ต้นน้ำฯ 2544/08/18

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2544

(น.90) วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม 2544

อยู่ที่นี่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ของจำพวกครีม ยาสีฟัน จะพุ่งออกมาจากหลอดพลาสติก ออกมามากเกินไปต้องช่วยกันใช้ ยาสีฟันที่อยู่ในหลอดสังกะสีไม่เป็น

ลงไปรับประทานอาหารตอนเช้า ตกลงเราไปวังปู้ต๋าลาให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมไม่ได้ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าเป็นเพราะต้องใช้เวลาตามปักกิ่ง ทั้งๆ ที่อยู่กันคนละเขตเวลา


Sr_090_083.jpg

(น.90) รูป 83 ลานหน้าวัดต้าเจาชื่อ (วัดโจคัง)

The plaza in front of Jokhang Temple.

(น.91) มาดามเซริง เดรอลการ์ (Madame Tsering Drolkar) พาไปวังปู้ต๋าลา แปลว่า สถานศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธ ผ่านสภาประชาชน แต่ก่อนบริเวณนี้เป็นทางดิน เป็นหลุมเป็นบ่อ ประมาณ ค.ศ. 1964 ปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้น บรรดาผู้นำท้องถิ่นช่วยกันปลูกต้นไม้ 2 ข้างทาง อนุสาวรีย์รูปจามรีทอง 2 ตัว วังปู้ต๋าลานี้ ภาษาไทยใช้ว่า วังโปตาลา ตามเสียงอ่านในภาษาทิเบต ซึ่งมาจากชื่อภาษาสันสกฤตว่า “โปตลกะ” หมายถึง พระราชวังบนสรวงสวรรค์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

(น.92) เมื่อไปถึง (นั่งรถขึ้นไป) มองในเมืองเห็นบ้านเรือน วังโปตาลามีประวัติว่า เมื่อกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ หรือตามภาษาทิเบตว่า ซงซันกัมโป (Songtsen Gampo) จะอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงเหวินเฉิง ได้สร้างวังนี้ใน ค.ศ. 641 เพื่อเป็นที่ประทับของเจ้าหญิง ต่อมาวังถูกฟ้าผ่าและเกิดศึกสงคราม วังนี้จึงทรุดโทรมทิ้งร้างไป จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดาไลลามะองค์ที่ 5 สร้างวังโปตาลาขึ้นใหม่ สร้างส่วนที่เรียกว่าวังขาวใน ค.ศ. 1645 สามปีต่อมาสร้างอาคาร 9 ชั้น


Sr_092_084.jpg

(น.93) รูป 84 พระราชวังโปตาลา (ปู้ต๋าลา)

Potala Palace.


Sr_094_085.jpg

(น.94) รูป 85 วังแดง

The Red Palace.

(น.95) ใน ค.ศ. 1649 ดาไลลามะย้ายจากวัดเดรปุง (Drepung) จีนเรียกว่า วัดเจ๋อปั้ง มาประทับที่วังใหม่นี้ ส่วนที่เป็นวังแดงยังไม่เป็นที่แน่นอนว่าดาไลลามะองค์ที่ 5 ทรงสร้างจริงหรือไม่ เนื่องจากนักประวัติศาสตร์คิดว่าดาไลลามะองค์ที่ 5 สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1682 แต่ว่าคนสมัยนั้นปิดข่าวการสิ้นพระชนม์เอาไว้ 12 ปี ด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ จนวังแดงสร้างเสร็จใน ค.ศ. 1694 บางคนว่าผู้สำเร็จราชการซังเจี๋ยเจียชู่ (ภาษาทิเบต ซังเก เกียทโซ) เป็นผู้วางแผนสร้างวังแดง

พระราชวังโปตาลาที่สร้างขึ้นใหม่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 นี้ ตัววังมีพื้นที่ 138,025 ตารางเมตร ประกอบด้วยวังแดงและวังขาว วังแดงทาสีแดง อยู่ตรงกลางพระราชวัง วังขาวทาสีขาวอยู่ด้านขาวและด้านซ้ายของวังแดง สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ สีขาวแสดงถึงสันติภาพ วังแดงใช้ประกอบพิธีสำคัญทางศาสนาและเป็นที่ประดิษฐานสถูปวิญญาณของดาไลลามะ 8 องค์ตั้งแต่องค์ที่ 5 ส่วนวังขาวเป็นที่ทำการรัฐบาลและที่ประทับของดาไลลามะตั้งแต่องค์ที่ 5 เป็นต้นมาเช่นกัน ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวังโปตาลานั้นได้ให้อาจารย์กฤษดาวรรณ ทำภาคผนวกไว้ในท้ายเล่มหนังสือนี้

(น.96) เริ่มต้นไปที่วังแดงก่อน อาคารที่เราเห็นในปัจจุบันสร้างสมัยดาไลลามะองค์ที่ 13 เป็นสถานที่ใหญ่โอฬาร มีสิ่งที่น่าสนใจชมมาก ทางเดินชมวกวนเหมือนเข้าเขาวงกต ถ้าไปเองไม่มีคนนำคงจะหลงทาง จะเขียนตามที่เห็นก็ยังงงไม่ทราบว่าจะเล่าจะเขียนอย่างไรดี ห้องที่เข้าห้องแรก ฝาผนังทำเป็นช่องๆ เก็บคัมภีร์กันจูร์ของทิเบต อายุราว 300 กว่าปี น้ำหมึกที่เขียนเป็นทองคำ อยู่นานเท่าไรสีก็ไม่ลบเลือน หน้ารูปเคารพมีตะเกียงที่ใช้เนย เข้าใจว่าเป็นวิหารพระอวโลกิเตศวร มีรูปพระดาไลลามะองค์ที่ 1 ถึง 4 พระประธานเป็นรูปพระศากยมุนี มีรูปพระดาไลลามะองค์ที่ 5 มีรูปพระอาจารย์ 8 องค์ หรือว่าเป็นพระไภษัชยคุรุ มีสถูปวิญญาณของพระดาไลลามะองค์ที่ 11 ขณะนี้เห็นตามที่ต่างๆ ในวัง มีบันไดพาด เจ้า หน้าที่กำลังไปบันทึกว่า ในวังมีอะไรบ้าง เช่น ใช้ทองเท่าไร ใช้อัญมณีเท่าไร


Sr_096_086.jpg

(น.96) รูป 86 คัมภีร์กันจูร์

Tibetan Canons.


Sr_096_087.jpg

รูป 87 ภาพฝาผนังรูปบ้านและประวัติดาไลลามะองค์ที่ 5

Wall painting depicting the city of Lhasa and the story of the 5th Dalai Lama.


Sr_097_088.jpg

(น.97) รูป 88 รูปปักพระราชวังโปตาลา

Potala Palace, embroided.

