ทิเบต

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search


Contents


จากหนังสือ

"ไอรัก" คืออะไร?

"ไอรัก" คืออะไร? หน้า 21

(น.21) รูป 14 ลากลับเพื่อเดินทางต่อไปเมืองเทียนสิน

(น.21) ข้าพเจ้าควรวางแผนและทำตามแผนให้บรรลุเป้าหมาย และแต่งเรื่องอีก 7 เรื่อง ส่วนทิเบตก็น่าสนใจแต่ไม่กล้าเสนอเพราะสูงมาก ข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าก็ไม่กล้า กลัวหายใจไม่ออก ท่านว่าเรื่องหายใจไม่ออกนั่นไม่เป็นอะไร แต่ต้องระวังเรื่องหัวใจ ท่านว่าท่านเคยเห็นฝรั่งอายุ 80 ปี บินไปบินกลับได้ไม่เป็นอะไร

ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงพระไตรปิฎกที่ท่านนำมา ท่านก็ว่าท่านยินดีที่ได้มอบพระไตรปิฎกให้ไทย เพราะพระไตรปิฎกคือสารานุกรมทางพุทธศาสนา และสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ไทย-จีน ว่ามีความสัมพันธ์การเดินทางไปมาหาสู่มากขึ้น คนจีนชอบเดินทางไปเมืองไทยถึงจะสร้างภาระให้รัฐบาลไทย แต่ไทยก็รับอย่างดี

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 7

(น.7) มาดามถามถึงหนังสือเรื่อง เจียงหนานแสนงาม ข้าพเจ้าว่าไม่มีแปลเป็นภาษาจีน มาดามจึงไม่ได้อ่าน ขณะนี้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องทิเบต แต่ยังพิมพ์ไม่ได้ต้องตรวจสอบเรื่องชื่อใช้เวลานาน มาดามว่าภาษาทิเบตยาก ครูจีนคงช่วยอะไรไม่ได้ ข้าพเจ้าว่ามีคนที่ไปด้วยกันรู้ภาษาทิเบต

มาดามเฉียนถามถึงเรื่องน้ำท่วมเมืองไทย

ฟางเฟยหยวนนี้ใช้เป็นสถานที่ที่ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินถวายพระกระยาหารค่ำสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อรับเสด็จแล้วซ่อมแซมใหม่ พอเข้าไปดูจำไม่ได้เลย

ในห้องมีบอนไซทับทิม อายุประมาณ 200 ปี ออกลูกเต็มไปหมด เป็นของที่ปลูกในเตี้ยวอวี๋ไถ ปกติจะเก็บไว้ที่แผนกสวนของเตี้ยวอวี๋ไถ แต่ตอนนี้ออกผลจึงเอามาประดับห้อง

ขึ้นไปรับประทานชั้นบน มาดามเล่าว่าดูโทรทัศน์เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประธานสภาหลี่เผิงเข้าเฝ้าฯ ดูแล้วพระสุขภาพดี มาดามดีใจมาก มาดามดูข้าพเจ้าไปรับรางวัลที่ประเทศไทยพัฒนาคนพิการได้ดีด้วย ข้าพเจ้าเล่าว่า ก่อนกลับเมืองไทยจะไปดูความคืบหน้าของการจัดประชุมหญ้าแฝก มาดามว่าตอนมาเยือนเมืองไทย ได้ดูงานการใช้หญ้าแฝกเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ

คุยกันเรื่องแนวทางที่จะร่วมมือกันทางการศึกษา

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 29

(น.29) ดูนิทรรศการที่แสดงในอาคาร มีเอกสารลายมือเหอเซิน ว่ากันว่าเขาเป็นคนที่เก่งมาก เป็นมหาบัณฑิต นอกจากภาษาจีนแล้วยังมีความรู้ภาษามองโกล ภาษาแมนจู และภาษาทิเบต เป็นชายรูปงาม ความจำดี จำบทกวีพระราชนิพนธ์จักรพรรดิเฉียนหลงได้ทุกบท ไม่เพียงเท่านั้นยังท่องกลับจากหลังไปหน้าได้

พระราชหัตถเลขาจักรพรรดิเต้ากวง มอบหมายให้กงชิงหวังดูแลแผ่นดิน มีรูปกงชิงหวังเมื่อเป็นเสนาบดีต่างประเทศคนแรกของจีน

ลายมือหงซิ่วฉวน (หัวหน้ากบฏไท่ผิง) ตั้งตนเองเป็นเทียนหวัง (ไท่ผิงเทียนกั๋ว)

สนธิสัญญาเทียนสินสมัยจักรพรรดิเสียนเฟิง

(น.29) รูป

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 171,192

(น.174) รูป

(น.174) ที่สุเหร่ามีนายกสมาคมมุสลิมชื่อ Hajji Abdullah Huang Quirun มารับ ศาสนาอิสลามเข้ามาในจีนราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 ลูกศิษย์ของพระมะหะหมัดได้เดินทางมากับเรือสินค้า เข้ามาอยู่ที่เมืองเฉวียนโจวและเผยแพร่ศาสนาอิสลามที่เมืองนี้จนถึงแก่กรรม และมีสุสานอยู่ที่นี่ด้วย

มีข้อมูลบอกว่าในสมัยราชวงศ์ซ่งมีชาวมุสลิมจำนวนมากเป็นหมื่นๆ คนอยู่ที่นี่ มาจากเมือง Shiraj บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ชาวเปอร์เซีย (อิหร่าน) เป็นผู้บูรณะสุเหร่านี้เมื่อ ค.ศ. 1310 ในสมัยราชวงศ์หยวน ปัจจุบันนี้เหลือเพียงประมาณ 1,000 คน ผู้สร้างสุเหร่าเป็นคนอาหรับ สร้างในปี ค.ศ. 1009 ตามประวัติว่าสร้าง 7 แห่ง ขณะนี้เหลืออยู่แห่งเดียว และเป็นวัด-ศาสนาสถานที่สำคัญ 1 ใน 10 ของจีน ที่รัฐบาลประกาศให้อนุรักษ์ใน ค.ศ. 1992

ที่เขาติดป้ายไว้ให้ดู มีดังนี้

สุเหร่าชิงจิ้ง เฉวียนโจว (คือที่เราดูอยู่)
วัดเส้าหลิน มณฑลเหอหนาน
วัดหันซาน เมืองซูโจว
วัดไป๋หม่า เมืองลั่วหยัง
วัดหลิงอิ่น เมืองหังโจว
วัดเซี่ยงกั๋ว เมืองไคเฟิง
วัดพระนอน ปักกิ่ง
วัดหลงซิง อำเภอติ้ง มณฑลเหอเป่ย
วัดจ๋าสือหลุนปู้ ทิเบต
วัดถ่าเอ่อร์ มณฑลชิงไห่

(น.192) รูป

(น.192) ขึ้นไปชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์เรือจีน จัดแสดงตั้งแต่เรือสมัยหินใหม่ที่ขุดพบในสุสาน แสดงความแตกต่างของเรือที่เรียกว่า โจว กับที่เรียกว่า ฉวน แสดงแผนที่บริเวณที่ขุดพบเรือโบราณ เรือทิเบตชนิดที่ใช้หนังจามรีขึง (หนังยังมีขน) เรือไม้ขุด แพหนังแพะชนิดที่ข้าพเจ้าเห็นเขาใช้กันในหนิงเซี่ยพิพิธภัณฑ์ซื้อจากเมืองหลานโจว เป็นแพที่ใช้ทั่วไปในแถบแม่น้ำหวงเหอ เรือที่ใช้กันที่เมืองเซ่าซิง (มณฑลเจ้อเจียง) เรือสำราญของจักรพรรดิสุยหยังตี้ เป็นเรือพระที่นั่ง ใช้คนลาก 80,000 คน เพราะทั้งขบวนเสด็จมีเรือ 2,000 กว่าลำ มีเรือของจักรพรรดิที่ใช้สาวอายุ 15 ปี ประมาณ 200-300 คนลากเรือเดินทะเล

เย็นสบายชายน้ำ

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 6,10

(น.6) รูป 3 ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ คุนหมิง

(น.6) งานนี้ (เรียกย่อ ๆ ว่า Kunming Fair) เป็นงานแสดงสินค้าท้องถิ่นซึ่งจัดโดยรัฐบาลมณฑลเสฉวน มณฑลยูนนาน มณฑลกุ้ยโจว ภูมิภาคปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสี ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต นครเฉิงตูและนครฉงชิ่ง (ซึ่งเป็นนครอยู่ในมณฑลเสฉวน) กระทรวงการค้าต่างประเทศและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางให้ความเห็นชอบ การจัดงานมีหลักการคือ ภาคตะวันตกเฉียงใต้เป็นภาคหนึ่งของจีนที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเศรษฐกิจ มีพื้นที่ 2,570,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากรถึง 200 ล้านคน มีพรมแดนติดต่อกับเวียดนาม ลาว พม่า และสามารถต่อไปถึงประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูฏาน เนปาล และอินเดีย ฉะนั้นถือได้ว่าเป็นประตูสู่ประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(น.10) ภาษาอังกฤษ ถ้าเป็นพวกสิบสองปันนาจึงพอจะพูดภาษาไทยได้ ได้ดูสินค้าหลายอย่าง ได้ทราบว่าสินค้าประเภทอาหารเป็นที่สนใจมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล เพราะที่ยูนนานไม่มีพื้นที่ติดทะเล มีน้ำยาล้างคอมพิวเตอร์และน้ำยาล้างอัญมณี ได้ทราบว่าเดี๋ยวนี้คนแถวนี้มีกำลังซื้อมากขึ้น จึงขายของพวกนี้ได้ ยาหม่องน้ำซึ่งคนจีนนิยมมาก มาตรวัดน้ำ ของพลาสติกซึ่งแม่บ้านสนใจ เป็นของส่งออกไม่ขายในประเทศ เครื่องหนัง ข้าวหอมมะลิ การเพาะเนื้อเยื่อ ปลาทูน่ากระป๋อง ของขบเคี้ยว อาหารกระป๋อง กะทิ การขายของพวกนี้ส่งทางเรือไปตามแม่น้ำโขง เขาบอกว่าเมืองต่าง ๆ และมณฑลสนใจกันมาก มีที่ไม่มาคือ ซินเกียง ชิงไห่ กานซู และหนิงเซี่ย ทิเบตก็ยังมา เขามีเหมืองแร่ ผ้าทอ อาหาร ยาสมุนไพร

ออกไปนั่งรอพักผ่อนครู่หนึ่ง ข้าพเจ้าถามถึงความสนใจของรัฐบาลกลางต่อมณฑลนี้ ได้ความว่าตั้งแต่ต้นปีนี้ เริ่มใช้แผนพัฒนาฉบับที่ 9 ดูจะสนใจมากขึ้น การเดินทางทางแม่น้ำโขงจากไทยมีปัญหาว่ายังลงนามในข้อตกลงไม่ครบ 4 ชาติ แต่ปลายปีนี้น่าจะเรียบร้อย เดินทางช่วงนี้ดีไม่มีปัญหาด้านน้ำน้อย

เดินทางไปสนามบิน ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ศูนย์แสดงสินค้านี้ ท่านรองฯ ว่าจะขยายสนามบินเจียงเป่ย ออกไปอีก

เราขึ้นเครื่องบิน MD - 90 ของบริษัท China Northern มีคนขับคนหนึ่งเป็นชาวอเมริกัน เขาอวดว่าเคยขับเครื่องบินถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ ตอนเสด็จสหรัฐอเมริกา

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 54

(น.54) รูป 54 ภาพขุยเหมิน ซานเสีย ของซ่งก่วงซุ่น

(น.54) หวงสวนจือ เป็นจิตรกรชาวเจียงหนาน ฉะนั้นจึงเขียนวิวเจียงหนานเอาไว้มาก ลูกชายก็เป็นจิตรกร อีกห้องมีภาพของหม่าเจิ้นเชิง ตอนนี้เขาไปปักกิ่ง คนที่อธิบายให้เราฟังอยู่ในกลุ่มนักวาดรูปรุ่นใหม่ ถามว่าอายุเท่าไหร เขาว่า 57 ปี

อีกคนชื่อจีเจียต๋าหว่าเป็นคนทิเบต (ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านนี้) อายุราว 50 ปี

ซ่งก่วงซุ่น เป็นคนซานเสีย อำเภอปาเซียน ชอบเขียนภาพทิวทัศน์ เช่น ภาพขุยเหมิน ไป๋ตี้เฉิง

