้านับจากปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกก็ไปถึงมณฑลกานซู ทางตะวันออกไปจดทะเลแถวๆ เหอเป่ย ทีเดียว ขึ้นไปบนป้อมมองไปทางตะวันตก ก็เป็นเขตเหอเป่ย ทางตะวันตกเป็นมณฑลซานซี ส่านซี และจะไปถึงทะเลทรายโกบี รวมความว่าผ่านมณฑล 5 มณฑล และเขตปกครองตนเองถึง 2 เขต มองออกไปห่างกำแพงเมืองจีนที่เรากำลังยืนอยู่มีซากป้อมเล็กๆ ซึ่งเขาบอกว่าแต่ก่อนให้คนไปอยู่ตรงนั้น แล้วส่งข่าวบอกจำนวนศัตรู ด้วยสัญญาณไฟและสัญญาณควัน ดูๆ แล้วข้าพเจ้าก็ขำอีกเพราะนึกถึงหอคอยสูงชื่ออะไรก็ไม่ทราบ ลืมไปแล้วอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศสที่เราไปดูมาเมื่อปีก่อน ซึ่งไกด์อธิบายว่าสำหรับทหารวิ่งขึ้นไปดูกำลังข้าศึก ตอนนั้นเรายังนึกเลยว่าถ้าวิ่งขึ้นไปแล้วคงตาหูลาย เห็นข้าศึกคนเดียวเป็น 2 คน 3 คน เป็นแน่แท้

“ปาต๋าหลิ่ง” เป็นป้อมซึ่งเป็นด่านป้องกันกรุงปักกิ่ง กำแพงตรงนี้ (ดูเหมือนว่าจะทำในสมัย เหม็ง) ทำด้วยอิฐก้อนโตมาก มองดูเหมือนแท่งหิน ทุกๆ ระยะ (จะประมาณ 200-300 เมตร) จะมีหอ 2 ชั้น กำแพงสูงโดยเฉลี่ย 7.8 ม. กว้าง 5.8 ม.

(น.57) เราสงสัยว่า อิฐเหล่านี้ก็ใหญ่โตมโหฬาร แล้วสร้างบนเทือกเขาสูงทั้งเทือก จะขนขึ้นมาอย่างไร ที่เขมรสร้างปราสาทหินยังไม่สูงเท่านี้ (ที่นี่สูง 400 ม.) เขาบอกว่าเขาขึ้นมาเผาอิฐกันบนภูเขาเลยสำหรับปูนที่ใช้ฉาบนั้นจีนใช้ข้าวเหนียวผสมปูน และผสมด้วยดินพิเศษอย่างหนึ่ง ขณะที่อยู่บนกำแพงเรือบินบินไปบินมา บางคนบอกว่าเขามาโปรยยาฆ่าหญ้า บางคนบอกว่าเขามาเล่นหนังต่างหาก

เกล็ดหิมะในสายหมอก

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 2 เหลียวหนิง หน้า 25

(น.25) ขึ้นไปชั้น 2 ห้อง 4 สมัยฉินและสมัยฮั่นที่จริงเขามีคำอธิบายภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีเวลาอ่าน ถึงปลายสมัย จ้านกว๋อ มีการปกครองเป็นมณฑลและเมือง สมัยฮั่นขยายอิทธิพลไปเกาหลี จิ๋นซีฮ่องเต้สร้างกำแพงเมืองจีนกั้นพวกเผ่าอนารยชน รวมประเทศ สร้างมาตราชั่งตวงวัดเป็นระบบเดียวกัน ของที่มีในสมัยนั้นมีเครื่องถ่วงน้ำหนักสำ- หรับชั่ง หัวคันไถซึ่งใหญ่มาก เศษกระเบื้องเชิงชาย วังของจิ๋นซี แถวๆซานไห่กวานใกล้มณฑลเหลียวหนิงแต่อยู่ในเขตเหอเป่ย เป็นสถานที่เกิดเรื่องเล่าซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเมิ่งเจียงหนู่ซึ่งสามีถูกเกณฑ์มาสร้างกำแพงเมืองจีนแล้วตายไปมาร้องไห้แล้วโดดทะเลกลายเป็นหิน แถบนี้กล่าวกันว่าจิ๋นซีฮ่องเต้เคยเสด็จ พบหมู่บ้านสมัยจ้านกว๋อ พบสุสานสมัยฉิน อายุราว 2,000 ปี มีภาพการล่าสัตว์ เครื่องเซรามิกของพวกเหลียวเหนือ

เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนนอก

เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนนอก หน้า 225,229

(น.225) 9 โมงออกเดินทางไปกำแพงเมืองจีน ส่วนที่เรียกว่า มู่เถียนอวี้ กำแพงเมืองจีนส่วนนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เคยไป

ในรถหงเอี้ยนดูหนังสือฉลองพระชนมายุ 6 รอบ (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นผู้เขียน ศาสตราจารย์ จี้เซี่ยนหลิน เขียนคำถวายพระพร

นอกเมืองเห็นคนขับรถเทียมลากันมาก

ไปถึงกำแพงเมืองจีน เดินขึ้นไปหน่อยหนึ่ง ขึ้นกระเช้าไปดูทัศนียภาพกำแพงช่วงนี้อยู่ที่อำเภอหวยโหรว ห่างจากนครปักกิ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร เริ่มบูรณะ ค.ศ.1983 เปิดให้คนชมได้ ค.ศ.1988 ขึ้นไปมีป้ายเขียนว่า บริษัทเฮงเคลจากเมืองดุสเซลดอร์ฟช่วยซ่อมใน ค.ศ.1989 กำแพงส่วนนี้สร้างสมันราชวงศ์หมิง คำว่า มู่เถียน เป็นชื่อสถานที่ อวี้ แปลว่า หุบเขา กำแพงสร้างตามหลักพิชัยสงคราม มีลักษณะพิเศษคือ สร้าง 3 แนว มีป้อมสำหรับตรวจสถานการณ์อยู่ในที่ที่จะสามารถสั่งการได้ดี มีหอสำหรับจุดไฟส่งสัญญาณ กำแพงด้านในเมืองจะชันน้อยกว่าด้านนอก ฉะนั้นศัตรูจะเข้ามาได้ยาก แถมมีหลุมป้องกันไม่ให้กองทหารม้าของข้าศึกเข้าไปได้

(น.229) กำแพงตอนนี้สร้างเมื่อ ค.ศ.1368 ภายใต้การควบคุมของจูหยวนจังหรือจักรพรรดิหงอู่ ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง ส่วนที่สูงที่สุด สูงกว่าระดับน้ำทะเลพันกว่าเมตร

เดินขึ้นชันมาก แต่ซุปกับป้าจันเดินได้ มีของขายหลายอย่างตามแบบสถานที่ท่องเที่ยว คนขายชอบพูดโฆษณา คนที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็มี

ก่อนกลับผู้ดูแลสถานที่ให้ประกาศนียบัตรว่าปีนกำแพงเมืองจีนแล้ว

จัดหมวดหมู่สารสนเทศ

กำแพงเมืองจีน

ประวัติศาสตร์/โบราณคดี

กำแพงเมืองจีนส่วนที่เรียกว่า ปาต๋าหลิ่ง อยู่ในอำเภอ เหยียนชิ่ง ซึ่งทางการจีนยุคปัจจุบันได้ซ่อมแซมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว กำแพงเมืองจีน (หรือในภาษาจีนเรียกว่า ฉางเฉิง) นั้นยาวทั้งหมด 6,700 กิโลเมตร เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างหนึ่งทีเดียว ได้ยินว่าเมื่อมนุษย์อวกาศออกนอกโลกไปแล้วหันกลับมามองโลกของเราอีก สิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นบนโลกคือกำแพงเมืองจีนนี่แหละ ประวัติความเป็นมาในการสร้างกำแพงเมืองจีนนี้เล่ากันว่า ประมาณศตวรรษที่ 4-3 ก่อนคริสต์กาลเป็นสมัยที่เรียกว่า จ้านกว๋อ หรือ Warring States ประเทศจีนยังไม่รวมเป็นปึกแผ่น ยังคุมอำนาจกันเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ต่างฝ่ายต่างสร้างกำแพงป้องกันพื้นที่ยึดครองหรือเขตอิทธิพลของตนให้พ้นจากการโจมตีของแคว้นใกล้เคียง พอถึงราชวงศ์ ฉิน พระเจ้า ฉินสื่อหวังตี้ (ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล) ได้รวมจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระองค์ได้เชื่อมกำแพงของแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกัน การสร้างกำแพงนี่ถือว่าเป็น “งานช้าง” ประจำรัชกาลทีเดียว โดยกล่าวว่าเพื่อป้องกันชนเผ่าศัตรูที่จะเข้ามารุกราน บางคนเขาก็นินทาว่าท่านทำการครั้งนี้เพื่อล้างสมองคนไม่ให้คิดต่อต้านท่าน ให้เสียเวลาสาละวนอยู่กับการสร้างกำแพงเมืองจีน จะได้ไม่มีปัญญาคิดเรื่องอื่น อีกประการหนึ่งการถูกส่งไปทำกำแพงเมืองจีนนั้น เหมือนเป็นการถูกกำจัดไปเลยเพราะเป็นงานที่ยากลำบาก อยู่บนยอดเขาสูง ราชวงศ์ที่ต่อจากราชวงศ์ ฉิน ก็ได้ซ่อมแซมกำแพงนี้ จนถึงราชวงศ์เหม็ง (คริสต์ศตวรรษที่ 14) กำแพงเมืองจีนสำเร็จบริบูรณ์ เท่ากันที่เราเห็นทุกวันนี้