(น.97) ภาพฝาผนังเป็นฝีมือสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นรูปบ้านเรือน ประวัติดาไลลามะองค์ที่ 5

สถูปที่ใหญ่ที่สุดเป็นสถูปของดาไลลามะองค์ที่ 5 ยังมีสถูปอีกหลายองค์ มีรูปปัทมสัมภวะ นิกายหนิงม่าปะ (Nyingma pa) หรือนิกายแดง

พบผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งเขาบอกว่าเป็นคนอธิบายตอนที่สมเด็จพระบรมฯ เสด็จ

เข้าไปในห้องโถงที่ใช้ประกอบพิธี มีป้ายลายพระหัตถ์จักรพรรดิเฉียนหลงว่า หย่งเหลียนซูตี้ เป็นคำแปลของ โอม มณี ปัทเม หูม แขวนรูปปักวังโปตาลา (สมัยใหม่) ผู้ปักใช้เวลาถึง 2 ปี จึงปักเสร็จ

(น.98) รูปพระอาจารย์จงคาปา (เป็นผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะหรือนิกายเหลือง) เป็นอาจารย์ของพระดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เขาเล่าว่าแต่แรกผู้ที่จะได้เป็นดาไลลามะและปันฉานลามะ จะต้องเป็นผู้รอบรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามาก ต่อมามีระบบการสรรหาทารกสืบทอดวิญญาณ

รูปศิษย์คนสำคัญของพระอาจารย์จงคาปา

ในตู้มีพระไตรปิฎกอยู่มากมาย ใส่ตู้ปิดกุญแจเอาไว้ ขอดูพระไตรปิฎก ต้องไปตามคนเก็บกุญแจมา หากุญแจอยู่พักใหญ่ เมื่อหากุญแจพบยังไขไม่ได้ เพราะรูกุญแจอยู่สูง พอดีมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งตัวสูงมาก จึงไขเปิดตู้และหยิบคัมภีร์ออกมาได้ ฉบับที่หยิบมานี้เป็นสมุดพับ กระดาษดำเขียนตัวอักษรด้วยหรดาล เขาบอกว่ากระดาษที่เขียนเป็นกระดาษพิเศษของทิเบต มีสรรพคุณสำคัญคือ แมลงไม่กิน คัมภีร์ฉบับนี้เป็นปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษบางหน้าติดกัน จะว่าเป็นเพราะความชื้นก็ไม่น่าจะใช่เพราะทิเบตอากาศแห้ง อีกอย่างหนึ่งคือเก็บเอาไว้เฉยๆ ไม่มีคนอ่าน เนื่องจากมีคัมภีร์มากอ่านไม่ทัน


Sr_098_089.jpg

(น.98) รูป 89 คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษดำหมึกทอง

Prajnaparamitasutra, gold ink on black paper.

(น.99) ในห้องมีภาพดาไลลามะองค์ที่ 5 เฝ้าจักรพรรดิซุ่นจื้อ ใน ค.ศ. 1652 จักรพรรดิสถาปนาดาไลลามะ ตามประวัติว่ามีผู้ติดตามจากทิเบตไปปักกิ่ง 3,000 กว่าคน

ขึ้นบันไดไปสองชั้น มีที่เก็บพระกริ่ง ทำด้วยโลหะผสม 2,600 องค์ การหล่อพระแบบนี้ใช้แร่ธาตุหายาก 10 ชนิดขึ้นไป วิธีหล่อแบบนี้ทำในทิเบต เนปาล และอินเดีย ข้าพเจ้าสงสัยว่าธรรมเนียมพระกริ่งทิเบตเป็นอย่างไร ลืมถาม อาจฟังผิด

ในห้องมีตะเกียงเนย ชาวบ้านนำเนยมาจากบ้าน มาเติมอยู่ตลอดเวลา ไฟจึงไม่ดับเลย

อีกห้อง มีโบราณวัตถุที่พ่อค้าชาวทิเบตผู้หนึ่งซื้อจากที่ต่างๆ นำมาถวายพระ ประมาณ 200 กว่าชิ้น ถวายใน ค.ศ. 1995

เข้าไปในถ้ำธรรมราชา (ฝ่าหวังต้ง) เป็นห้องที่เก่าแก่ที่สุดในวังโปตาลา มีอายุราว 1,360 ปี เป็นห้องที่กษัตริย์ซงจ้านกานปู้มาพักปฏิบัติธรรม มีรูปกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ เจ้าหญิงทรีซุน (ภฤกุตี) จากเนปาลซึ่งเป็นมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง (เป็นผู้นำพุทธศาสนามาทิเบต เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเหวินเฉิง) เจ้าหญิงเหวินเฉิง เสนาบดีทิเบตผู้ที่เป็นตัวแทนกษัตริย์ไปกรุงฉังอานเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงเหวินเฉิง (มีเรื่องว่าเสนาบดีผู้นี้จะต้องผ่านการทดสอบสติปัญญาหลายอย่าง เช่น ต้องเอาเชือกร้อยไข่มุกซึ่งมีรูเลี้ยวไปเลี้ยวมา 9 ครั้ง ต้องคัดเลือกจับคู่แม่ม้าลูกม้า ต้องดูออกว่าคนไหนเป็นเจ้าหญิงตัวจริง) เสนาบดีผู้ประดิษฐ์อักษรทิเบตและเขียนไวยากรณ์ทิเบต

(น.100) มีรูปสนมชาวทิเบตซึ่งมีลูกกับกษัตริย์ มีเตาไฟและหม้อ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของดั้งเดิมที่กษัตริย์และเจ้าหญิงใช้

อีกห้องจัดเป็นห้องนิทรรศการโบราณวัตถุและศิลปวัตถุด้านศาสนาและสังคมของทิเบต เช่น เครื่องแต่งกายของข้าราชการตำแหน่งต่างๆ รูปเทวดาของอินเดียหรือเนปาล อายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ตะเกียงเนยทอง เป็นของที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 (ปัจจุบัน) กาน้ำชา และถ้วยชาแบบต่างๆ ในสมัยต่างๆ

ประกาศนียบัตรที่ UNESCO มอบให้ ยกย่องให้วังโปตาลาเป็นมรดกโลก

รูปพระอาจารย์มิลาเรปา หรือมิลารัสปา (คริสต์ศตวรรษที่ 11) เป็นศิษย์เอกของผู้ก่อตั้งนิกายก๋าจี่ปา หรือ กากยูปะ (Kagyur pa) หรือนิกายขาว ซึ่งมีนับถือมากทางภาคตะวันออก

เครื่องประกอบพิธีของทิเบตเป็นเงินลงยา (cloisonné) และประดับอัญมณี ข้าพเจ้าสงสัยว่าปะการังมาอยู่ในทิเบตได้อย่างไร เขาอธิบายว่าสมัยก่อนทิเบตอยู่ในทะเล เมื่อแผ่นดินยกตัวขึ้น ปะการังจึงมาอยู่ในดินและขุดได้ ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า น่าสงสัยว่าสมัยที่ทิเบตอยู่ใต้น้ำมีปะการังแบบนี้หรือยัง