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 94

(น.94) ข้างในห้องมีผังทำเป็นรูปยาว ๆ รอบห้องแสดงแนวจุดน้ำ ปัจจุบันและจุดที่น้ำจะขึ้นถึง ในผัง (model) นั้นท่านนายกเทศมนตรีชี้อำเภอจงเซี่ยน บอกว่าที่นี่อาหารอร่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเต้าหู้ น้ำจะท่วมเป็นบางส่วน หวังว่าจะไม่ท่วมโรงงานเต้าหู้ ข้าพเจ้าทักว่าที่สือเป่าไจ้ตามที่แสดงในผังนั้นแนวน้ำท่วมต่ำเกินไป เมืองว่านเซี่ยนจะท่วม 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ กลางห้องเป็นโต๊ะทราย แสดงสภาพปัจจุบันและใน ค.ศ. 2010 ที่จะมีเมืองใหม่ มีสาขาของแม่น้ำฉางเจียง ชื่อ แม่น้ำจู้ซีไหลผ่าน แบ่งเป็นเขตหลงเป่า เทียนเฉิง และอู่เฉียว ในเขตอพยพจะเปิดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ตัวเมืองเก่าหลงเป่า ถนนสาย 318 เป็นทางหลวงระดับชาติเชื่อมเซี่ยงไฮ้กับนครลาซา (ในทิเบต) มีสะพานข้ามแม่น้ำ อีกด้านเป็นแนวทางรถไฟผ่านต๋าเซี่ยนไปเฉิงตู จะสร้างสนามบินอู่เฉียวปีหน้า ใช้เวลา 2 ปี ที่ทำการเทศบาลจะไม่ย้ายเพราะน้ำไม่ท่วม

(น.94) รูป 84 รอบ ๆ ห้องแสดงระดับน้ำ

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 315

(น.315) เปอร์เซ็นต์ของที่จีนผลิตได้ พืชผลอื่น ๆ คือฝ้าย ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด ถั่ว เฮมป์

เมืองใหญ่ตามลุ่มน้ำคือ เซี่ยงไฮ้, นานกิง, อู่ฮั่น, ฉงชิ่ง เมืองเหล่านี้มีประชากรเกินล้านคน

เขตลุ่มน้ำ มีประชากรสองร้อยล้านคน

ลักษณะทางกายภาพ

ต้นน้ำ ไหลผ่านที่ราบสูงทิเบต ประชากรส่วนมากทำการเกษตรรายย่อย อากาศอบอุ่นในฤดูร้อน หนาวในฤดูหนาว เวลาเพาะปลูกประมาณ 4 – 5 เดือน ผู้คนที่อยู่ในเขตนี้มีชาวทิเบตเป็นส่วนใหญ่ นอกนั้นเป็นชาวจีน เนปาล อินเดีย บ้างเล็กน้อย เขตเขาสูงทางตะวันตกเฉียงใต้ มีชาวจีนเป็นส่วนมาก อาชีพทำการเกษตรรายย่อยเช่นกัน

ต้นน้ำมีสองแห่ง อยู่ในภูเขา Tang-ku-la Shan-mo เขตที่เป็นต้นน้ำ สูง 18,000 ฟุต (5,500 เมตร) จากระดับน้ำทะเล และต้นน้ำหลัก (อยู่ทางใต้) ชื่อ Ulan Muren (ภาษาทิเบต) แม่น้ำในช่วงนี้ไหลผ่านที่ราบหุบเขากว้าง ๆ ไม่ลึกนัก มีทะเลสาบ บึงบ้างพอสมควร ลักษณะแม่น้ำมาเปลี่ยนมากเมื่อสุดแดนที่ราบสูงทิเบตทางตะวันออก เพราะระดับพื้นที่ต่ำลงอย่างรวดเร็ว แม่น้ำไหลผ่านภูเขา Pa-yen-k’a-la Shan คดเคี้ยวไปมาตามโตรกเขา เกิดเป็นหุบเขาแคบ ๆ ลึกประมาณ 1 – 2 ไมล์ ยอดเขาแต่ละยอดสูงเกิน 16,000 ฟุต มีธารน้ำแข็งและหิมะปกคลุมอยู่ตลอดปี จากนั้นแม่น้ำไหลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ แล้วไหลลงไปทางใต้

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 15

(น.15) ร้านเก่าๆ ก็ยังมีเหลืออยู่บ้างไม่ได้รื้อทิ้งไปทั้งหมด เช่นร้านขายขนมที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1930

ไปร้านขายหนังสือซินหัว มีหนังสือขายสารพัด เช่น หนังสือที่กำลังขายดี มีเรื่องที่แม่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเขียนวิธีเลี้ยงลูกว่าเลี้ยงอย่างไรลูกจึงเก่งแบบนี้ หนังสือที่นักเรียนมัธยมเขียน ข้าพเจ้าซื้อพจนานุกรม หนังสือเรียนแบบฝึกหัดภาษาจีนสำหรับนักเรียนประถมเอาไว้ฝึกเอง แบบเขียนภาพพู่กันจีน แบบเขียนหนังสือด้วยปากกาทั้งแบบไข่ซูและสิงซู มีคนฉงชิ่งคนหนึ่งมีชื่อเสียงด้านนี้

ซื้อหนังสือว่าด้วยเรื่องชาต่างๆ หนังสือสวนพฤกษศาสตร์ในประเทศจีน หนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมจีนทั่วประเทศ หนังสือเรื่องทิเบต (น.15) รูป 12 แวะร้านขายหนังสือซินหัว

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 47

(น.47) รับประทานอาหารเย็นกันเองภายในคณะเดินทาง รับประทานเสร็จ ดูแผนที่ชิงไห่กับทิเบต อาจารย์กฤษฎาวรรณเอาภาพพระปัทมสัมภวะ เป็นผ้าทอทังกา พระลามะที่กำลังจะสร้างวัดที่แคนานดาให้มา สำหรับถวายวัดต่างๆ กฤษฎาวรรณนัดคนอเมริกันคนหนึ่งเอาไว้ จบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฮาวาย แล้วมาอยู่ที่ชิงไห่ 14 ปีแล้ว กฤษฎาวรรณ ประพจน์และปีเตอร์จะลงไปคุยก่อน ถ้าน่าสนใจข้าพเจ้าจะไปคุยด้วยก็ได้ ข้าพเจ้าทำอะไรๆ อยู่พักหนึ่ง ลงไปร่วมวงสนทนากับคณะ และ Dr. Kevin Stuart ซึ่งมีผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับชนชาติทิเบตในชิงไห่ รวมทั้งสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนเผ่าทิเบตที่ชิงไห่ด้วย และยังพยายามช่วยหาทุนทำโครงการพัฒนาเล็กๆ เช่น ช่วยชาวบ้านด้านสุขาภิบาล โรงเรียนประถมศึกษา และเรื่องจัดหาน้ำใช้ เป็นต้น

เขาเล่าเรื่องประเพณีชาวบ้านทิเบตที่น่าสนใจ เรื่องภาษาทิเบตต่างๆ คุยกันจนเกือบสองยาม

วันนี้จี้ให้รับประทานยาจีน สำหรับปรับตัวไม่ให้แพ้ความสูง บางคนรับประทานยาฝรั่งแล้วแพ้ ชามือชาเท้า แต่บางคนกลับแพ้ยาจีน ชามือชาเท้า เป็นผื่นคัน ข้าพเจ้ารับประทานยาจีนแล้วสบายดี

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 52,57,58,59,60,68,71

(น.52) เข้าไปในวิหารอะไรจำไม่ได้แล้ว ดูเหมือนจะเป็นหอพระไตรปิฎก แต่ก่อนเคยมีพระมาชุมนุมกัน 4,000-5,000 รูป มาจากซินเกียงและมองโกเลียก็มี ฝาผนังเขียนภาพตามเรื่องเล่าทางพุทธศาสนา สีที่เขียนเป็นสีจากแร่ธาตุ ทุกเช้าทุกเย็นพระจะต้องมาทำวัตรเช้าวัตรเย็นที่นี่ ของบูชามีตะเกียงพันดวง รูปพระอาจารย์จงคาปากะไหล่ทอง 1,000 องค์ มีเครื่องบูชาเป็นภาชนะใส่ธัญพืช มีชิงเคอ (ข้าวบาร์เลย์ชนิดหนึ่ง ?) ท้อ สาลี่พันธุ์พิเศษที่ขึ้นในชิงไห่และทิเบต มีรูปพระจงคาปา บัลลังก์ของพระดาไลลามะ และพระปันฉานลามะเวลามาที่วัดนี้ มีธรรมาสน์ของเจ้าอาวาส


Sr_052_041.jpg

(น.52) รูป 41 ท้าวธตรฐ ผู้พิทักษ์ทิศตะวันออก หนึ่งในจตุโลกบาล

Dhrtarastra, the Guardian King of the East.


Sr_052_042.jpg

รูป 42 เครื่องบูชาประจำวัน น้ำในถ้วย (อาจมี 7, 14, 21 ฯลฯ ใบ) เติมใหม่ทุกเช้าและเทออกทุกเย็น

Utensils used in daily prayers.


Sr_053_043.jpg

(น.57) จุดสุดท้ายก่อนจะเดินทางออกจากวัด คือ อาคารปั้นเนย ศิลปะการปั้นเนยถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางศิลปะอย่างหนึ่งของวัดนี้ มีชื่อเสียงทั้งในประเทศจีนและในต่างประเทศ อาคารนี้สร้างใน ค.ศ. 1988 และต้องติดแอร์เพื่อรักษารูปทรงของเนยเอาไว้ พระในวัดนี้เป็นผู้ปั้นเนย และปั้นใหม่ทุกปี จะปั้นเป็นรูปอะไรนั้นพระที่เป็นผู้นำชมบอกว่าเจ้าอาวาสเป็นผู้กำหนด เมื่อปั้นเสร็จจะเอาไปแสดงกลางแจ้งให้คนดูวันหนึ่ง แล้วเอาไปเก็บในอาคารแทนรูปเก่าของปีก่อน ตามประวัติเล่ากันมาว่า พระอาจารย์จงคาปาสร้างวัดนี้แล้วไปทิเบต เพื่อไปชุมนุมสาวก 100,000 รูป ที่วัดต้าเจ้าในเมืองลาซา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ นอนหลับได้บังเกิดนิมิตฝันว่า ในท่ามกลางฤดูหนาว ดอกไม้กลับบานสะพรั่ง พระโพธิสัตว์เสด็จมา เมื่อตื่นขึ้นเล่าฝันให้สาวกทั้งหลาย มีผู้คิดขึ้นมาว่าจะต้องใช้เนยปั้นรูปความฝันของพระอาจารย์เอาไว้ จึงเป็นธรรมเนียมมากระทั่งทุกวันนี้


Sr_057_048.jpg

(น.57) รูป 48 พระพุทธรูปในวิหารพระไมเตรยะ (พระศรีอาริย์)

Buddha images in Maitreya Shrine.

Sr_057_049.jpg

รูป 49 พระพุทธรูปในวิหารพระไมเตรยะ (พระศรีอาริย์)

Buddha images in Maitreya Shrine.


Sr_057_050.jpg

รูป 50 พระพุทธรูปในวิหารพระไมเตรยะ (พระศรีอาริย์)

Buddha images in Maitreya Shrine.