มีคนอธิบายว่ากำแพงเมืองจีนนี่ยาวถึง 6,700 กม. มีสาขาแยกเป็นช่วงๆ ออกไปหลายสาย แต่สายใหญ่ๆ นั้น ถ้านับจากปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกก็ไปถึงมณฑลกานซู ทางตะวันออกไปจดทะเลแถวๆ เหอเป่ย ทีเดียว ขึ้นไปบนป้อมมองไปทางตะวันตก ก็เป็นเขตเหอเป่ย ทางตะวันตกเป็นมณฑลซานซี ส่านซี และจะไปถึงทะเลทรายโกบี รวมความว่าผ่านมณฑล 5 มณฑล และเขตปกครองตนเองถึง 2 เขต มองออกไปห่างกำแพงเมืองจีนที่เรากำลังยืนอยู่มีซากป้อมเล็กๆ ซึ่งเขาบอกว่าแต่ก่อนให้คนไปอยู่ตรงนั้น แล้วส่งข่าวบอกจำนวนศัตรู ด้วยสัญญาณไฟและสัญญาณควันสำหรับทหารวิ่งขึ้นไปดูกำลังข้าศึก

ปาต๋าหลิ่ง

“ปาต๋าหลิ่ง” เป็นป้อมซึ่งเป็นด่านป้องกันกรุงปักกิ่ง กำแพงตรงนี้ (ดูเหมือนว่าจะทำในสมัย เหม็ง) ทำด้วยอิฐก้อนโตมาก มองดูเหมือนแท่งหิน ทุกๆ ระยะ (จะประมาณ 200-300 เมตร) จะมีหอ 2 ชั้น กำแพงสูงโดยเฉลี่ย 7.8 ม. กว้าง 5.8 ม. เราสงสัยว่า อิฐเหล่านี้ก็ใหญ่โตมโหฬาร แล้วสร้างบนเทือกเขาสูงทั้งเทือก จะขนขึ้นมาอย่างไร เขาบอกว่าเขาขึ้นมาเผาอิฐกันบนภูเขาเลยสำหรับปูนที่ใช้ฉาบนั้นจีนใช้ข้าวเหนียวผสมปูน และผสมด้วยดินพิเศษอย่างหนึ่ง[1]

แหล่งโบราณคดีกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง บริเวณนี้เรียกว่า สุ่ยต้งโกว เมื่อไปถึงมีนักโบราณคดีชื่อ ศาสตราจารย์ซูเฉิง มาอธิบายว่าบริเวณนี้มีหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์โบราณตั้งแต่สมัยหินเก่า 30,000 ปีมาแล้ว และสมัยหินใหม่ สิ่งสำคัญอีกอย่างในบริเวณนี้คือ กำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์หมิง กำแพงเมืองจีนที่นี่ก่อด้วยดิน ถูกกัดกร่อนด้วยลมพายุทรายและน้ำฝนตามธรรมชาติ จึงชำรุดทรุดโทรม บางคนบอกว่าที่พังมากเพราะไม่ได้รับการดูแลที่ดีในสมัยราชวงศ์ชิง เนื่องจากราชวงศ์ชิงเป็นชนชาติแมนจู ไม่มีปัญหาเรื่องการต่อต้านการรุกรานในพื้นที่ด้านนี้ สมัยโบราณมีคนกลุ่มน้อยเผ่าซีเชียงและเผ่าซีหรงอยู่ที่นี่ มีอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อน กำแพงเมืองจีนในรูปลักษณะนี้ต่อเนื่องไปจนถึงด่านเจียอวี้กวนในมณฑลกานซู่[2]