สังข์ (ใหญ่มาก) ใช้เป่าในพิธีที่ดาไลลามะออกว่าราชการ

ตาราเขียวทพด้วยแก้วคริสตัล

วัชรปาณีอยู่บนดอกบัว 8 กลีบ

(น.101) เหวัชระและศักติ

เขาแพะใหญ่มาก อธิบายว่าแพะตัวนี้เขาใหญ่ยาวมาก ทำให้เกะกะก้มลงกินหญ้าไม่ได้ จึงอดตาย ข้าพเจ้าว่าคนน่าไปช่วยป้อนอาหารให้มัน เขาบอกว่ามีแพะหลายตัวป้อนไม่ทัน

ภาพทังกาต่างๆ มีรูปพระพุทธรูปทรงเครื่อง เป็นต้น

รองเท้าขององครักษ์ดาไลลามะ

มีมัณฑละประดับด้วยไข่มุก 200,000 เม็ด และหินโมรา ทำสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 20 นี้เอง ในตู้มีคัมภีร์ใบลาน เขียนภาษาสันสกฤต มาจากอินเดีย

กุญแจดอกโต (มาก) เกราะสมัยถู่โป๋ เครื่องแต่งกายทำด้วยงาช้าง

ในตู้มีพระไตรปิฎก มหาปรัชญาปารมิตาสูตร สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ เป็นฉบับแรกที่เขียนเป็นภาษาทิเบต เขียนด้วยทองคำ

เขาเชิญไปนั่งพักในห้องรับแขก ในห้องนั้นมีลายมือประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินที่เขียนใน ค.ศ. 1990 มีคนอธิบายว่า วังโปตาลานี้ ได้รับยกย่องเป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 1994 ที่จริงก่อนหน้านั้นรัฐบาลกลางยกย่องเป็นแหล่งโบราณสถานระดับชาติตั้งแต่ ค.ศ. 1960 และช่วยในการบูรณะมาตลอด ระหว่าง ค.ศ. 1989-1994 ใช้เงินซ่อมแซมไป 53 ล้านหยวน


Sr_102_090.jpg

(น.102) รูป 90 รูปพระกวนอิม 1,000 มือ 11 หน้า

Eleven-headed, thousand-hands Avalokitesvara.

(น.102) ตั้งแต่ปีนี้ไปอีก 5 ปี จะบูรณะเป็นครั้งที่ 2 ตั้งงบประมาณไว้ 170 ล้านหยวน เมื่อปีที่แล้วรองนายกรัฐมนตรีหลี่หลานชิงแนะนำให้สร้างห้องมหัคฆภัณฑ์รวบรวมเพชรนิลจินดาต่างๆ เอาของจากอาคารต่างๆ มารวมไว้ที่เดียว รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มลงมือตั้งกรรมการบูรณะ แต่ค่อยๆ ทำไป เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนการท่องเที่ยว ใช้เวลาประมาณ 10 ปีในการบันทึกทำบัญชีโบราณวัตถุ เขียนลงสมุด 10 ปี ที่ผ่านมาทำการบันทึกของต่างๆ เครื่องเงินทอง อัญมณีไปได้ 70,000 กว่าชิ้น ประมาณ 70-80% เท่านั้น งานนี้เป็นงานละเอียดต้องถ่ายรูป บันทึกลักษณะ วัดขนาด ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลท้องถิ่นและประเทศต่างๆ

นั่งพักสักครู่ ซื้อหนังสือแล้วไปดูวิหารกวนอิมผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นตำหนักหลังที่สองของกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ มีรูปพระกวนอิม ดาไลลามะองค์ที่ 7 พระอาจารย์จงคาปา ไปวิหารที่สูงที่สุดในบริเวณวัง อยู่ที่วังแดง มีรูปกวนอิม 1,000 มือ 11 หน้า มีป้ายเขียน 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาจีน แมนจู ทิเบต มองโกล

(น.103) ขึ้นไปชั้นสูงสุด เรียกได้ว่าเป็นดาดฟ้า หลังคาทำด้วยทองแดงชุบทอง ส่วนนี้เป็นดาดฟ้าของวังขาว มีห้องของพระดาไลลามะ มีรูปเขียนดาไลลามะองค์ที่ 13 มีห้องออกว่าราชการ ห้องหนังสือ ห้องแต่งพระองค์ ห้องรับแขก ออกนอกห้องเป็นลานสี่เหลี่ยมสำหรับดูการแสดงต่างๆ มีภาพผนังเล่าเรื่อง ดูวันเดียวไม่จบ ห้องรับแขกของดาไลลามะนั้น ใน ค.ศ. 1956 หัวหน้าคณะทางการจีนมาหาลือกับดาไลลามะองค์ที่ 14 (ปัจจุบัน) ในห้องนี้

นอกจากนั้นยังมีห้องบรรทม ห้องสำหรับปลีกตัวหลีกเร้นทำสมาธิ


Sr_103_091.jpg

(น.103) รูป 91 ดาดฟ้าของวังขาวซึ่งเป็นที่ประทับของดาไลลามะ

Roof-top of the White Palace, Dalai Lama's private residence.

(น.104) บริเวณนี้มีหน้าต่างตรงกลางที่มองลงไปเห็นเมืองลาซา (ห้องนี้เป็นห้องบรรทมฤดูร้อน) ห้องบรรทมฤดูหนาวมีที่ประทับของดาไลลามะและของพระอาจารย์

นอกห้องเป็นที่สำหรับข้าราชการทั้งหลายนั่งรอก่อนเฝ้า ที่นั่งสูงๆ ต่ำๆ แสดงว่าข้าราชการเหล่านี้มีฐานะไม่เหมือนกัน ผู้มีตำแหน่งสูงก็นั่งที่สูง ผู้มีตำแหน่งต่ำก็นั่งที่ต่ำ

เมื่อดูวังโปตาลาเสร็จแล้ว ใครๆ โหวตกันว่าน่าจะกลับเข้าห้องน้ำที่โรงแรม แล้วจึงจะไปวัดต้าเจาซื่อ หรือ วัดโจคัง

เมื่อเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว ออกไปยืนที่ลานของวังโปตาลาด้านหน้า วันนี้เราขึ้นไปที่วังเข้าด้านหน้าไม่ได้ เพราะฝนตกทางชำรุด พอถ่ายรูปกันจนพอใจแล้วไปที่วัดต้าเจาซื่อ หรือวัดโจคัง

เมื่อไปถึงมีนายกเทศมนตรี ผู้อำนวยการคณะกรรมการของวัด และเจ้าอาวาส มาต้อนรับ วัดนี้มีพุทธบริษัทศรัทธามาไหว้พระกันมาก พระอธิบายว่าจะไหว้มากไหว้น้อยขึ้นกับสุขภาพของผู้ไหว้ ถ้ามีแรงมากก็ไหว้ได้มากครั้ง