Sr_058_051.jpg

(น.58) รูป 51 ถวายผ้าทังการูปปัทมสัมภวะที่ทำในเมืองไทยให้ผู้นำชมวัด

Presenting Padmasambhava Thangka woven in Thailand to the monk who guided us through the monastery

(น.58) รูปที่ดูวันนี้เป็นภาพพระดาไลลามะองค์ที่ 6 เฝ้าจักรพรรดิ มีรูปวัดถาเอ่อร์ รูปการต้อนรับอันยิ่งใหญ่ที่พระราชวังเฉิงเต๋อ (พระราชวังฤดูร้อน) นอกกรุงปักกิ่ง พระผู้บรรยายบอกว่ายังไม่แน่ว่าปีหน้าจะปั้นรูปอะไร อาจเป็นรูปการเข้าสู่สุขาวดี หรือรูปเจ้าหญิงเหวินเฉิงเสด็จทิเบต ดูศิลปะการปั้นเนยนี้แล้วนึกถึงเทศกาลปราสาทผึ้งของเรา ที่เอาขี้ผึ้งมาปั้นหรือแกะสลักในเทศกาลทางพุทธศาสนา

ก่อนออกเดินทางถวายผ้าทังกา (ภาพพระบฏ) ที่เตรียมมา และถวายเงิน

(น.59) เราเดินทางต่อไปทะเลสาบชิงไห่ เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในจีน มีเนื้อที่ 4,583 ตารางกิโลเมตร คนขับรถอธิบายว่ามีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ของฮ่องกงทั้งหมดถึง 4 เท่า (มีพื้นที่รวม 1,066 ตารางกิโลเมตร) ตอนเตรียมการเดินทางต้องตัดสินใจอยู่นานว่าจะดูอะไรๆ ใกล้ๆ เมืองซีหนิง ซึ่งยังมีที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง หรือจะไปทะเลสาบ ซึ่งต้องนั่งรถไฟ 2-3 ชั่วโมง ทะเลสาบก็ดูจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษนอกจากเป็นห้วงน้ำใหญ่ ในที่สุดก็ตัดสินใจไป เพราะเป็นเส้นทางสู่ทิเบตและเป็นสภาพภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะพิเศษ

ดูทิวทัศน์ 2 ข้างทาง รถผ่านอำเภอหวงจงซึ่งเป็นถิ่นของพวกหุย มีมัสยิด

ดูหนังสือบรรยายสภาพทั่วไปของมณฑลว่าเป็นที่กำเนิดของแม่น้ำสำคัญ 3 สาย คือ แม่น้ำฉังเจียง แม่น้ำหวงเหอ และแม่น้ำโขง มีแร่ธาตุต่างๆ อุดมสมบูรณ์ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ทองคำ ทองแดง ที่เพาะปลูกมีน้อยแต่ก็เพาะปลูกได้ดี มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ทะเลทรายกับทะเลหิน เป็นส่วนที่ใช้อะไรไม่ได้

มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานในชิงไห่เมื่อ 30,000 ปีมาแล้ว มีตำนานว่าในสมัยราชวงศ์ถัง กษัตริย์ซงจ้านกานปู้แห่งราชวงศ์ถู่โป๋ของทิเบต ส่งเสนาบดีไปเมืองฉังอานสู่ขอพระราชธิดาของจักรพรรดิจีน คือ เจ้าหญิงเหวินเฉิง เจ้าหญิงเดินทางไปทิเบตต้องผ่านชิงไห่


Sr_060_052.jpg

(น.60) รูป 52 ลังเลี้ยงผึ้ง

Bee culture.

(น.60) มีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ (รถผ่าน) มีการเพาะปลูกข้าวสาลี และชิงเคอ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร บางคนว่าเป็นลูกเดือย แต่ดูอีกทีก็ไม่ใช่ บางคนก็ว่าเป็นข้าวบาร์เลย์ชนิดหนึ่ง บนภูเขาเขาว่ามียาจีนหลายอย่าง เช่น “หญ้าฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” และบัวหิมะ เป็นต้น มีทะเลสาบใหญ่ 4 แห่ง

ติดรถไฟ แล้วไปต่อ 2 ข้างทางเป็นภูเขา มีการเพาะปลูก แต่ไม่ได้ตัดเป็นขั้นบันได

หยุดรถเข้าห้องน้ำที่สภาตำบลหวงหยวน แล้วเดินทางต่อ แล้วไปหยุดอีกทีที่ภูเขาสุริยันจันทรา ซึ่งมีประวัติเล่าว่า เมื่อเจ้าหญิงเหวินเฉิงจะเดินทางไปทิเบต พระราชบิดาพระราชทานกระจกที่ส่องแล้วเห็นเมืองฉังอาน จะได้รู้สึกว่าบ้านเมืองอยู่ใกล้ เมื่อมาถึงภูเขาสุริยันจันทรานี้ ส่องกระจกไม่เห็นเมืองฉังอาน จึงทิ้งกระจกไป มีคนมาบรรยายว่ากำลังสร้างรูปเจ้าหญิงเหวินเฉิง แต่ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้เห็นมีแต่ศาลาบนเขาและร้านรวงขายของที่ระลึก ลมพัดแรงหนาวจะตาย กลับขึ้นรถ เดินทางต่อ แถวนี้มีแม่น้ำเล็กๆชื่อว่า เต้าถั่งเหอ เรื่องตำนานว่าเจ้าหญิงเหวินเฉิงร้องไห้คิดถึงบ้าน น้ำตากลายเป็นแม่น้ำไหลสวนทางกับแม่น้ำอื่นๆ แถวนี้กลับไปฉังอาน

รถแล่นต่อไปมีเต็นท์ตั้งอยู่ เป็นพวกคนเลี้ยงผึ้ง หยุดที่เต็นท์หนึ่ง เจ้าของเป็นคนมาจากมณฑลเสฉวนมาเลี้ยงผึ้งที่นี่ เพราะอยู่ใกล้กับไร่ผักน้ำมัน (อิ๋วไช่) ที่กำลังออกดอกสีเหลือง ดอกน้ำมันที่นี่บานช้ากว่าที่เจียงหนาน 3 เดือน ที่จริงก็ไม่ได้เห็นอะไร เพราะเข้าใกล้รังผึ้งก็ไม่ได้ ถ้าไม่ใส่ชุดป้องกันผึ้งมันจะต่อยเอา เจ้านี้ขายผลิตผลไปหมดแล้วมีให้ดูขวดหนึ่ง (เห็นจะเก็บเอาไว้กินเอง) กลิ่นหอมดี ที่เต็นท์มีหมาสวยดี แต่ท่าทางจะดุ เคราะห์ดีเขาผูกเอาไว้ มีลูกแมวสีสวาดน่ารักก็เลยขอเขาอุ้มเล่น

ที่จริงสถานทูตจะให้ดูการเลี้ยงผึ้งอีกเจ้าหนึ่ง ที่มีการผลิตผลิตภัณฑ์จากผึ้งครบวงจร นอกจากน้ำผึ้งแล้วยังมีนมผึ้ง เกสรผึ้งอีก แต่สันนิษฐานว่าขบวนเรายาวหาที่จอดรถไม่ได้ ก็เลยเอาที่ง่ายๆ อยู่ข้างทาง

(น.68)

3. ระบำที่เล่นงานวัด เทวดา 9 เศียร ไม่ทราบว่าเป็นพวกฮู่ฝ่าหรือธรรมปาลหรือเปล่า คนอธิบายบอกว่าความหมายคือ ให้คนรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ฆ่าสิงสาราสัตว์ ขจัดสิ่งเลวร้าย
4. ร้องเพลงที่ราบสูงทิเบต เป็นเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดเพลงหนึ่งในจีน
5. ผู้ชาย 4 คน ร้องเพลงรัก เล่นดนตรีเอง
6. แสดงพิธีการแต่งงานแบบหนึ่งของทิเบต ดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เจ้าสาวถักเปียเล็กๆ หลายอัน มีขบวนแห่มารับเจ้าสาว พ่อแม่เจ้าสาวออกมาเพื่อนเจ้าสาวซ่อนเจ้าสาวไว้ ฝ่ายหญิงเรียกร้องสิ่งตอบแทน ฝ่ายชายต้องยอมรับเงื่อนไข ก่อนออกจากบ้าน เจ้าสาวเดินรอบบ้าน 3 รอบ แสดงความอาลัยอาวรณ์


Sr_068_057.jpg

(น.68) รูป 57 หนุ่มทิเบตถิ่นอัมโดร้องเพลงรัก

Amdo Tibetan lads singing love songs.

(น.71)

3. ต้องใช้ที่ราบสูงชิงไห่ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ แก้ปัญหาความยากจน เช่น ใช้ประโยชน์จากเหมืองแร่ การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ พัฒนาการใช้น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาสมุนไพรจีนและทิเบต ปศุสัตว์ในที่ราบสูง และส่งเสริมการท่องเที่ยว
4. การพัฒนาต้องให้สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม การศึกษา การสาธารณสุข การกีฬา ด้านวัฒนธรรม โทรทัศน์ วิทยุ หอสมุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาการศึกษา และสุขภาพอนามัยของเกษตรกรและประชาชนในเขตเลี้ยงปศุสัตว์
5. การปฏิรูปเปิดกว้างสู่ภายนอก ต้องเตรียมการรับมือกับเศรษฐกิจอย่างใหม่ เช่น การที่จีนจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ใช้ระบบ hi-tech นอกจากจะต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ต้องประดิษฐ์ คิดสร้างระบบต่างๆ เช่น ระบบการปกครอง ระบบบริหารงาน เป็นต้น

พูดถึงกลยุทธ์การพัฒนาภาคตะวันตกของจีน มีความมุ่งหมายให้ชาวชิงไห่ทุกชนชาติได้ร่วมกันสร้างชาติและมีความเป็นอยู่ดี

อยากเชิญคนไทยมาท่องเที่ยวและมาลงทุน ขณะนี้ก็มีชาวต่างชาติมาลงทุนบ้างแล้ว แต่มูลค่าการลงทุนยังไม่มาก ประเทศที่มามากมี แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกงก็มีมา มีโครงการร่วมทุนหลายโครงการ (ประมาณ 120 โครงการ แต่ขนาดของ

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 86,87,88

Sr_086_080.jpg

(น.86) รูป 80 คณะต้อนรับชาวทิเบตที่สนามบินก้งก่า ลาซา

With Tibetan welcoming party at the Gonggar Airport, Lhasa.

(น.86) ไปสนามบินเพื่อเดินทางต่อไปทิเบต ตอนนั่งรถไปสนามบินสวนกับขบวนรถของรัฐมนตรีต่างประเทศถังเจียสวน

มาถึงที่ลาซาประมาณบ่ายโมงครึ่ง มีคณะต้อนรับคือ รองประธานสภาทิเบตเป็นผู้หญิง เคยพบกันที่เมืองไทย พิธีต้อนรับเหมือนที่ชิงไห่คือ ให้ดีดเกลือไปข้างหลัง 3 ที และดีดเหล้าไปข้างหลังอีก 3 ที ไม่ต้องดื่ม

(น.87) ถ่ายรูปหมู่กับคณะผู้นำทิเบตที่มารับ เข้าห้องน้ำและนั่งรถไปนครลาซา คำว่า ลาซา แปลว่า เมืองเทพ สนามบินลาซานี้ชื่อ สนามบินก้งก่า อยู่ห่างจากเมืองประมาณ 90 กิโลเมตร (ไม่ทราบว่าจริงหรือเปล่า เพราะเอกสารของสถานทูตบอกว่า 100 กิโลเมตร ในเครื่องบินบอกว่า 80 และคนขับรถบอกว่า 90) ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง รถแล่นเลียบแม่น้ำหย่าลู่จ้างปู้ ภาษาทิเบตว่า แม่น้ำยาร์ลุงซังโป (Yarlung Zangbo) ต้นน้ำอยู่ในทิเบต แล้วไหลไปลงอินเดีย เป็นแม่น้ำพรหมบุตร ท้องฟ้ามีเมฆบางส่วน ส่วนที่ไม่มีเมฆเป็นสีฟ้าแจ๋ว คนขับรถบอกว่าที่นี่ไม่ค่อยจะมีอุตสาหกรรมเลยไม่มีมลภาวะ ที่ลาซานี้สบาย หน้าหนาวไม่หนาวมาก หน้าร้อนไม่ร้อนเกินไป หิมะไม่ตกแต่ฝนตก รถแล่นเลียบแม่น้ำสายนี้ อีกด้านเป็นภูเขา ภูเขาที่นี่ไม่มีต้นไม้มีแต่หิน ดูแล้วหน้าหนาวน่าจะมีหิมะ เพราะกัดเซาะหินทรายไหลลงจากภูเขาเป็นทาง คนขับรถบอกว่าคนแก่มาที่นี่ไม่เป็นอะไร แต่คนหนุ่มสาวอาจจะไม่สบาย คนหนึ่งมาจากปักกิ่งอายุ 96 ยังไม่เห็นเป็นอะไร

(น.88) รถแล่นข้ามแม่น้ำ 2 ข้างทางเป็นไร่นา แปลงผักก็ดูอุดมสมบูรณ์ดี เป็นช่วงเก็บเกี่ยว แล่นตามแม่น้ำลาซาเข้าเมืองลาซา ฝนตกลงมาหน่อยหนึ่ง ข้ามแม่น้ำอีกครั้งก็เข้าเมือง ไปถึงโรงแรมมีคนเต้นแบบสิงโตแต่เป็นตัวจามรี ไม่ได้ดูมาก ขึ้นบนห้อง รองประธานสภากับอธิบดีวิเทศสัมพันธ์ของทิเบตมาพูดถึงโปรแกรม แล้วให้พักผ่อน ส่ง email ได้ ท่านทูตก็ดูสบายดีไม่มีใครเป็นอะไร

ท่านรองประธานสภาเดินมาเล่าถึงรายการ แต่บอกว่าวันนี้ห้ามทำอะไรทั้งนั้นพรุ่งนี้จะได้สบาย

ในห้องนอนมี oxygen ให้เราทดลองสูดรู้สึกจั๊กจี้ ชักหิวก็เลยกินหมูเส้นกับมาม่าหมูสับ ลองโทรศัพท์ถึงซุปที่กรุงเทพฯ ก็โทรฯ ได้ สัญญาณชัดเจนดี ที่จริงเขาห้ามอาบน้ำสระผม ทดลองดูก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขามีอุปกรณ์ออกกำลังกาย แต่ยังไม่กล้าลอง


Sr_088_081.jpg

(น.88) รูป 81 ระบำทิเบต “ระบำจามรีกับนายพราน” ต้อนรับหน้าโรงแรมที่พัก

Yaks and hunters dance in front of the hotel.