จินซานหลิ่ง

บริเวณกำแพงเมืองจีน ส่วนที่เรียกว่า จินซานหลิ่ง ประมาณ 150 กิโลเมตรจากปักกิ่ง อยู่ในเขตภูเขาของอำเภอหลวนผิง มณฑลเหอเป่ย เป็นที่มั่นทางการทหาร โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่สร้างใน ค.ศ. 1570 สมัยราชวงศ์หมิง กำแพงเมืองจีนช่วงนี้ยาว 20 กิโลเมตร อยู่เหนือระดับน้ำทะเลราว 800 เมตร ทำด้วยอิฐ มีหอคอยสำหรับดูม้าศึกเป็นระยะๆ หอคอยแต่ละแห่งมีขนาด รูปร่าง และแบบต่างๆ กัน ช่องกำแพงที่นี่มีลักษณะต่างจากที่ปาต๋าหลิ่ง คือจะยาวกว่า ช่องเหล่านี้แต่ละช่องไม่เหมือนกัน มีลวดลายด้วย ตรงกำแพงมีช่องให้น้ำไหล จะโยนหรือเทก้อนหินใส่ข้าศึกตามช่องนี้ก็ได้ มีป้อมยามสำหรับส่งสัญญาณ กลางวันส่งเป็นควัน กลางคืนเป็นกองไฟ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการจุดไฟสัญญาณที่ดีที่สุดคือขี้หมาป่า เพราะจุดแล้วควันขึ้นตรง ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงได้เป็นอย่างนั้น บนกำแพงนอกจากมีหอคอยแล้วยังมีกองบัญชาการ และห้องสำหรับเก็บอาวุธและเครื่องแต่งกายทหาร อิฐที่สร้างกำแพงบางก้อนมีอักษรเขียนบอกชื่อหน่วยทหารที่มาสร้างกำแพงและปีที่สร้าง[3]

มู่เถียนอวี้

กำแพงเมืองจีน ส่วนที่เรียกว่า มู่เถียนอวี้ กำแพงเมืองจีนส่วนนี้ อยู่ที่อำเภอหวยโหรว ห่างจากนครปักกิ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร เริ่มบูรณะ ค.ศ.1983 เปิดให้คนชมได้ ค.ศ.1988 ขึ้นไปมีป้ายเขียนว่า บริษัทเฮงเคลจากเมืองดุสเซลดอร์ฟช่วยซ่อมใน ค.ศ.1989 กำแพงส่วนนี้สร้างสมันราชวงศ์หมิง คำว่า มู่เถียน เป็นชื่อสถานที่ อวี้ แปลว่า หุบเขา กำแพงสร้างตามหลักพิชัยสงคราม มีลักษณะพิเศษคือ สร้าง 3 แนว มีป้อมสำหรับตรวจสถานการณ์อยู่ในที่ที่จะสามารถสั่งการได้ดี มีหอสำหรับจุดไฟส่งสัญญาณ กำแพงด้านในเมืองจะชันน้อยกว่าด้านนอก ฉะนั้นศัตรูจะเข้ามาได้ยาก แถมมีหลุมป้องกันไม่ให้กองทหารม้าของข้าศึกเข้าไปได้ กำแพงตอนนี้สร้างเมื่อ ค.ศ.1368 ภายใต้การควบคุมของจูหยวนจังหรือจักรพรรดิหงอู่ ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง ส่วนที่สูงที่สุด สูงกว่าระดับน้ำทะเลพันกว่าเมตร [4]

กำแพงเมืองจีนทางทิศตะวันตกจะไปสุดที่ภูเขาฉีเหลียน มีป้อมยาม 3 ป้อม ตรงป้อมที่ 3 จะมีแม่น้ำ แต่ก่อนเรียกกันว่าเถ่าไห่เล่อ เป็นภาษามองโกล แปลว่าภูเขาหิมะ เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นเป่ยต้าเหอ ตรงบริเวณด่านนี้เป็นช่องที่แคบที่สุดของฉนวนเหอซี ฉะนั้นจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเมื่อออกนอกด่านไปเป็นทะเลทรายโกบี ภูเขาฉีเหลียน เขาเฮยซาน เขาทั้งสองห่างจากด่าน 75 กิโลเมตร กำแพงเมืองจีน หอไฟ เขตนอกด่าน ทางรถไฟ แม่น้ำเป่ยต้าเหอ

กลับมาพูดถึงกำแพงป้อมอีกครั้ง ก็มีเรื่องเล่าดังนี้ เมื่อนายช่างสร้างด่านได้วางแผนรอบคอบ โดยการคำนวณอย่างถูกต้องว่าจะต้องใช้อิฐกี่ก้อน และได้ส่งอิฐมาสำหรับการก่อสร้างเกินจำนวนที่คำนวณไว้ 1 ก้อน เมื่อสร้างแล้วเหลืออิฐไว้ก้อนหนึ่งตามที่ได้คำนวณไว้จริง จึงวางเอาไว้จนทุกวันนี้ เพื่อระลึกถึงนายช่างผู้วางแผนการใช้วัสดุก่อสร้างอย่างดี ฟังนิทานเรื่องนี้แล้วนึกถึงปราสาทหินต่าง ๆ ที่บ้านเรา เวลาสร้างก็คงจะต้องมีการคำนวณการใช้หินเป็นอย่างดีเช่นกัน