(น.105) วัดต้าเจาซื่อมีประวัติยาวนานถึงกว่า 1,300 ปี สมัยราชวงศ์ถัง สร้างเมื่อ ค.ศ. 647 สมัยกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ เล่ากันว่าเจ้าหญิงเหวินเฉิงพระมเหสีสร้างวัดนี้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่นำมาจากจีน (เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้หล่อจากพระพักต์ของพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ใช้โลหะหลายชนิดผสมกัน หล่อที่แคว้นมคธ) มีอีกวัดคือ วัดเสี่ยวต้าเจา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระมเหสีที่เป็นเจ้าหญิงเนปาล เนื่องจากเล่ากันว่าวัดนี้ตะเกียงเนยสว่างตลอดเวลา เพราะชาวบ้านเอาเนยมาถวายเป็นเชื้อไฟตลอด บริเวณที่ตั้งวัดต้าเจาซื่อ เดิมเป็นทะเลสาบ เล่าเรื่องกันว่า เจ้าหญิงเหวินเฉิงศึกษาภูมิประเทศของทิเบต มองเห็นเป็นรูปนางยักษ์ วิธีปราบก็คือ สร้างวัดตามบริเวณสำคัญของนางยักษ์ เพื่อต่อต้านอำนาจของนาง ทะเลสาบนี้อยู่ตรงกลางหัวใจของนางยักษ์พอดี จึงควรสร้างวัดเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายบริเวณนั้น (เข้าใจว่าใช้วิธีการดูฮวงจุ้ยตามแบบจีน)


Sr_105_092.jpg

(น.105) รูป 92 พระพุทธรูปพระศากยมุนีแบบโจโว (พระพักต์ 12 พรรษา)

Sakayamuni at twelve, Jokhang Monastery.


Sr_105_093.jpg

รูป 93 ปัทมสัมภวะ

Padmasambhava.


Sr_106_094.jpg

(น.106) รูป 94 เสาไม้จันทน์

Sandalwood Post.

(น.106) เมื่อมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีวัด คนเริ่มหลั่งไหลมานมัสการ รอบๆ วัดจึงเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองลาซา ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชนเผ่าทิเบตจะอยู่กันมากบริเวณซานหนาน พอสร้างวัดต้าเจาซื่อ ศูนย์กลางทางศาสนาย้ายมาอยู่ที่นี่

วัดมีอาคารสูง 4 ชั้น สร้างสมัยหลัง เดิมวัดนี้เล็กมาก ภายหลังขยายออกไปอีก มีรูปกวนอิม 1,000 มือ เสาไม้เป็นไม้จันทร์ดั้งเดิม ศิลปะการสร้างปนกันทั้งแบบทิเบต เนปาลและจีน เป็น 3 แบบ

ข้างหลังดูเหมือนจะเป็นแบบเนปาลหรืออินเดีย กรอบประตูก็ดูเป็นของอินเดีย

เข้าไปในวิหารที่สำคัญ คือที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงนำมาประดิษฐาน เล่ากันว่าพระพุทธรูปองค์นี้พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้สร้าง โดยดูจากพระองค์จริง (คล้ายๆ ตำนานพระแก่นจันทน์) ประมาณ 600-700 ปีมาแล้วมีผู้นำมาประเทศจีน มีผู้ศรัทธาบางคนเดินทางมาไกล 1,000 กิโลเมตรเดิน 1 ก้าวก็ลงไหว้แล้วลุกเดินต่อ 1 ก้าว ยังมาถึงได้ แต่ก่อนนี้ใช้น้ำมันเนยทั้งหมด แต่ปัจจุบันรู้สึกว่าเนยแบบนี้คุณภาพไม่ดี ใช้น้ำมันพืชสะอาดกว่า นำเข้าจากเนปาล

ขึ้นบันไดไปที่ดาดฟ้าวัด เห็นหลังคาทองคำ 3 ยอด และมีธรรมจักรกับกวางหมอบ 2 ข้าง

ด้านที่ประทับของดาไลลามะ มีเครื่องตกแต่งเป็นรูปมังกรน้ำ มีงวงเหมือนคชสีห์


Sr_107_095.jpg

(น.107) รูป 95 ธรรมจักรกับกวางหมอบ 2 ข้าง

Dharmacakra with deers.


Sr_107_096.jpg

รูป 96 เครื่องประดับบนหลังคาวัดมีลักษณะคล้ายหอระฆัง

Roof decoration looks like a bell.

(น.108) ตำหนักปันฉานลามะองค์เก่าที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ไป เลี้ยงชาเนย ชาวทิเบตเกือบทุกคนทำเอง ใส่กระติกรับประทานทั้งวัน ที่นี่สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ พระพุทธรูป ถึงเราจะไม่ยอมเชื่อตำนานเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้สร้าง ก็ยังรู้สึกถึงความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้

ก่อนกลับ ไปที่หนึ่งเรียกกันว่า ตำหนักสุริยประภา เป็นที่ประทับของดาไลลามะ นั่งรับประทานชาเนยและขนมต่างๆ รองนายกเทศมนตรีบรรยายว่า ลาซาเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของทิเบต มี 7 อำเภอ 1 เขต ใน 7 อำเภอนั้นมีอยู่อำเภอหนึ่งที่เลี้ยงปศุสัตว์ นอกนั้นทำการเกษตร ประชากร 475,000 คน 87.5% เป็นชาวทิเบต จีนเปิดประเทศประมาณ 20 กว่าปี เมืองลาซาก็พยายามเปิดกว้างเช่นกัน เนื้อที่เพิ่มขึ้นจาก 3 ตารางกิโลเมตรมาเป็น 52 ตารางกิโลเมตร รายได้ต่อหัวในเขตเกษตรและปศุสัตว์มีรายได้ 1,760 หยวนต่อปี ลาซามี GDP สูงที่สุดในทิเบต

ปัจจุบันลาซามีระบบสาธารณสุขดี มีโรงพยาบาลใหญ่ตามอำเภอ ส่วนตำบลมีสถานีอนามัย

ไปดูที่ประทับดาไลลามะ มีห้องโถงใหญ่ ใช้ประกอบพิธีศาสนา ของที่ตั้งบูชาอยู่เป็นของดั้งเดิม เสาใช้พรมหุ้มตามธรรมเนียมทิเบต ทุกวัดจะมีที่ประทับดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เพราะเมื่อมีงานสำคัญ 2 องค์นี้ต้องเด็จร่วมงาน แต่ละปีมีงานทางศาสนา 8 วัน ลามะจากทุกทิศจะมาร่วมประกอบศาสนพิธี

(น.109) มีห้องพระอาจารย์ของดาไลลามะ ที่ตู้เขียนรูปกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ มีฉากหลังเป็นรูปสถานที่สำคัญในเมืองลาซาโบราณ เตียงมี 2 แบบ เตียงสำหรับนั่งกับเตียงสำหรับนอน

ห้องบรรทมดาไลลามะ ของใช้ที่วางอยู่เป็นของดั้งเดิม มีของที่อินเดียและอังกฤษถวาย เครื่องใช้ของลามะมี 2 สีคือ สีแดงกับสีเหลือง

วัดนี้มีพระลามะอยู่ไม่มาก มีเพียง 110 รูป (อาจจะเป็นวัดประเภทที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญเฉยๆ ไม่ได้เป็นพระอาราม เวลามีศาสนกิจพระจึงมา)


Sr_109_097.jpg

(น.109) รูป 97 ตู้เก็บพระรูปพระโพธิสัตว์และรูปหล่อพระอาจารย์ของดาไลลามะ

Shrines for bodhisattvas and the Dalai Lama's teachers.