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 96,98,99,100,105,108,110,111,112,113,114,115,116,117,118,119,120,121,122,123

(น.96) เริ่มต้นไปที่วังแดงก่อน อาคารที่เราเห็นในปัจจุบันสร้างสมัยดาไลลามะองค์ที่ 13 เป็นสถานที่ใหญ่โอฬาร มีสิ่งที่น่าสนใจชมมาก ทางเดินชมวกวนเหมือนเข้าเขาวงกต ถ้าไปเองไม่มีคนนำคงจะหลงทาง จะเขียนตามที่เห็นก็ยังงงไม่ทราบว่าจะเล่าจะเขียนอย่างไรดี ห้องที่เข้าห้องแรก ฝาผนังทำเป็นช่องๆ เก็บคัมภีร์กันจูร์ของทิเบต อายุราว 300 กว่าปี น้ำหมึกที่เขียนเป็นทองคำ อยู่นานเท่าไรสีก็ไม่ลบเลือน หน้ารูปเคารพมีตะเกียงที่ใช้เนย เข้าใจว่าเป็นวิหารพระอวโลกิเตศวร มีรูปพระดาไลลามะองค์ที่ 1 ถึง 4 พระประธานเป็นรูปพระศากยมุนี มีรูปพระดาไลลามะองค์ที่ 5 มีรูปพระอาจารย์ 8 องค์ หรือว่าเป็นพระไภษัชยคุรุ มีสถูปวิญญาณของพระดาไลลามะองค์ที่ 11 ขณะนี้เห็นตามที่ต่างๆ ในวัง มีบันไดพาด เจ้า หน้าที่กำลังไปบันทึกว่า ในวังมีอะไรบ้าง เช่น ใช้ทองเท่าไร ใช้อัญมณีเท่าไร

Sr_096_086.jpg

(น.96) รูป 86 คัมภีร์กันจูร์

Tibetan Canons.


Sr_096_087.jpg

รูป 87 ภาพฝาผนังรูปบ้านและประวัติดาไลลามะองค์ที่ 5

Wall painting depicting the city of Lhasa and the story of the 5th Dalai Lama.

(น.98) รูปพระอาจารย์จงคาปา (เป็นผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะหรือนิกายเหลือง) เป็นอาจารย์ของพระดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เขาเล่าว่าแต่แรกผู้ที่จะได้เป็นดาไลลามะและปันฉานลามะ จะต้องเป็นผู้รอบรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามาก ต่อมามีระบบการสรรหาทารกสืบทอดวิญญาณ

รูปศิษย์คนสำคัญของพระอาจารย์จงคาปา

ในตู้มีพระไตรปิฎกอยู่มากมาย ใส่ตู้ปิดกุญแจเอาไว้ ขอดูพระไตรปิฎก ต้องไปตามคนเก็บกุญแจมา หากุญแจอยู่พักใหญ่ เมื่อหากุญแจพบยังไขไม่ได้ เพราะรูกุญแจอยู่สูง พอดีมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งตัวสูงมาก จึงไขเปิดตู้และหยิบคัมภีร์ออกมาได้ ฉบับที่หยิบมานี้เป็นสมุดพับ กระดาษดำเขียนตัวอักษรด้วยหรดาล เขาบอกว่ากระดาษที่เขียนเป็นกระดาษพิเศษของทิเบต มีสรรพคุณสำคัญคือ แมลงไม่กิน คัมภีร์ฉบับนี้เป็นปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษบางหน้าติดกัน จะว่าเป็นเพราะความชื้นก็ไม่น่าจะใช่เพราะทิเบตอากาศแห้ง อีกอย่างหนึ่งคือเก็บเอาไว้เฉยๆ ไม่มีคนอ่าน เนื่องจากมีคัมภีร์มากอ่านไม่ทัน


Sr_098_089.jpg

(น.98) รูป 89 คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษดำหมึกทอง

Prajnaparamitasutra, gold ink on black paper.

(น.99) ในห้องมีภาพดาไลลามะองค์ที่ 5 เฝ้าจักรพรรดิซุ่นจื้อ ใน ค.ศ. 1652 จักรพรรดิสถาปนาดาไลลามะ ตามประวัติว่ามีผู้ติดตามจากทิเบตไปปักกิ่ง 3,000 กว่าคน

ขึ้นบันไดไปสองชั้น มีที่เก็บพระกริ่ง ทำด้วยโลหะผสม 2,600 องค์ การหล่อพระแบบนี้ใช้แร่ธาตุหายาก 10 ชนิดขึ้นไป วิธีหล่อแบบนี้ทำในทิเบต เนปาล และอินเดีย ข้าพเจ้าสงสัยว่าธรรมเนียมพระกริ่งทิเบตเป็นอย่างไร ลืมถาม อาจฟังผิด

ในห้องมีตะเกียงเนย ชาวบ้านนำเนยมาจากบ้าน มาเติมอยู่ตลอดเวลา ไฟจึงไม่ดับเลย

อีกห้อง มีโบราณวัตถุที่พ่อค้าชาวทิเบตผู้หนึ่งซื้อจากที่ต่างๆ นำมาถวายพระ ประมาณ 200 กว่าชิ้น ถวายใน ค.ศ. 1995

เข้าไปในถ้ำธรรมราชา (ฝ่าหวังต้ง) เป็นห้องที่เก่าแก่ที่สุดในวังโปตาลา มีอายุราว 1,360 ปี เป็นห้องที่กษัตริย์ซงจ้านกานปู้มาพักปฏิบัติธรรม มีรูปกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ เจ้าหญิงทรีซุน (ภฤกุตี) จากเนปาลซึ่งเป็นมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง (เป็นผู้นำพุทธศาสนามาทิเบต เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเหวินเฉิง) เจ้าหญิงเหวินเฉิง เสนาบดีทิเบตผู้ที่เป็นตัวแทนกษัตริย์ไปกรุงฉังอานเพื่อสู่ขอเจ้าหญิงเหวินเฉิง (มีเรื่องว่าเสนาบดีผู้นี้จะต้องผ่านการทดสอบสติปัญญาหลายอย่าง เช่น ต้องเอาเชือกร้อยไข่มุกซึ่งมีรูเลี้ยวไปเลี้ยวมา 9 ครั้ง ต้องคัดเลือกจับคู่แม่ม้าลูกม้า ต้องดูออกว่าคนไหนเป็นเจ้าหญิงตัวจริง) เสนาบดีผู้ประดิษฐ์อักษรทิเบตและเขียนไวยากรณ์ทิเบต

(น.100) มีรูปสนมชาวทิเบตซึ่งมีลูกกับกษัตริย์ มีเตาไฟและหม้อ ซึ่งเชื่อว่าเป็นของดั้งเดิมที่กษัตริย์และเจ้าหญิงใช้

อีกห้องจัดเป็นห้องนิทรรศการโบราณวัตถุและศิลปวัตถุด้านศาสนาและสังคมของทิเบต เช่น เครื่องแต่งกายของข้าราชการตำแหน่งต่างๆ รูปเทวดาของอินเดียหรือเนปาล อายุประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 9 ตะเกียงเนยทอง เป็นของที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 (ปัจจุบัน) กาน้ำชา และถ้วยชาแบบต่างๆ ในสมัยต่างๆ

ประกาศนียบัตรที่ UNESCO มอบให้ ยกย่องให้วังโปตาลาเป็นมรดกโลก

รูปพระอาจารย์มิลาเรปา หรือมิลารัสปา (คริสต์ศตวรรษที่ 11) เป็นศิษย์เอกของผู้ก่อตั้งนิกายก๋าจี่ปา หรือ กากยูปะ (Kagyur pa) หรือนิกายขาว ซึ่งมีนับถือมากทางภาคตะวันออก

เครื่องประกอบพิธีของทิเบตเป็นเงินลงยา (cloisonné) และประดับอัญมณี ข้าพเจ้าสงสัยว่าปะการังมาอยู่ในทิเบตได้อย่างไร เขาอธิบายว่าสมัยก่อนทิเบตอยู่ในทะเล เมื่อแผ่นดินยกตัวขึ้น ปะการังจึงมาอยู่ในดินและขุดได้ ไม่ทราบว่าถูกต้องหรือเปล่า น่าสงสัยว่าสมัยที่ทิเบตอยู่ใต้น้ำมีปะการังแบบนี้หรือยัง

สังข์ (ใหญ่มาก) ใช้เป่าในพิธีที่ดาไลลามะออกว่าราชการ

ตาราเขียวทพด้วยแก้วคริสตัล

วัชรปาณีอยู่บนดอกบัว 8 กลีบ (น.105) วัดต้าเจาซื่อมีประวัติยาวนานถึงกว่า 1,300 ปี สมัยราชวงศ์ถัง สร้างเมื่อ ค.ศ. 647 สมัยกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ เล่ากันว่าเจ้าหญิงเหวินเฉิงพระมเหสีสร้างวัดนี้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่นำมาจากจีน (เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้หล่อจากพระพักต์ของพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ใช้โลหะหลายชนิดผสมกัน หล่อที่แคว้นมคธ) มีอีกวัดคือ วัดเสี่ยวต้าเจา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระมเหสีที่เป็นเจ้าหญิงเนปาล เนื่องจากเล่ากันว่าวัดนี้ตะเกียงเนยสว่างตลอดเวลา เพราะชาวบ้านเอาเนยมาถวายเป็นเชื้อไฟตลอด บริเวณที่ตั้งวัดต้าเจาซื่อ เดิมเป็นทะเลสาบ เล่าเรื่องกันว่า เจ้าหญิงเหวินเฉิงศึกษาภูมิประเทศของทิเบต มองเห็นเป็นรูปนางยักษ์ วิธีปราบก็คือ สร้างวัดตามบริเวณสำคัญของนางยักษ์ เพื่อต่อต้านอำนาจของนาง ทะเลสาบนี้อยู่ตรงกลางหัวใจของนางยักษ์พอดี จึงควรสร้างวัดเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายบริเวณนั้น (เข้าใจว่าใช้วิธีการดูฮวงจุ้ยตามแบบจีน)


Sr_105_092.jpg

(น.105) รูป 92 พระพุทธรูปพระศากยมุนีแบบโจโว (พระพักต์ 12 พรรษา)

Sakayamuni at twelve, Jokhang Monastery.


Sr_105_093.jpg

รูป 93 ปัทมสัมภวะ

Padmasambhava.