หออีกแห่งหนึ่งภายในด่านชื่อโร่วหย่วนโหลว หมายความว่านโยบายอะลุ้มอล่วยกับทางไกล (นโยบายนิ่มนวลต่อชนที่อยู่ไกล หรืออธิบายได้ว่าใช้พระคุณไปปกครองอันเป็นนโยบายของราชวงศ์หมิง) ขึ้นไปบนหอเจียยู่กวนมองไปทางทิศใต้เห็นเก๋งหนึ่งอยู่ใกล้ ๆ ภายในเก๋งมีศิลาจารึกสมัยราชวงศ์ชิง ผู้สร้างศิลาจารึกเป็นผู้บัญชาการทหารมณฑลซูโจว (กานซู) ชื่อนายพลหลี่ถิงเฉิง

พิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีน

พิพิธภัณฑ์กำแพงเมืองจีน ตัวพิพิธภัณฑ์เองก็ทำเป็นรูปกำแพงเมืองจีน ข้างในมีรูปกำแพงเมืองจีนในสถานที่และสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่ที่แรกทางตะวันตกไปจนออกทะเลทางตะวันออก มีคำอธิบายไว้ด้วยว่าด่านไหนอยู่ที่ไหน และเป็นการก่อสร้างของสมัยใด ดูแผนที่รูปกำแพงเมืองจีน มีไฟฟ้าติดแสดงเส้นทางของกำแพงเมืองจีนในแต่ละสมัย ทำให้ทราบถึงวิวัฒนาการของกำแพงเมืองจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว จ้านกว๋อ สมัยราชวงศ์ฉิน สมัยราชวงศ์ฮั่น และสมัยราชวงศ์หมิง รวมกันแล้วกำแพงเมืองมีความยาว 5,000 กิโลเมตร

เขามีแผนที่แยกกำแพงเมืองจีนเป็นแต่ละราชวงศ์มีภาพติด ในตู้มีของต่าง ๆ เช่น กระเบื้องสมัยราชวงศ์ฉิน รูปฐานของป้อมไฟ (ว่าก่อสร้างอย่างไร) ข้างในเป็นกรวดกั้นด้วยแผ่นหิน มงกุฎของ พวกฉยุงหนู (เป็นของจำลอง) ท่อระบายน้ำ กระเบื้องที่ป้อมไฟ มีรูปด่านซานไห่กวน มีประวัติเรื่องนางเมิ่งเจียหนี่ แถวนั้นมีศาลเจ้าเมิ่งเจียหนี่ซึ่งมีตำนานเกี่ยวพันกับกำแพงเมืองจีน สรุปได้ความว่าสามีของนางเมิ่งเจียหนี่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงเมืองจีน นางได้เดินทางไปตามหาสามี แต่สามีของนางตายไปแล้ว นางจึงนั่งร้องไห้ที่กำแพงจนกำแพงหัก นอกจากนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างกำแพงเมืองจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น พบที่มณฑลกานซู สิ่งของในสมัยราชวงศ์ฮั่นยังมีรองเท้าทำด้วยใยปอ ถุงเท้าของทหารรักษาชายแดน ฟุตบอลเก่าแก่ที่สุดของจีน ทำด้วยหนังแพะ เขาว่าเล่นกันในวัง

นิทรรศการยังแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้าง คือแต่ละชั้นที่เรียงอิฐจะใช้ฟางแทรกทำให้แข็งแรงขึ้น อีกอย่างที่แสดงไว้คือฟางต้นกกที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดสัญญาณ หนังสือไม้ไผ่สมัยราชวงศ์ฮั่น ชิ้นที่มาแสดงเป็นการสั่งการว่า ถ้าฉยุงหนูเข้ามาด้านเหนือให้จุดคบเพลิงเป็นสัญญาณ 2 ครั้ง ส่วนที่ไม่มีกำแพงเมืองจีนจะโรยทรายไว้ ถ้าฉยุงหนูมาจะเห็นรอยเท้า มีแผนที่เส้นทางไปฉนวนเหอซี[5]

อ้างอิง

  1. ย่ำแดนมังกร หน้า 53,54,56,57
  2. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 20,22
  3. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 221,223
  4. เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนนอก หน้า 225,229
  5. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 185,186,188,195,196,197,199,201
Personal tools