(น.110) ลานหน้าวัดมีตลาด เขาว่าคนจากเนปาลมาขายของมาก หลายคนมามีครอบครัวตั้งถิ่นฐานอยู่ทิเบตเลย

กลับมารับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม แล้วออกไปพิพิธภัณฑ์ทิเบต เวลา 15.20 น. พิพิธภัณฑ์นี้สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1999 เปิดในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ตรงห้องโถงมีรูปถ่ายทิวทัศน์ทิเบต รูปแม่น้ำยาร์ลุง ตรงโค้งใหญ่ที่สุด รูปทุ่งหญ้าภาคเหนือของทิเบต รูปโบราณสถานที่อาหลี่ (Ngari) หรืองารีในภาษาทิเบต ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรกู่เก๋อ และรูปภูเขาหิมาลัย มีป้ายลายมือประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินลงวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2001

การจัดแสดงแบ่งเป็นส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1 วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของทิเบต จัดแสดงเครื่องมือหินต่างๆ แบ่งเป็นสามสมัยคือ สมัยหินเก่า (Paleolithic) สมัยหินใหม่ (Neolithic) และสมัยโลหะ เริ่มยุค Pleistocene ก็มีมนุษย์แล้ว นอกจากมีเครื่องมือหินแล้ว มีเครื่องปั้นดินเผาด้วย เครื่องปั้นดินเผาวัฒนธรรมชูกง (Chugong) ทำละเอียดกว่าของวัฒนธรรมคาโร (Karo) การเปรียบเทียบเครื่องมือหินกับเครื่องมือยุคปัจจุบัน แสดงฟอสซิลพืชพันธุ์ต่างๆ บางคนเชื่อว่าชิงเคอเป็นพืชที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงนำเข้ามาสมัยซงจ้านกานปู้ แต่การพบฟอสซิลแสดงว่าเป็นพืชในพื้นที่ เครื่องมือที่ทำด้วยเขาและกระดูกสัตว์ ภาพเขียนบนหินตามถ้ำ มีรูปถ่ายและแผนที่ที่ตั้งถ้ำ ภาพที่เขียนส่วนใหญ่เป็นภาพล่าสัตว์และการทำพิธี (หมอผีเต้นรำ)

(น.111) ส่วนที่ 2 มีสาระข้อมูลประวัติศาสตร์ที่แสดงว่าทิเบตไม่แบ่งแยกจากจีน เช่น เรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิงและศิลาจารึกพันธมิตรลุง-หลาน ค.ศ. 823 (แสดงการยุติสงครามระหว่างราชวงศ์ถังและอาณาจักรถู่โป๋) แผนที่ทิเบตที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงคิดขึ้นเป็นภาพนางยักขินี สร้างวัดที่บริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายนางยักษ์ วัดต้าเจาซื่ออยู่ที่หัวใจ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทิเบตมีรัฐบาลท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสาเกีย (Sakya) บัณฑิตสาเกียมีจดหมายเจริญไมตรีกับมองโกล มีตราที่กุบไลข่านให้หลานเจ้าเมืองสาเกียมีอำนาจปกครองทิเบต

เอกสารการปกครอง พวกหนังสือเวียนออกคำสั่งเกี่ยวกับการจ่ายภาษีสมัยต้นราชวงศ์หยวน เงินตราในสมัยนี้


Sr_111_098.jpg

(น.111) รูป 98 แผนที่ทิเบตวาดเป็นภาพยักขินีแสดงที่ตั้งวัดต่างๆ ที่จะทำให้ยักขินีอยู่กับที่

Map of Tibet in the shape of an ogress depicting locations of monasteries pinning down the ogress.


Sr_111_098.jpg

(น.112) รูป 99 รูปต้นสาละ

Sala tree.

(น.112) สมัยราชวงศ์หมิงรัฐบาลกลางสนับสนุนศาสนาทุกนิกาย ขณะที่ราชวงศ์หยวนสนับสนุนแต่พวกสาเกีย มีตราสำหรับท้องถิ่นต่างๆ เอกสารมอบที่ดินและตำแหน่งแก่ขุนนางในท้องที่ มีภาพเขียนเล่าเรื่องจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ให้รัฐบาลท้องถิ่นนำลามะไปสวดมนต์ในวังที่เมืองหนานจิง มีตัวหนังสือเขียนบรรยายเป็น 5 ภาษา คือ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษามองโกล ภาษาอาหรับ และภาษาแมนจู

รูปต้นไม้ (ต้นสาละ) ที่จักรพรรดิเฉียนหลงเขียนให้พระปันฉานลามะองค์ที่ 6 มีอักษรบรรยาย 3 ภาษา เขียนว่า จักรพรรดิจะฉลองวันพระราช

สมภพ 70 พรรษา เชิญปันฉานลามะองค์ที่ 6 ไปปักกิ่ง

สมัยรัฐบาลท้องถิ่น (ค.ศ. 1642-1951) มีสาระโดยย่อว่า

ค.ศ. 1642 ดาไลลามะกับปันฉานลามะ ส่งทูตไปเฝ้าจักรพรรดิชิงที่แมนจูเรีย

ค.ศ. 1643 ดาไลลามะองค์ที่ 5 สามารถสถาปนานิกายเหลืองเกลุกปะ รวมศาสนาและการปกครองเข้าด้วยกัน

ค.ศ. 1751 มอบอำนาจให้ดาไลลามะองค์ที่ 7 ไปปกครองทิเบต

สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงออกประกาศ 29 ข้อ ใน ค.ศ. 1793 กำหนดเสนาบดีจากส่วนกลางไปทิเบต ขอบเขตอำนาจดาไลลามะ ปันฉานลามะในการหาทารกสืบวิญญาณ กำหนดเรื่องการเป็นพระพุทธเจ้าผู้มี

(น.113) ชีวิต รายชื่อเสนาบดีประจำทิเบต แจกันสำหรับใส่ฉลากให้เด็กที่จะได้เป็นดาไลลามะจับ มักจะจับฉลากกันอยู่หน้าวัดต้าเจาซื่อ