(น.108) ตำหนักปันฉานลามะองค์เก่าที่เพิ่งสิ้นพระชนม์ไป เลี้ยงชาเนย ชาวทิเบตเกือบทุกคนทำเอง ใส่กระติกรับประทานทั้งวัน ที่นี่สิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคือ พระพุทธรูป ถึงเราจะไม่ยอมเชื่อตำนานเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้สร้าง ก็ยังรู้สึกถึงความสงบและความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้

ก่อนกลับ ไปที่หนึ่งเรียกกันว่า ตำหนักสุริยประภา เป็นที่ประทับของดาไลลามะ นั่งรับประทานชาเนยและขนมต่างๆ รองนายกเทศมนตรีบรรยายว่า ลาซาเป็นเมืองที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของทิเบต มี 7 อำเภอ 1 เขต ใน 7 อำเภอนั้นมีอยู่อำเภอหนึ่งที่เลี้ยงปศุสัตว์ นอกนั้นทำการเกษตร ประชากร 475,000 คน 87.5% เป็นชาวทิเบต จีนเปิดประเทศประมาณ 20 กว่าปี เมืองลาซาก็พยายามเปิดกว้างเช่นกัน เนื้อที่เพิ่มขึ้นจาก 3 ตารางกิโลเมตรมาเป็น 52 ตารางกิโลเมตร รายได้ต่อหัวในเขตเกษตรและปศุสัตว์มีรายได้ 1,760 หยวนต่อปี ลาซามี GDP สูงที่สุดในทิเบต

ปัจจุบันลาซามีระบบสาธารณสุขดี มีโรงพยาบาลใหญ่ตามอำเภอ ส่วนตำบลมีสถานีอนามัย

ไปดูที่ประทับดาไลลามะ มีห้องโถงใหญ่ ใช้ประกอบพิธีศาสนา ของที่ตั้งบูชาอยู่เป็นของดั้งเดิม เสาใช้พรมหุ้มตามธรรมเนียมทิเบต ทุกวัดจะมีที่ประทับดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เพราะเมื่อมีงานสำคัญ 2 องค์นี้ต้องเด็จร่วมงาน แต่ละปีมีงานทางศาสนา 8 วัน ลามะจากทุกทิศจะมาร่วมประกอบศาสนพิธี

(น.110) ลานหน้าวัดมีตลาด เขาว่าคนจากเนปาลมาขายของมาก หลายคนมามีครอบครัวตั้งถิ่นฐานอยู่ทิเบตเลย

กลับมารับประทานอาหารกลางวันที่โรงแรม แล้วออกไปพิพิธภัณฑ์ทิเบต เวลา 15.20 น. พิพิธภัณฑ์นี้สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1999 เปิดในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ตรงห้องโถงมีรูปถ่ายทิวทัศน์ทิเบต รูปแม่น้ำยาร์ลุง ตรงโค้งใหญ่ที่สุด รูปทุ่งหญ้าภาคเหนือของทิเบต รูปโบราณสถานที่อาหลี่ (Ngari) หรืองารีในภาษาทิเบต ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในอาณาจักรกู่เก๋อ และรูปภูเขาหิมาลัย มีป้ายลายมือประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินลงวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2001

การจัดแสดงแบ่งเป็นส่วนดังนี้

ส่วนที่ 1 วัฒนธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของทิเบต จัดแสดงเครื่องมือหินต่างๆ แบ่งเป็นสามสมัยคือ สมัยหินเก่า (Paleolithic) สมัยหินใหม่ (Neolithic) และสมัยโลหะ เริ่มยุค Pleistocene ก็มีมนุษย์แล้ว นอกจากมีเครื่องมือหินแล้ว มีเครื่องปั้นดินเผาด้วย เครื่องปั้นดินเผาวัฒนธรรมชูกง (Chugong) ทำละเอียดกว่าของวัฒนธรรมคาโร (Karo) การเปรียบเทียบเครื่องมือหินกับเครื่องมือยุคปัจจุบัน แสดงฟอสซิลพืชพันธุ์ต่างๆ บางคนเชื่อว่าชิงเคอเป็นพืชที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงนำเข้ามาสมัยซงจ้านกานปู้ แต่การพบฟอสซิลแสดงว่าเป็นพืชในพื้นที่ เครื่องมือที่ทำด้วยเขาและกระดูกสัตว์ ภาพเขียนบนหินตามถ้ำ มีรูปถ่ายและแผนที่ที่ตั้งถ้ำ ภาพที่เขียนส่วนใหญ่เป็นภาพล่าสัตว์และการทำพิธี (หมอผีเต้นรำ)

(น.111) ส่วนที่ 2 มีสาระข้อมูลประวัติศาสตร์ที่แสดงว่าทิเบตไม่แบ่งแยกจากจีน เช่น เรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิงและศิลาจารึกพันธมิตรลุง-หลาน ค.ศ. 823 (แสดงการยุติสงครามระหว่างราชวงศ์ถังและอาณาจักรถู่โป๋) แผนที่ทิเบตที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงคิดขึ้นเป็นภาพนางยักขินี สร้างวัดที่บริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายนางยักษ์ วัดต้าเจาซื่ออยู่ที่หัวใจ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทิเบตมีรัฐบาลท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสาเกีย (Sakya) บัณฑิตสาเกียมีจดหมายเจริญไมตรีกับมองโกล มีตราที่กุบไลข่านให้หลานเจ้าเมืองสาเกียมีอำนาจปกครองทิเบต

เอกสารการปกครอง พวกหนังสือเวียนออกคำสั่งเกี่ยวกับการจ่ายภาษีสมัยต้นราชวงศ์หยวน เงินตราในสมัยนี้


Sr_111_098.jpg

(น.111) รูป 98 แผนที่ทิเบตวาดเป็นภาพยักขินีแสดงที่ตั้งวัดต่างๆ ที่จะทำให้ยักขินีอยู่กับที่

Map of Tibet in the shape of an ogress depicting locations of monasteries pinning down the ogress.


Sr_111_098.jpg

(น.112) รูป 99 รูปต้นสาละ

Sala tree.

(น.112) สมัยราชวงศ์หมิงรัฐบาลกลางสนับสนุนศาสนาทุกนิกาย ขณะที่ราชวงศ์หยวนสนับสนุนแต่พวกสาเกีย มีตราสำหรับท้องถิ่นต่างๆ เอกสารมอบที่ดินและตำแหน่งแก่ขุนนางในท้องที่ มีภาพเขียนเล่าเรื่องจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ให้รัฐบาลท้องถิ่นนำลามะไปสวดมนต์ในวังที่เมืองหนานจิง มีตัวหนังสือเขียนบรรยายเป็น 5 ภาษา คือ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษามองโกล ภาษาอาหรับ และภาษาแมนจู

รูปต้นไม้ (ต้นสาละ) ที่จักรพรรดิเฉียนหลงเขียนให้พระปันฉานลามะองค์ที่ 6 มีอักษรบรรยาย 3 ภาษา เขียนว่า จักรพรรดิจะฉลองวันพระราช

สมภพ 70 พรรษา เชิญปันฉานลามะองค์ที่ 6 ไปปักกิ่ง

สมัยรัฐบาลท้องถิ่น (ค.ศ. 1642-1951) มีสาระโดยย่อว่า

ค.ศ. 1642 ดาไลลามะกับปันฉานลามะ ส่งทูตไปเฝ้าจักรพรรดิชิงที่แมนจูเรีย

ค.ศ. 1643 ดาไลลามะองค์ที่ 5 สามารถสถาปนานิกายเหลืองเกลุกปะ รวมศาสนาและการปกครองเข้าด้วยกัน

ค.ศ. 1751 มอบอำนาจให้ดาไลลามะองค์ที่ 7 ไปปกครองทิเบต

สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงออกประกาศ 29 ข้อ ใน ค.ศ. 1793 กำหนดเสนาบดีจากส่วนกลางไปทิเบต ขอบเขตอำนาจดาไลลามะ ปันฉานลามะในการหาทารกสืบวิญญาณ กำหนดเรื่องการเป็นพระพุทธเจ้าผู้มี

(น.113) ชีวิต รายชื่อเสนาบดีประจำทิเบต แจกันสำหรับใส่ฉลากให้เด็กที่จะได้เป็นดาไลลามะจับ มักจะจับฉลากกันอยู่หน้าวัดต้าเจาซื่อ

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของทิเบต เขียนทั้งภาษาทิเบต และภาษาจีน มี 17 หน้า

ตะเกียงเนยทำด้วยทองคำ ที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 เหมือนกับที่เห็นที่วังโปตาลา

รูปอู๋จางซินประธานกิจการมองโกเลีย-ทิเบต ของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เยี่ยมผู้สืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 13 คือ ดาไลลามะองค์ที่ 14

รูปการเซ็นสัญญา 17 ข้อ เกี่ยวกับการปลดปล่อยทิเบต วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1951 ฝ่ายทิเบต รองประธานสภา ประธานสภาประชาชน เป็นคนลงนาม

แจกันหยกที่ประธานเหมาเจ๋อตุงถวาย

ส่วนที่ 3 วัฒนธรรมและศิลปะ ศิลปหัตถกรรมทิเบต พูดถึงวิวัฒนาการภาษาทิเบต ระบบสะกดเสียง เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว เสนาบดีของกษัตริย์ซงจ้านกานปู้เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรทิเบต มีนิทรรศการเกี่ยวกับเอกสารทิเบตสมัยต่างๆ การเขียนด้วยหมึกทองและเงิน ลายมือสมัยต่างๆ ที่มีแบบต่างกัน อักษรตัวพิมพ์ของทิเบต

นอกจากนั้นแสดงพู่กันและเครื่องเขียน สำหรับเขียนภาษาทิเบต ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นดินสอเขียนบนกระดาษ กระดาษก็มีกระดาษพิเศษ ทำจากพืชชนิดหนึ่งกันตัวหนอนที่ชอบกัดกระดาษได้

(น.114) คัมภีร์ภาษาทิเบต สมัยกษัตริย์ราชวงศ์ถู่โป๋ที่เรียกว่า ธรรมราชา 3 องค์ มีคัมภีร์หลายฉบับที่แปลจากภาษาสันสกฤต รูปถ่ายสำนักการแปลที่เมืองซานหนานที่แปลพระสูตรต่างๆ นักแปลคัมภีร์กันจูร์ ตันจูร์ (Kanjur Tanjur) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8

ภาพอาจารย์อตีศะ (Atisa ค.ศ. 982-1054) ซึ่งมาจากเบงกอลในคริสต์ศตวรรษที่ 11

คัมภีร์ใบลาน คัมภีร์เปลือกไม้ชนิดหนึ่ง ปีเตอร์บอกว่า เป็นคัมภีร์โบราณยุคคริสต์ศตวรรษที่ 8 ที่เก่าแก่สมบูรณ์ที่สุด เขียนด้วยอักษร Gilgit ขอเขาเปิดตู้ดู ทางพิพิธภัณฑ์อุตส่าห์เอากุญแจเปิดให้ดู ข้าพเจ้าไม่ได้ดูตอนเขาเปิดตู้เพราะไม่เชี่ยวชาญคัมภีร์เหล่านี้ (ได้ความว่าเปิดแล้วก็ยังไม่ทราบว่าเป็นคัมภีร์อะไร เพราะว่าแผ่นหลังที่เป็น colophon บอกเรื่องขาดหายไป)

ด้านศิลปะการแสดง มีหน้ากากงิ้วทิเบต เป็นงิ้วทางศาสนา หน้ากากรูปฮู่ฝ่าหรือธรรมบาล รูปวัชรปาณี เครื่องแต่งตัวงิ้วทิเบต รูปทังตง เกียลโป (Thangton Gyelpo) เป็นผู้ก่อตั้งคณะงิ้วทิเบต ในคริสต์ศตวรรษที่


Sr_114_100.jpg

(น.114) รูป 100 คัมภีร์ต่างๆ

Scriptures.


Sr_114_101.jpg

รูป 101 คัมภีร์ต่างๆ

Scriptures.


Sr_115_102.jpg

(น.115) รูป 102 พิณหลายสาย

Lute.


Sr_115_103.jpg

รูป 103 เครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีด

String instrument.


Sr_115_104.jpg

รูป 104 แผนที่ดาราศาสตร์ของทิเบต

Tibetan Astronomical map.

(น.115) 19 เครื่องดนตรีต่างๆ มีเครื่องดีดและเครื่องสี กลอง ฉิ่ง สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องดนตรีที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงนำมาจากฉังอาน เครื่องดนตรีที่แปลกอย่างหนึ่งคือพิณหลายสาย ไม่ทราบว่ามาจากทิเบตหรือจีน

เครื่องดนตรีที่ใช้ในพิธีการ

วัฒนธรรมด้านอื่นๆ มีด้านดาราศาสตร์ และการทำปฏิทินทิเบต โหราศาสตร์ทิเบต ภาพจักรวาลแบบทิเบตสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 การแบ่ง 24 เทศกาล การแพทย์และเภสัชกรรมของทิเบต ภาพแพทย์ที่มีชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 8 และแพทย์คนอื่นๆ ยาสมุนไพรของทิเบต

ภาพแสดงขั้นตอนของการตั้งครรภ์

รูปอวัยวะในร่างกายคนทั้งชายและหญิง วิธีการแมะจุดในร่างกาย เรื่องโรคต่างๆ เครื่องมือผ่าตัดในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ยาจากแร่ธาตุ พืชสมุนไพร และสัตว์ต่างๆ


Sr_116_105.jpg

(น.116) รูป 105 รูปพระอวโลกิเตศวร 4 กร

Four-armed Avalokitesvara.


Sr_116_106.jpg

รูป 106 พืชยาสมุนไพรทิเบตอัดแห้ง

Specimens of Tibetan medicinal herbs.

(น.116) ประติมากรรมทิเบต สมัย 4,500 ปีก่อน ที่จัดแสดงไว้มีศิลปะจากที่ต่างๆ เช่น จีน ทิเบต เนปาล ลังกา เบงกอล แคชเมียร์ มีทั้งที่เป็นโลหะหล่อ หินแกะสลักและไม้แกะสลัก

ชั้นบนของอาคารแสดงด้านธรรมชาติวิทยา ส่วนมากจะแสดงเรื่องภาคเหนือของทิเบตที่เป็นเขตที่ไม่ค่อยมีคน สัตว์ต่างๆ ที่หายากในจีนและทิเบต เป็นสัตว์สตัฟฟ์ มีคำบรรยายบอกชื่อทางวิทยาศาสตร์ของสัตว์เหล่านั้น ที่จัดแสดงอยู่นี้เป็นของสะสมของรองประธานสภาทิเบตท่านหนึ่งมอบให้พิพิธภัณฑ์

พืชยาสมุนไพรของทิเบต มีทั้งรูปและพืชอัดแห้ง เขียนชื่อภาษาทิเบต ภาษาจีนกลาง และชื่อวิทยาศาสตร์ มีที่เรารับประทานเป็นยาให้ช่วยปรับตัวทนความสูง เรียกภาษาจีนว่า หงจิ่งเทียน Rhodiola euryphyllar

เรื่องการวิจัยภาคเหนือของทิเบต มีภาพคณะวิจัยบ่อน้ำร้อน สภาพทางธรณีวิทยา ภาพหินที่มีลักษณะต่างๆ หลังคาน้ำแข็ง ภาพวาดบนถ้ำ วัฒนธรรมแถบนั้น เขาว่าเดิมใช้ภาษาชางชุง ศาสนาเรียกว่าศาสนาเฟิน (bon) เป็นความเชื่อก่อนที่จะรับอิทธิพลพุทธศาสนา

ภาพโบราณสถานต่างๆ ถ้ำหิน รูปนกและสัตว์ เสื้อผ้าและเครื่องใช้ของนักผจญภัยที่ไปสำรวจภาคเหนือของทิเบต

(น.117) เกลือชนิดต่างๆ ที่ขุดพบ แร่ธาตุต่างๆ แบ่งเป็นแร่โลหะและอโลหะ มีวิดีโอให้ดูเกี่ยวกับธรรมชาติของทิเบตด้วย ยาสมุนไพร

เรื่องประเพณีพื้นเมืองในชีวิตประจำวันของทิเบต ยานพาหนะ เครื่องใช้ไม้สอย ศิลปะพื้นบ้าน ของใช้ของคนทิเบต เช่น กี่ทอผ้า เรือรูปสี่เหลี่ยมใช้ในสมัยถู่โป๋ของจริงบรรทุกคนได้ 100 คน อานม้า เสื้อผ้าชนเผ่าต่างๆ ในทิเบต 4 เผ่า เสื้อผ้าขุนนาง รองเท้าบูต หมวกขุนนางอำมาตย์ ลามะนิกายเหลือง เสื้อทำด้วยขนนกยูง

ด้านการกีฬาท้องถิ่นในทิเบต มีของเล่นเด็ก การเล่นบนหลังม้า แข่งยกหิน ชนจามรี เป็นต้น


Sr_117_107.jpg

(น.117) รูป 107 เรือสมัยถู่โป๋

Tubo boat.


Sr_118_108.jpg

(น.118) รูป 108 เต็นท์ชนเผ่าเร่ร่อนทิเบตทำด้วยขนจามรี

Tibetan nomads' yak-haired tent.

(น.118) ของใช้ในครัวเรือนรูปบ้านเรือนคนทิเบตแบบต่างๆ ทุกแบบจะมีลักษณะหลังคาตัด

จากพิพิธภัณฑ์ไปร้านหนังสือซินหัวมีแต่หนังสือภาษาจีนกับภาษาทิเบต ข้าพเจ้าเลยซื้อหนังสือการแพทย์ทิเบต (มีรูป) มา

กลับโรงแรม

ตอนค่ำมาดามปาซังเลี้ยง มาดามปาซังเป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองทิเบต และประธานสมาพันธ์สตรีทิเบต มาดามเล่าว่าทิเบตแบ่งแยกไม่ได้จากจีน ตั้งแต่สมัยราวงศ์ถังก็มีเรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิง ใน ค.ศ. 1279 สมัยพระเจ้ากุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวนจีนกับทิเบตได้รวมกันเป็นปึกแผ่น สมัยราชวงศ์หมิง

(น.119) จนถึงปัจจุบันก็รวมกันมาตลอดกว่า 726 ปีแล้ว เมื่อ ค.ศ. 1951 ทำสัญญา 17 ข้อ ค.ศ. 1959 มีกลุ่มอิทธิพลก่อกบฏ รัฐบาลกลางปราบกบฏ และปฏิรูปทิเบต ค.ศ. 1956 ตั้งคณะกรรมการเตรียมการปกครองตนเองของทิเบต ใน ค.ศ. 1965 ตั้งเขตปกครองตนเองเป็นทางการ พอตั้งแล้วก็ปฏิรูปให้ก้าวหน้า เปิดสู่โลกภายนอก แก้ไขระบบต่างๆ ซึ่งเดิมพวกผู้ดี ข้าราชการชั้นสูง และลามะ อยู่สุขสบาย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวนา ทาสติดที่ดินลำบาก พวกทาสไม่มีสิทธิอะไรเลย เป็นทรัพย์ของเจ้าของจะไปจำนำขายฝากให้กับใครก็ได้

ภายหลังรัฐบาลกลางและมณฑลต่างๆ ในจีนช่วยพัฒนาทิเบต ตอนฉลอง 50 ปีการปลดปล่อย รองประธานาธิบดีหูจิ่นเทานำคณะผู้แทนระดับสูงของจีนมา


Sr_119_109.jpg

(น.119) รูป 109 สนทนากับมาดามปาซัง รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองทิเบต

Conversation with Madam Basang, Vice Chairman of Standing Committee of Tibet Autonomous Region's People Consultative Conference.

(น.120) สตรีได้เป็นผู้นำ สตรีทิเบตแต่ก่อนอยู่อย่างแร้นแค้น ไม่มีสิทธิทางการเมือง ว่าผู้หญิงเป็นของไม่สะอาดทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ทีหลังนี้กฎหมายกำหนดให้ผู้หญิงผู้ชายมีสิทธิเท่าเทียมกันทางกฎหมาย ข้าราชการสตรีเดี๋ยวนี้มี 33.3% มี 6 ท่านที่เป็นใหญ่ระดับมณฑล ระดับอธิบดีและนายอำเภอมีมากมาย จำนวนชายหญิงมีครึ่งต่อครึ่ง ผู้ใหญ่ในราชการยังมีที่เป็นหญิงไม่ถึงครึ่ง ต้องแก้ไขปรับปรุงกันต่อไป รัฐบาลอบรมข้าราชการสตรีให้มีประสิทธิภาพขึ้น ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบตมี 1 นคร คือ ลาซา มี 6 จังหวัด และ 76 อำเภอ พื้นที่ 1,200,000 ตารางกิโลเมตร ประชากร 2,620,000 คน สมัยก่อนไม่มีโรงเรียน คน 95% ไม่รู้หนังสือ ปัจจุบันตั้งโรงเรียนประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีการสอนหนังสือภาคค่ำ มีเด็กในวัยเรียนประมาณ 87.8%

รัฐบาลกลางสนใจพัฒนาเศรษฐกิจทิเบต มีการสัมมนากัน 4 ครั้ง ภายหลังการสัมมนาครั้งที่ 3 กำหนดมาตรการที่เป็นรูปธรรมหลายอย่างเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้มณฑลอื่นๆ หลายมณฑลสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจทิเบต แบ่งพื้นที่ของทิเบตเป็น 1 นคร 6 จังหวัด รัฐบาลให้มณฑล 15 มณฑลสนับสนุน โดย 2 มณฑลช่วยกันรับผิดชอบพื้นที่ปกครองแห่งหนึ่ง มณฑลเหล่านั้นส่งเจ้าหน้าที่มาทำงานที่ทิเบต ลงทุนโครงการต่างๆ เป็นลักษณะรัฐบาลท้องถิ่นต่อรัฐบาล (รัฐบาลมณฑลต่างๆ ต่อรัฐบาลทิเบต?) กระทรวงต่างๆ ของรัฐบาลกลางมาช่วยกระทรวงของทิเบต ฉะนั้น 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นความก้าวหน้าได้ชัด ปีนี้จัดสัมมนาครั้งที่ 4 เร่งการสนับสนุนทิเบตมากขึ้น ขอบเขตขยายกว้างขึ้น นโยบาย

(น.121) การพัฒนาภาคตะวันตกของรัฐบาลกลางมีผลต่อทิเบตด้วย ทิเบตเปลี่ยนแปลงมากใน 50 ปีนี้ ความก้าวหน้าต้องเปรียบกับทิเบตเอง แต่ถ้าไปเปรียบกับมณฑลอื่นก็ยังล้าหลัง โครงการลงทุนสำคัญตอนนี้คือ การสร้างทางรถไฟสายชิงไห่-ลาซา ทิเบตยังไม่มีทางรถไฟ เมื่อมีแล้วจะพัฒนาดีขึ้น นอกนั้นยังมีโครงการพัฒนาคมนาคมอื่นๆ การเกษตร การศึกษา การสาธารณสุข

จากนั้นไปรับประทานที่ห้องไกลาสที่เรารับประทานทุกวัน

ถามเรื่องการศึกษาต่อ มาดามบอกว่าช่วงประถมและมัธยมต้น ผู้หญิงมักจะเรียนดีกว่าผู้ชาย เพราะเด็กผู้ชายซน แต่พอชั้นสูงขึ้นกว่านี้ผู้หญิงใจแตกไม่อยากเรียน ผู้ชายจะเรียนดีขึ้น

ระหว่างรับประทานอาหารมีการแสดงเกซาร์ เป็นการขับร้องมหากาพย์เกซาร์สดุดีกษัตริย์เกซาร์ ซึ่งเป็นกษัตริย์โบราณของทิเบต มีนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงชื่อยู่เหมย อายุ 40 ปี นักร้องคนนี้เดิมก็เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ พออายุ 15 ปี เกิดป่วยสลบไปนาน พอฟื้นขึ้นมาก็ร้องเกซาร์ได้โดยธรรมชาติไม่มีใครสอน นักร้องคนนี้เป็นชาวบ้านไม่รู้หนังสือ แต่ร้องเกซาร์ได้ไพเราะ ขณะนี้ทำงานที่สถาบันวิจัยสังคมศาสตร์ (Academy of Social Science) ของทิเบต อัดเทปไว้ 60 กว่าม้วนแล้ว

มาดามปาซังบอกว่ามีคำกล่าวว่าเด็กทิเบตนั้น ถ้าดื่มนมได้ก็กินเหล้าได้ พูดได้ก็ร้องเพลงได้ เดินได้ก็เต้นรำได้ มาดามเองผิดไปจากคำกล่าวนี้ทั้งหมด คือ กินเหล้าก็ไม่เป็น ร้องเพลงเต้นรำไม่เป็นทั้งนั้น


Sr_121_110.jpg

(น.121) รูป 110 ยู่เหมยขับร้องมหากาพย์เกซาร์

Yumei, Gesar epic singer.


Sr_122_111.jpg

(น.122) รูป 111 ศิลปินชายทิเบตมาขับร้องมหากาพย์เกซาร์เช่นกัน

Gesar Epic male singer.