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของทิเบต เขียนทั้งภาษาทิเบต และภาษาจีน มี 17 หน้า

ตะเกียงเนยทำด้วยทองคำ ที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 เหมือนกับที่เห็นที่วังโปตาลา

รูปอู๋จางซินประธานกิจการมองโกเลีย-ทิเบต ของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เยี่ยมผู้สืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 13 คือ ดาไลลามะองค์ที่ 14

รูปการเซ็นสัญญา 17 ข้อ เกี่ยวกับการปลดปล่อยทิเบต วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1951 ฝ่ายทิเบต รองประธานสภา ประธานสภาประชาชน เป็นคนลงนาม

แจกันหยกที่ประธานเหมาเจ๋อตุงถวาย

ส่วนที่ 3 วัฒนธรรมและศิลปะ ศิลปหัตถกรรมทิเบต พูดถึงวิวัฒนาการภาษาทิเบต ระบบสะกดเสียง เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว เสนาบดีของกษัตริย์ซงจ้านกานปู้เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรทิเบต มีนิทรรศการเกี่ยวกับเอกสารทิเบตสมัยต่างๆ การเขียนด้วยหมึกทองและเงิน ลายมือสมัยต่างๆ ที่มีแบบต่างกัน อักษรตัวพิมพ์ของทิเบต

นอกจากนั้นแสดงพู่กันและเครื่องเขียน สำหรับเขียนภาษาทิเบต ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นดินสอเขียนบนกระดาษ กระดาษก็มีกระดาษพิเศษ ทำจากพืชชนิดหนึ่งกันตัวหนอนที่ชอบกัดกระดาษได้

(น.114) คัมภีร์ภาษาทิเบต สมัยกษัตริย์ราชวงศ์ถู่โป๋ที่เรียกว่า ธรรมราชา 3 องค์ มีคัมภีร์หลายฉบับที่แปลจากภาษาสันสกฤต รูปถ่ายสำนักการแปลที่เมืองซานหนานที่แปลพระสูตรต่างๆ นักแปลคัมภีร์กันจูร์ ตันจูร์ (Kanjur Tanjur) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8

ภาพอาจารย์อตีศะ (Atisa ค.ศ. 982-1054) ซึ่งมาจากเบงกอลในคริสต์ศตวรรษที่ 11

คัมภีร์ใบลาน คัมภีร์เปลือกไม้ชนิดหนึ่ง ปีเตอร์บอกว่า เป็นคัมภีร์โบราณยุคคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่เก่าแก่สมบูรณ์ที่สุด เขียนด้วยอักษร Gilgit ขอเขาเปิดตู้ดู ทางพิพิธภัณฑ์อุตส่าห์เอากุญแจเปิดให้ดู ข้าพเจ้าไม่ได้ดูตอนเขาเปิดตู้เพราะไม่เชี่ยวชาญคัมภีร์เหล่านี้ (ได้ความว่าเปิดแล้วก็ยังไม่ทราบว่าเป็นคัมภีร์อะไร เพราะว่าแผ่นหลังที่เป็น colophon บอกเรื่องขาดหายไป)

ด้านศิลปะการแสดง มีหน้ากากงิ้วทิเบต เป็นงิ้วทางศาสนา หน้ากากรูปฮู่ฝ่าหรือธรรมบาล รูปวัชรปาณี เครื่องแต่งตัวงิ้วทิเบต รูปทังตง เกียลโป (Thangton Gyelpo) เป็นผู้ก่อตั้งคณะงิ้วทิเบต ในคริสต์ศตวรรษที่


Sr_114_100.jpg

(น.114) รูป 100 คัมภีร์ต่างๆ

Scriptures.


Sr_114_101.jpg

รูป 101 คัมภีร์ต่างๆ

Scriptures.


Sr_115_102.jpg

(น.115) รูป 102 พิณหลายสาย

Lute.


Sr_115_103.jpg

รูป 103 เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด

String instrument.


Sr_115_104.jpg

รูป 104 แผนที่ดาราศาสตร์ของทิเบต

Tibetan Astronomical map.

(น.115) 19 เครื่องดนตรีต่างๆ มีเครื่องดีดและเครื่องสี กลอง ฉิ่ง สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงนำมาจากฉังอาน เครื่องดนตรีที่แปลกอย่างหนึ่งคือพิณหลายสาย ไม่ทราบว่ามาจากทิเบตหรือจีน

เครื่องดนตรีที่ใช้ในพิธีการ

วัฒนธรรมด้านอื่นๆ มีด้านดาราศาสตร์ และการทำปฏิทินทิเบต โหราศาสตร์ทิเบต ภาพจักรวาลแบบทิเบตสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 การแบ่ง 24 เทศกาล การแพทย์และเภสัชกรรมของทิเบต ภาพแพทย์ที่มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 8 และแพทย์คนอื่นๆ ยาสมุนไพรของทิเบต

ภาพแสดงขั้นตอนของการตั้งครรภ์

รูปอวัยวะในร่างกายคนทั้งชายและหญิง วิธีการแมะจุดในร่างกาย เรื่องโรคต่างๆ เครื่องมือผ่าตัดในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยาจากแร่ธาตุ พืชสมุนไพร และสัตว์ต่างๆ


Sr_116_105.jpg

(น.116) รูป 105 รูปพระอวโลกิเตศวร 4 กร

Four-armed Avalokitesvara.


Sr_116_106.jpg

รูป 106 พืชยาสมุนไพรทิเบตอัดแห้ง

Specimens of Tibetan medicinal herbs.

(น.116) ประติมากรรมทิเบต สมัย 4,500 ปีก่อน ที่จัดแสดงไว้มีศิลปะจากที่ต่างๆ เช่น จีน ทิเบต เนปาล ลังกา เบงกอล แคชเมียร์ มีทั้งที่เป็นโลหะหล่อ หินแกะสลักและไม้แกะสลัก

ชั้นบนของอาคารแสดงด้านธรรมชาติวิทยา ส่วนมากจะแสดงเรื่องภาคเหนือของทิเบตที่เป็นเขตที่ไม่ค่อยมีคน สัตว์ต่างๆ ที่หายากในจีนและทิเบต เป็นสัตว์สตัฟฟ์ มีคำบรรยายบอกชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์เหล่านั้น ที่จัดแสดงอยู่นี้เป็นของสะสมของรองประธานสภาทิเบตท่านหนึ่งมอบให้พิพิธภัณฑ์

พืชยาสมุนไพรของทิเบต มีทั้งรูปและพืชอัดแห้ง เขียนชื่อภาษาทิเบต ภาษาจีนกลาง และชื่อวิทยาศาสตร์ มีที่เรารับประทานเป็นยาให้ช่วยปรับตัวทนความสูง เรียกภาษาจีนว่า หงจิ่งเทียน Rhodiola euryphyllar