(น.122) นักร้องอีกคนเป็นศิลปินชายระดับชาติ เคยทำงานอยู่ที่คณะนาฏศิลป์ทิเบต ตอนนี้เกษียณอายุแล้ว แต่เชิญมาร้องเป็นพิเศษ เนื้อหาที่ร้อง (พูดบ้าง เต้นไปบ้าง) มีอยู่ว่าเกซาร์อายุ 15 ปี มียักษ์มาจากทางเหนือยกทัพมา เกซาร์รบกับยักษ์นี้ เสนาบดีคนหนึ่งทรยศ สมคบกับฝ่ายตรงข้ามก่อกบฏแย่งชายาเกซาร์ไป พี่ชายของเกซาร์ก็เสียชีวิต ในที่สุดเกซาร์ปลอมตัวขี่ลาไปงานฉลองชัยชนะฝ่ายตรงข้าม ระหว่างเดินทางไปเมืองต่างๆ ได้รับการต้อนรับอย่างดี ที่เมืองข้าศึกถูกล้อว่า หมวกไม่สวยดูเหมือนหางไก่ รองเท้าเหมือนนกขาเป๋ และนำหมวกมาให้เลือก 47 ใบ ก็ไม่ชอบเลยสักใบ ว่าสู้ใบที่มีอยู่ไม่ได้ พูดตลกอะไรก็ไม่ทราบจนเอาชนะข้าศึกได้ ฟังไม่รู้เรื่อง จางอี้หมิงก็ฟังไม่ออกเพราะร้องเป็นภาษาทิเบต ได้แต่เล่าให้ฟังจากเนื้อหาที่เขาสรุปมาให้ กฤษดาวรรณบอกว่าฟังออก แต่ยังไม่ได้ถามกันว่าฟังออกว่าอย่างไร

ว่ากันว่าเรื่องนี้เป็นบทกวีที่ยาวที่สุดไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทางสถาบันวิจัยสังคมศาสตร์เชิญศิลปินมาร้องแล้วบันทึกไว้ทุกวัน กำลังพิมพ์เรื่องนี้เป็นหนังสือ รัฐบาลให้งบประมาณมาดำเนินการ มีการรวบรวมเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมทิเบตอย่างอื่นด้วย

ถามมาดามปาซังว่า มณฑลต่างๆ ที่มาช่วยนั้นมีกำหนดเวลาหรือไม่ว่าจะให้ช่วยกี่ปี มาดามบอกว่าแต่เดิมกำหนดไว้ว่า 10 ปี ภายหลังที่ประชุมให้ยืดกำหนดเวลาเป็น 20 ปี ข้าราชการที่มาช่วยเปลี่ยนทุก 3 ปี กระทรวงการต่างประเทศเองก็ส่งคนมาช่วยฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของทิเบต ขณะนี้ความช่วยเหลือที่ว่านี้เข้าปีที่ 7 แล้ว

(น.123) มณฑลตะวันตกอื่นๆ ก็มีการช่วยเหลือเหมือนกันแต่ทิเบตได้มากสุด

เท่าที่ปฏิบัติมา นครปักกิ่งกับมณฑลเจียงซูช่วยลาซา ซานตงและเซี่ยงไฮ้ช่วยรื่อคาเจ๋อ หูหนานกับหูเป่ยช่วยซานหนาน ฮ่องกงก็สนใจที่จะช่วย แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะมีบทบาทอย่างไร เมื่อมีการประชุมที่ฮ่องกง ต่งเจี้ยนหัว ผู้นำฮ่องกงกล่าวว่าฮ่องกงพร้อมที่จะร่วมนโยบายพัฒนาภาคตะวันตกของจีน เร็วๆ นี้มีพ่อค้าฮ่องกง 100 กว่าคนมาดูงาน

วันนี้พยายามไม่ดื่ม แต่คณะทิเบตชวน ไม่เป็นอะไร

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 124,125,127,133,142,147

(น.124) วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2544

ตื่นขึ้นมารู้สึกว่าคัดจมูก พอลุกขึ้นเดินไปเดินมาก็หาย รับประทานอาหารเช้าแล้วออกเดินทางไปเวลา 08.00 น. ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ นั่งข้างหน้าต้องรัดเข็มขัด เสี่ยวต่งตำรวจนั่งข้างหลัง ต้องนั่งรถนาน ฉะนั้นก็ต้องชมวิวไปบ้างคุยกันบ้าง ที่แย่คือข้าพเจ้าไม่ดื่มน้ำและไม่รับประทานอะไรในรถเลย รู้สึกสงสารเสี่ยวต่งที่พลอยไม่กล้ารับประทานไปด้วย สองข้างทาง (ช่วงแรก) ดูพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมดี มีเรือนพลาสติกสำหรับปลูกพืชผัก รถแล่นไปตามแม่น้ำ

คุยกันเรื่องอาหาร คนขับรถเล่าว่า คนทิเบตชอบกินเหล้าชิงเคอ กินซัมปา (Tsampa) เป็นแป้งข้าวบาเลย์แล้วผสมกับเนยจามรี ชอบกินเนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื้อจามรี สมัยก่อนไม่ค่อยกินหมู ตอนนี้กินแล้ว น้ำกินน้ำใช้ส่วนมากใช้น้ำใต้ดิน

(น.125) รถผ่านโรงเรียนประถมศึกษา เขาเล่าว่า แต่ก่อนไม่มีที่จะเรียนหนังสือ เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนประถมศึกษาทุกหมู่บ้าน เรียนทั้งภาษาจีนและภาษาทิเบต สมัยก่อนคนที่พอจะได้เรียนหนังสือเรียนแต่ภาษาทิเบต

ในแม่น้ำมีเรือทำด้วยหนังจามรี เรือลำหนึ่งใช้จามรี 4 ตัว ถามถึงคนตายว่าเวลานี้เขาทำอย่างไรกัน เขาเล่าว่า ถ้าเป็นพระลามะหรือพวก Living Buddha มักใช้วิธีเผาศพ ถ้าเป็นคนธรรมดามักใช้วิธีวางไว้ให้นกอินทรีหรือเหยี่ยวกิน เรียกว่า การทำศพท้องฟ้า (เทียนจ้าง) ส่วนคนที่อยู่ริมแม่น้ำบางทีใช้วิธีโยนลงน้ำให้ปลากิน ส่วนมากจะทำศพแบบท้องฟ้า ข้าพเจ้าสงสัยว่านกจะกินกระดูกหรือหัวกะโหลกได้อย่างไร เขาว่ากินเข้าไปหมดเพราะจะมีสัปเหร่อ ส่วนมากเป็นพระลามะ แล่เนื้อถอดกระดูก เอากระดูกมาตำใส่กับแป้งหรืออะไรก็ไม่รู้ให้นกกินเข้าไปหมด ฟังดูน่าสยดสยอง ถ้าเป็นพวกชาวจีนจะฝังศพ

(น.127) รถหยุด มี Deputy Commissioner (ภาษาจีนว่า จวนหยวน ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร ใหญ่กว่านายอำเภอ อาจจะเป็นหัวหน้าเขต) ของรื่อคาเจ๋อมา ที่จริงบริเวณนี้ยังเป็นพื้นที่นครลาซา ยังไม่เป็นพื้นที่รื่อคาเจ๋อ ต้องต่อไปอีกเล็กน้อยและข้ามสะพานไป แต่ว่าฝ่ายรื่อคาเจ๋อมาจัดไว้อย่างดี มีเต็นท์ มีน้ำหวาน น้ำชา มีสุขาเคลื่อนที่ 2 หลัง เมื่อทุกคนเข้ากันเรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อ ตามภูเขาแถบนี้มีนาขั้นบันได มีฝูงแพะ แกะ วัว ถนนไม่ค่อยจะดี มีเรือเฟอรี่ที่ข้ามไปลาซาได้ มีหมู่บ้านเล็กๆ 2-3 แห่ง ดูเป็นระเบียบ คนขับรถบอกว่า พวกนี้คือพวกที่รัฐบาลย้ายมาจากเขตภูเขา ผ่านสนามบินเล็ก ชื่อสนามบินเหอผิง เป็นสนามบินทหาร มีแบบนี้อีก 4 แห่งในทิเบต

รถแล่นเข้าไปในหมู่บ้าน ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าไปทำไม ที่จริงในกำหนดการเขียนว่ามาพรุ่งนี้

(น.133) ใต้ถุนมีห้องเก็บชิงเคอ เก็บได้ 2 ปี แต่พวกที่เก็บไว้เป็นปีที่ 2 แล้วต้องรีบขายไปหรือให้คนอื่นไป

ถามว่าเวลาพักผ่อนมีการบันเทิงอะไรบ้าง บอกว่าชอบแข่งม้า และเต้นรำ

คุณลุงและภรรยาเป็นคนเกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ ไม่ได้มาจากที่อื่น

เดินทางต่อไปตามถนนเดิมไปเมืองรื่อคาเจ๋อ หรือ ชิกาเซ่ (Shigatse, Xigaze) เป็นเมืองใหญ่ที่ 2 ของทิเบต ข้ามแม่น้ำหนีหยัง ถึงโรงแรมชื่อเดียวกับเมือง มีพิธีต้อนรับ แล้วขึ้นห้องอยู่ชั้นที่ 2 ห้องที่พักอาศัยไกลบันไดมากที่สุด เดินแล้วรู้สึกเหนื่อยกว่าที่ลาซา

รับประทานอาหารแล้วคิดว่าจะไปดูวัดเวลา 15.30 น. กำหนดเดิมเวลา 15.15 น. แต่เรามาช้าไปชั่วโมงหนึ่ง ทางเจ้าหน้าที่ท้องที่ก็เลยให้ออกเวลา 16.00 น. เสียเลย ตอนเดินไปรับประทานอาหารกลางวันเจอคณะทัวร์ฝรั่งเศส เข้าไปในร้านของที่ระลึกเจอคณะทัวร์อิตาเลียน

วัดจ๋าสือหลุนปู้ (ต้าชี่ลุนโป Tashi Lhunpo Monastery) วัดนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1477 โดยดาไลลามะองค์ที่ 1 ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์จงคาปา ใน ค.ศ. 1600 ปันฉานลามะองค์ที่ 4 เริ่มขยายวัดให้กว้างขึ้น จากนั้นก็สร้างต่อไปเรื่อยๆ ใน ค.ศ. 1713 ปันฉานลามะองค์ที่ 5 ได้รับตำแหน่งจากจักรพรรดิจีน วัดนี้จึงเป็นวัดประจำของปันฉานลามะ

(น.142) มีภาพทังกามาจากหังโจว มีรูปพระปันฉานลามะในอดีต

มีอีกอาคารที่อยากดูเพราะมีภาพฝาผนังงาม วันนี้เปิดไม่ได้เพราะเป็นวันอาทิตย์ คนเก็บกุญแจไม่ทราบว่าไปที่ไหน

ต่อไปที่วังฤดูร้อน เป็นวังที่พระปันฉานลามะประทับ เมื่อเข้าไปถึง เดินขึ้นไปชั้นที่ 2 เป็นที่อยู่พักผ่อน เก้าอี้โซฟาตรงกลางนั่งไม่ได้เพราะว่าเป็นที่ปันฉานลามะนั่ง มีผู้มาบรรยายให้ฟังว่านอกจากที่อาคารนี้และบริเวณรอบๆ ยังมีทุ่งหญ้าบนเขาอีกด้วยสำหรับปิกนิก

วังนี้รัฐบาลกลางเป็นผู้สร้างถวายปันฉานลามะองค์ที่10 ใน ค.ศ. 1956 มีโรงงานทำพรมของตนเอง

ระหว่างนั่งรอนี้ มาดามเซริงให้รับประทานขนมหลายอย่าง มีขนมของทิเบตเคี้ยวไม่ออกเลย อมไว้ตั้งนานก็ไม่ละลายเลยต้องแอบคาย เขาว่าน้ำแร่ก็เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ เนยแข็งนี้มีสรรพคุณแก้โรคขาดออกซิเจน แก้คอแห้ง พวกที่ปีนเขา Everest ของจีนจะเอาเนยแข็งแบบนี้เอาไว้ด้วย ค่อยๆ แทะก็กินได้ไปเอง แทะเนยแบบนี้ตอนขึ้นเครื่องบินแก้หูอื้อ มีวิตามินไม่มีไขมัน เสียอยู่ที่ไม่โฆษณาก็ไม่มีใครกิน

เมื่อรับประทานโน่นนี่ไปพักใหญ่ ขึ้นไปชั้น 3 มีห้องโถงสำหรับเข้าเฝ้า ใช้ทำพิธีศาสนาที่สำคัญ มีบัลลังก์ มีสุนัขสตัฟฟ์ใส่กรงเอาไว้ มีคนบริจาคเงินไว้ในนั้นด้วย

(น.147) กลับโรงแรม ลงไปรับประทานอาหารเวลาทุ่มครึ่ง ผู้นำของเมืองรื่อคาเจ๋อเลี้ยง ตัว Commissioner เป็นผู้หญิง ให้ของขวัญเป็นรูปวัดที่เกียงเซ (Gyantse) ซึ่งเราไม่มีโอกาสไป และกล่าวว่าชื่อเมืองรื่อคาเจ๋อ แปลว่า สิ่งประดับอันสวยงาม เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ มีแร่ธาตุมาก มีวัฒนธรรมเก่าแก่ มีภูเขาสูงกว่า 8,000 เมตร เวลานี้มีต่างประเทศมาร่วมโครงการพัฒนา (แต่ไม่มีโครงการลงทุนการค้า) เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ในด้านการรักษาพยาบาล การสร้างระบบชลประทาน กาชาดสวิสมาช่วยสร้างโรงเรียน มีฟาร์มผักอนามัย การพัฒนาพันธุ์จามรี มีพื้นที่ติดต่อกับอินเดีย