เรื่องการวิจัยภาคเหนือของทิเบต มีภาพคณะวิจัยบ่อน้ำร้อน สภาพทางธรณีวิทยา ภาพหินที่มีลักษณะต่างๆ หลังคาน้ำแข็ง ภาพวาดบนถ้ำ วัฒนธรรมแถบนั้น เขาว่าเดิมใช้ภาษาชางชุง ศาสนาเรียกว่าศาสนาเฟิน (bon) เป็นความเชื่อก่อนที่จะรับอิทธิพลพุทธศาสนา

ภาพโบราณสถานต่างๆ ถ้ำหิน รูปนกและสัตว์ เสื้อผ้าและเครื่องใช้ของนักผจญภัยที่ไปสำรวจภาคเหนือของทิเบต

(น.117) เกลือชนิดต่างๆ ที่ขุดพบ แร่ธาตุต่างๆ แบ่งเป็นแร่โลหะและอโลหะ มีวิดีโอให้ดูเกี่ยวกับธรรมชาติของทิเบตด้วย ยาสมุนไพร

เรื่องประเพณีพื้นเมืองในชีวิตประจำวันของทิเบต ยานพาหนะ เครื่องใช้ไม้สอย ศิลปะพื้นบ้าน ของใช้ของคนทิเบต เช่น กี่ทอผ้า เรือรูปสี่เหลี่ยมใช้ในสมัยถู่โป๋ของจริงบรรทุกคนได้ 100 คน อานม้า เสื้อผ้าชนเผ่าต่างๆ ในทิเบต 4 เผ่า เสื้อผ้าขุนนาง รองเท้าบูต หมวกขุนนางอำมาตย์ ลามะนิกายเหลือง เสื้อทำด้วยขนนกยูง

ด้านการกีฬาท้องถิ่นในทิเบต มีของเล่นเด็ก การเล่นบนหลังม้า แข่งยกหิน ชนจามรี เป็นต้น


Sr_117_107.jpg

(น.117) รูป 107 เรือสมัยถู่โป๋

Tubo boat.


Sr_118_108.jpg

(น.118) รูป 108 เต็นท์ชนเผ่าเร่ร่อนทิเบตทำด้วยขนจามรี

Tibetan nomads' yak-haired tent.

(น.118) ของใช้ในครัวเรือนรูปบ้านเรือนคนทิเบตแบบต่างๆ ทุกแบบจะมีลักษณะหลังคาตัด

จากพิพิธภัณฑ์ไปร้านหนังสือซินหัวมีแต่หนังสือภาษาจีนกับภาษาทิเบต ข้าพเจ้าเลยซื้อหนังสือการแพทย์ทิเบต (มีรูป) มา

กลับโรงแรม

ตอนค่ำมาดามปาซังเลี้ยง มาดามปาซังเป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองทิเบต และประธานสมาพันธ์สตรีทิเบต มาดามเล่าว่าทิเบตแบ่งแยกไม่ได้จากจีน ตั้งแต่สมัยราวงศ์ถังก็มีเรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิง ใน ค.ศ. 1279 สมัยพระเจ้ากุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวนจีนกับทิเบตได้รวมกันเป็นปึกแผ่น สมัยราชวงศ์หมิง

(น.119) จนถึงปัจจุบันก็รวมกันมาตลอดกว่า 726 ปีแล้ว เมื่อ ค.ศ. 1951 ทำสัญญา 17 ข้อ ค.ศ. 1959 มีกลุ่มอิทธิพลก่อกบฏ รัฐบาลกลางปราบกบฏ และปฏิรูปทิเบต ค.ศ. 1956 ตั้งคณะกรรมการเตรียมการปกครองตนเองของทิเบต ใน ค.ศ. 1965 ตั้งเขตปกครองตนเองเป็นทางการ พอตั้งแล้วก็ปฏิรูปให้ก้าวหน้า เปิดสู่โลกภายนอก แก้ไขระบบต่างๆ ซึ่งเดิมพวกผู้ดี ข้าราชการชั้นสูง และลามะ อยู่สุขสบาย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนา ทาสติดที่ดินลำบาก พวกทาสไม่มีสิทธิอะไรเลย เป็นทรัพย์ของเจ้าของจะไปจำนำขายฝากให้กับใครก็ได้

ภายหลังรัฐบาลกลางและมณฑลต่างๆ ในจีนช่วยพัฒนาทิเบต ตอนฉลอง 50 ปีการปลดปล่อย รองประธานาธิบดีหูจิ่นเทานำคณะผู้แทนระดับสูงของจีนมา


Sr_119_109.jpg

(น.119) รูป 109 สนทนากับมาดามปาซัง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองทิเบต

Conversation with Madam Basang, Vice Chairman of Standing Committee of Tibet Autonomous Region's People Consultative Conference.

(น.120) สตรีได้เป็นผู้นำ สตรีทิเบตแต่ก่อนอยู่อย่างแร้นแค้น ไม่มีสิทธิทางการเมือง ว่าผู้หญิงเป็นของไม่สะอาดทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทีหลังนี้กฎหมายกำหนดให้ผู้หญิงผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ข้าราชการสตรีเดี๋ยวนี้มี 33.3% มี 6 ท่านที่เป็นใหญ่ระดับมณฑล ระดับอธิบดีและนายอำเภอมีมากมาย จำนวนชายหญิงมีครึ่งต่อครึ่ง ผู้ใหญ่ในราชการยังมีที่เป็นหญิงไม่ถึงครึ่ง ต้องแก้ไขปรับปรุงกันต่อไป รัฐบาลอบรมข้าราชการสตรีให้มีประสิทธิภาพขึ้น ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบตมี 1 นคร คือ ลาซา มี 6 จังหวัด และ 76 อำเภอ พื้นที่ 1,200,000 ตารางกิโลเมตร ประชากร 2,620,000 คน สมัยก่อนไม่มีโรงเรียน คน 95% ไม่รู้หนังสือ ปัจจุบันตั้งโรงเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีการสอนหนังสือภาคค่ำ มีเด็กในวัยเรียนประมาณ 87.8%

รัฐบาลกลางสนใจพัฒนาเศรษฐกิจทิเบต มีการสัมมนากัน 4 ครั้ง ภายหลังการสัมมนาครั้งที่ 3 กำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมหลายอย่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มณฑลอื่นๆ หลายมณฑลสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทิเบต แบ่งพื้นที่ของทิเบตเป็น 1 นคร 6 จังหวัด รัฐบาลให้มณฑล 15 มณฑลสนับสนุน โดย 2 มณฑลช่วยกันรับผิดชอบพื้นที่ปกครองแห่งหนึ่ง มณฑลเหล่านั้นส่งเจ้าหน้าที่มาทำงานที่ทิเบต ลงทุนโครงการต่างๆ เป็นลักษณะรัฐบาลท้องถิ่นต่อรัฐบาล (รัฐบาลมณฑลต่างๆ ต่อรัฐบาลทิเบต?) กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลกลางมาช่วยกระทรวงของทิเบต ฉะนั้น 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นความก้าวหน้าได้ชัด ปีนี้จัดสัมมนาครั้งที่ 4 เร่งการสนับสนุนทิเบตมากขึ้น ขอบเขตขยายกว้างขึ้น นโยบาย

(น.121) การพัฒนาภาคตะวันตกของรัฐบาลกลางมีผลต่อทิเบตด้วย ทิเบตเปลี่ยนแปลงมากใน 50 ปีนี้ ความก้าวหน้าต้องเปรียบกับทิเบตเอง แต่ถ้าไปเปรียบกับมณฑลอื่นก็ยังล้าหลัง โครงการลงทุนสำคัญตอนนี้คือ การสร้างทางรถไฟสายชิงไห่-ลาซา ทิเบตยังไม่มีทางรถไฟ เมื่อมีแล้วจะพัฒนาดีขึ้น นอกนั้นยังมีโครงการพัฒนาคมนาคมอื่นๆ การเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข

จากนั้นไปรับประทานที่ห้องไกลาสที่เรารับประทานทุกวัน

ถามเรื่องการศึกษาต่อ มาดามบอกว่าช่วงประถมและมัธยมต้น ผู้หญิงมักจะเรียนดีกว่าผู้ชาย เพราะเด็กผู้ชายซน แต่พอชั้นสูงขึ้นกว่านี้ผู้หญิงใจแตกไม่อยากเรียน ผู้ชายจะเรียนดีขึ้น

ระหว่างรับประทานอาหารมีการแสดงเกซาร์ เป็นการขับร้องมหากาพย์เกซาร์สดุดีกษัตริย์เกซาร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์โบราณของทิเบต มีนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงชื่อยู่เหมย อายุ 40 ปี นักร้องคนนี้เดิมก็เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ พออายุ 15 ปี เกิดป่วยสลบไปนาน พอฟื้นขึ้นมาก็ร้องเกซาร์ได้โดยธรรมชาติไม่มีใครสอน นักร้องคนนี้เป็นชาวบ้านไม่รู้หนังสือ แต่ร้องเกซาร์ได้ไพเราะ ขณะนี้ทำงานที่สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ (Academy of Social Science) ของทิเบต อัดเทปไว้ 60 กว่าม้วนแล้ว

มาดามปาซังบอกว่ามีคำกล่าวว่าเด็กทิเบตนั้น ถ้าดื่มนมได้ก็กินเหล้าได้ พูดได้ก็ร้องเพลงได้ เดินได้ก็เต้นรำได้ มาดามเองผิดไปจากคำกล่าวนี้ทั้งหมด คือ กินเหล้าก็ไม่เป็น ร้องเพลงเต้นรำไม่เป็นทั้งนั้น


Sr_121_110.jpg

(น.121) รูป 110 ยู่เหมยขับร้องมหากาพย์เกซาร์

Yumei, Gesar epic singer.


Sr_122_111.jpg

(น.122) รูป 111 ศิลปินชายทิเบตมาขับร้องมหากาพย์เกซาร์เช่นกัน

Gesar Epic male singer.

(น.122) นักร้องอีกคนเป็นศิลปินชายระดับชาติ เคยทำงานอยู่ที่คณะนาฏศิลป์ทิเบต ตอนนี้เกษียณอายุแล้ว แต่เชิญมาร้องเป็นพิเศษ เนื้อหาที่ร้อง (พูดบ้าง เต้นไปบ้าง) มีอยู่ว่าเกซาร์อายุ 15 ปี มียักษ์มาจากทางเหนือยกทัพมา เกซาร์รบกับยักษ์นี้ เสนาบดีคนหนึ่งทรยศ สมคบกับฝ่ายตรงข้ามก่อกบฏแย่งชายาเกซาร์ไป พี่ชายของเกซาร์ก็เสียชีวิต ในที่สุดเกซาร์ปลอมตัวขี่ลาไปงานฉลองชัยชนะฝ่ายตรงข้าม ระหว่างเดินทางไปเมืองต่างๆ ได้รับการต้อนรับอย่างดี ที่เมืองข้าศึกถูกล้อว่า หมวกไม่สวยดูเหมือนหางไก่ รองเท้าเหมือนนกขาเป๋ และนำหมวกมาให้เลือก 47 ใบ ก็ไม่ชอบเลยสักใบ ว่าสู้ใบที่มีอยู่ไม่ได้ พูดตลกอะไรก็ไม่ทราบจนเอาชนะข้าศึกได้ ฟังไม่รู้เรื่อง จางอี้หมิงก็ฟังไม่ออกเพราะร้องเป็นภาษาทิเบต ได้แต่เล่าให้ฟังจากเนื้อหาที่เขาสรุปมาให้ กฤษดาวรรณบอกว่าฟังออก แต่ยังไม่ได้ถามกันว่าฟังออกว่าอย่างไร

ว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นบทกวีที่ยาวที่สุดไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทางสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์เชิญศิลปินมาร้องแล้วบันทึกไว้ทุกวัน กำลังพิมพ์เรื่องนี้เป็นหนังสือ รัฐบาลให้งบประมาณมาดำเนินการ มีการรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมทิเบตอย่างอื่นด้วย

ถามมาดามปาซังว่า มณฑลต่างๆ ที่มาช่วยนั้นมีกำหนดเวลาหรือไม่ว่าจะให้ช่วยกี่ปี มาดามบอกว่าแต่เดิมกำหนดไว้ว่า 10 ปี ภายหลังที่ประชุมให้ยืดกำหนดเวลาเป็น 20 ปี ข้าราชการที่มาช่วยเปลี่ยนทุก 3 ปี กระทรวงการต่างประเทศเองก็ส่งคนมาช่วยฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของทิเบต ขณะนี้ความช่วยเหลือที่ว่านี้เข้าปีที่ 7 แล้ว

(น.123) มณฑลตะวันตกอื่นๆ ก็มีการช่วยเหลือเหมือนกันแต่ทิเบตได้มากสุด

เท่าที่ปฏิบัติมา นครปักกิ่งกับมณฑลเจียงซูช่วยลาซา ซานตงและเซี่ยงไฮ้ช่วยรื่อคาเจ๋อ หูหนานกับหูเป่ยช่วยซานหนาน ฮ่องกงก็สนใจที่จะช่วย แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีบทบาทอย่างไร เมื่อมีการประชุมที่ฮ่องกง ต่งเจี้ยนหัว ผู้นำฮ่องกงกล่าวว่าฮ่องกงพร้อมที่จะร่วมนโยบายพัฒนาภาคตะวันตกของจีน เร็วๆ นี้มีพ่อค้าฮ่องกง 100 กว่าคนมาดูงาน

วันนี้พยายามไม่ดื่ม แต่คณะทิเบตชวน ไม่เป็นอะไร

Personal tools