วันนี้ชวนดื่มเป็นการใหญ่ ที่นี่ระดับสูงกว่าลาซา ฉะนั้นเดินเร็วหน่อยก็เหนื่อย ข้าพเจ้าจึงพยายามระวังเรื่องการดื่ม แต่มาดามเซริงบอกว่า ไม่เห็นจะเป็นอะไร ดื่มแล้วทำให้นอนดี ต้องยอม มาดามอวดว่าการแพทย์แบบทิเบตนี้รักษาโรคที่การแพทย์ตะวันตกและการแพทย์จีนรักษาไม่หาย มาดามเคยเรียนการแพทย์ตะวันตกและเคยทำงานกรมอนามัยมา 30 ปี มาดามบอกว่าแพะที่นี่ไม่เหม็นเพราะมันปีนเขาขึ้นไปกินแต่สมุนไพร

รับประทานเสร็จกลับมาที่ห้อง สักประเดี๋ยวมีคนเคาะประตู ปรากฏว่าหมอทิเบตมาเคาะถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า บอกเขาว่าสบายดี เขาถามถึงท่านทูต ข้าพเจ้าชี้ห้องให้ ท่านทูตบอกว่าสบายดีไม่ต้องรักษา

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 151,154

(น.151) ไปถึงข้างบนมีคนอธิบายว่า ปราสาทยัมบูลาคัง ตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยาร์ลุงซังโป สร้างบนภูเขาที่ดูเหมือนขาของกวางตัวเมีย จึงได้ชื่อว่า ยัมบูลาคัง สื่อความว่า เป็นสิ่งก่อสร้างบนขาของกวางตัวเมีย ผู้สร้างคือกษัตริย์ทิเบตโบราณ ชื่อว่า เนี่ยฉือจ้านผู่ หรือ ญาตรีเซ็นโป (Nyatri Tsanpo) ในภาษาทิเบต สร้างในปี 127 ก่อนคริสต์ศักราช สถานที่นี้เกิดสิ่งมหัศจรรย์สิ่งแรกของทิเบตคือหมู่บ้าน Karlung Suoka ซึ่งเป็นหมู่บ้านแรกของทิเบต พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกคือ Nyatri Tsanpo วังแห่งแรก (คือวังที่เรากำลังอยู่นี้) และคัมภีร์พุทธศาสนาฉบับแรก Pankong Chagya มีเรื่องเล่าว่าตกลงมาจากฟ้า เจ้าหญิงเหวินเฉิงตอนเดินทางมาทิเบตก็มาพักที่นี่ พระประธานเป็นพระศากยมุนี พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกมีฉายาว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ประทับอยู่บนไหล่ เนื่องจากมาจากฟ้าผู้คนจึงตื่นเต้นแบกไว้บนบ่า ซงจ้านกานปู้เป็นองค์ที่ 33 ตั้งแต่กษัตริย์องค์แรกจนถึงองค์ที่ 33 ศูนย์กลางวัฒนธรรมอยู่แถบแม่น้ำยาร์ลุงซังโปนี้ ภาพเขียนเจ้าหญิงเหวินเฉิงนี้ลอกแบบมาจากที่วังโปตาลา รูปธรรมราชาองค์ที่ 3 เสนาบดีที่ไปนำเจ้าหญิงเหวินเฉิงมา และเสนาบดีที่ประดิษฐ์ตัวอักษรทิเบต พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 38 เป็นผู้แปลคัมภีร์มากมาย ตั้งแต่สถาบันแปล เข้าใจว่ามีการเปรียบพระองค์เหมือนกับพระมัญชุศรี


Sr_154_132.jpg

(น.154) รูป 132 ลามะกำลังสวดมนต์

Chanting session.

(น.154) เดินทางต่อไปวัดชางจู (วัดตรันดรุก Trandruk Lamasery) แปลว่า ไข่มุกอันรุ่งเรือง ตามชื่อภาษาจีน (ชาง = เจริญรุ่งเรือง จู = ไข่มุก) ถ้าตามความหมายภาษาทิเบตตรงกับคำว่า เหยาหลง เหยาเป็นเหยี่ยวชนิดหนึ่ง เล็กกว่าเหยี่ยวทั่วไป เหยาหลงหรือเหยี่ยวมังกร จึงเป็นสัตว์ผสม เอาชื่อสองอย่างมาผสมกัน เป็นโบราณสถานที่ได้รับการอนุรักษ์อันดับที่ 7 และเป็นวิหารรุ่นแรกของทิเบต ตามประวัติว่าผู้สร้างคือกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ พระองค์สร้างวัดแบบนี้ 12 วัด เจ้าหญิงเหวินเฉิงมาพักในฤดูหนาว บูรณะในสมัยดาไลลามะองค์ที่ 5 ในแผนที่ทิเบตที่เป็นรูปยักขินี ตามที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงคิดขึ้น วัดนี้อยู่ตรงไหล่ขวาของยักษ์ (หนังสือบางเล่มว่าเป็นไหล่ซ้าย)

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 162,163,170,172,175,177

(น.162) วัดนี้สร้างเสร็จใน ค.ศ. 779 ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าพุทธศาสนาจะเข้ามาในทิเบตแล้ว แต่ยังไม่มีพระสงฆ์และการประกอบพิธีกรรมที่ถูกต้อง กษัตริย์ฉือซงเต๋อจ้าน (ตรีซงเตเซน Trisong Detsen) ผู้สร้างวัดซังเยจึงตัดสินใจเชิญพระ 3 รูป คือ พระศานตรักษิตะ พระปัทมสัมภวะ แต่ต่อมาเชิญพระกมลศีละจากอินเดีย พระปัทมสัมภวะเป็นผู้เลือกสถานที่ก่อสร้าง และพระศานตรักษิตะเป็นผู้ออกแบบ เมื่อสร้างเสร็จแล้วพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำรัฐ ทางวัดเชิญพระผู้มีความรู้จากจงหยวนและอินเดียมาแปลพระสูตรเป็นภาษาทิเบต (คำว่า จงหยวน ภาษาจีนแต้จิ๋วว่า ตงง้วน หรือ China Proper ในภาษาอังกฤษนั้น คือ พื้นที่ช่วงกลางและช่วงใต้ของลุ่มแม่น้ำหวงเหอ ที่เป็นจุดกำเนิดอารยธรรมลุ่มแม่น้ำหวงเหอ พื้นที่ส่วนใหญ่ของจงหยวนอยู่ในมณฑลเหอหนาน บางส่วนอยู่ทางตะวันตกของมณฑลซานตง ทางใต้ของมณฑลเหอเป่ยกับมณฑลซานซี) กษัตริย์ฉือซงเต๋อจ้านคัดเลือกขุนนาง 7 คนมาบวชเป็นลามะ 7 รูปแรก วัดซังเยจึงเป็นวัดแรกที่ถึงพร้อมด้วยพระรัตนตรัย คำว่า ซัมเย่ (หรือ ซังเย ตามเสียงภาษาจีน) เป็นภาษาทิเบต แปลว่า “คิดไม่ถึง” เมื่อกษัตริย์ฉือซงเต๋อจ้านกล่าวขึ้นว่าจะสร้างวัด พระปัทมสัมภวะใช้เวทมนตร์เสกภาพวัดขึ้นมาในอุ้งมือ

เมื่อเข้าไปเป็นห้อง มีรูปปั้นนักแปลมีชื่อเสียง มีรูปผู้สร้าง 3 ท่านที่ได้กล่าวนามมาข้างต้น

สถาปัตยกรรมของวัดนี้เลียนแบบเขาพระสุเมรุ สูง 3 ชั้น มี 3 แบบ คือ แบบทิเบต แบบจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น และแบบเนปาล

(น.163) ชั้นล่างเป็นแบบจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น เป็นที่ประกอบพิธีศาสนา มีลามะ 130 รูป บนภูเขายังมีที่บำเพ็ญภาวนาอยู่อีก 10 กว่ารูป ฝึกสมาธิ 250 รูป มีสถาบันศึกษาคัมภีร์ศาสนา มีนักเรียน 170 กว่ารูป อายุ 18 จึงมาเรียนได้ หลักสูตรที่เรียน 5-6 ปี เริ่มต้นต้องเรียนภาษาทิเบต พระอธิบายว่าหนังสือที่เรียนมี 13 เล่มที่สำคัญ ตอนต้นสอนเรื่องอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป (สอนศีลธรรม)

เมื่อเข้าไปเห็นพระกำลังอ่านคัมภีร์ พระประธานห้องนี้เป็นรูปดั้งเดิมสร้างมาพร้อมกับวัด เป็นหินสลักเล่าว่าเป็นหินเกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบที่ภูเขาใกล้ๆ กับวัดชื่อเขา ฮาปู้ซื่อ เป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ สองข้างพระประธานทำเป็นรูป 8 ปางของพระพุทธเจ้า ฝาผนังมีภาพเขียนลวดลายประกอบสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะคล้ายๆ สถาปัตยกรรมอินเดีย ภาพฝาผนังเป็นภาพเก่า เขาก็เลยไม่ให้ฉายไฟเกรงว่าภาพจะเสีย เพดานเป็นลายมัณฑละ ประตูทางเข้าทำเป็น 3 ชั้น คนอธิบายบอกว่าหมายถึงวิโมกขมุข 3 คือ สุญญต-ว่าง อนิมิตต-ไม่มีนิมิต อัปปณิหิต-ไม่ทำความปรารถนา ข้างฝามีรูปพระศากยมุนี 1,000 องค์ อายุประมาณ 800 กว่าปี ภาพฝาผนังที่นี่มีมากกว่าวัดทุกแห่งในทิเบต ยังไม่เคยบูรณะเลย ซ่อมเฉพาะรูปปั้น (เท่าที่มองดูเหมือนกับซ่อมบางส่วนแล้ว) อายุวัด 1,200 กว่าปี ภาพฝาผนังประมาณ 500 ปี มีธรรมาสน์ของพระดาไลลามะและพระปันฉานลามะ ความสูงต่างกัน ตรงเบาะที่รองพระดาไลลามะมี 6 ชั้น พระปันฉานลามะ 5 ชั้น

ต้นตำรับของความเชื่อเรื่องลามะกลับชาติมาเกิด ยังมีวัดที่เป็นนิกายนี้โดยเฉพาะ

(น.170) อาจารย์มิลาเรปา หรือ มิเล่อรื่อปาในภาษาจีนเป็นพระที่เป็นกวีซึ่งมีความสามารถยิ่งด้วย ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 จาริกไปในทิเบต ทำให้คนเร่ร่อนในพื้นที่แถบนี้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ แต่งเพลงไว้ประมาณ 100,000 เพลง มีคนแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว ในภาษาฝรั่งเศสมักเรียกท่านว่า Milarepa

มีรูปยมานตกะ (Yamāntaka) เป็นเทพเล็กๆ เป็นบริวารของพระอักโษภยะ

ในวัดมีหีบใหญ่สำหรับใส่ซัมปา เป็นอาหารเช้าของลามะ ในห้องนี้ลามะกำลังทบทวนคัมภีร์ ลามะที่นั่งติดกันไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องเดียวกัน มีหัวหน้าลามะถือกระบองเหล็กคอยดู ไม่ให้พระนั่งหลับหรือคุยกัน ขอให้พระสวดพร้อมๆ กันให้ฟังด้วย

ขึ้นไปอีกชั้นเป็นลานคล้ายๆ ดาดฟ้า มีชาวบ้านนั่งเย็บม่าน (เย็บจักร) ม่านพวกนี้เปลี่ยนปีละครั้ง มีคนซ่อมม่านขนจามรี ซ่อมพรมที่ปูให้พระนั่ง เป็นพวกผู้หญิงชาวบ้านไม่ได้อยู่ในวัด

ภาพฝาผนังมีรูปการเล่นกีฬาและร้องรำทำเพลงแบบที่ชาวบ้านแถบนี้ชอบเล่น เช่น มวยปล้ำ ยกน้ำหนัก อีกด้านมีรูปเครื่องบริขารต่างๆ ของพระ เช่น รองเท้า ไม้เท้า สิ่งที่ต้องห้ามตามวินัย เช่น ห้ามสวมรองเท้าลาย ห้ามติดตาปูเกือกม้าที่รองเท้า กุฏิต้องเป็นแบบใด ธุดงควัตร การสวดมนต์ต้องเรียบร้อย ห้ามเอาจีวรแขวนไว้บนต้นไม้ รูปเหล่านี้เขียนสมัยดาไลลามะองค์ที่ 5

(น.170) รูป 142 ชาวบ้านนั่งเย็บผ้าม่านขนจามรีบนลานดาดฟ้าของวัด

(น.172) ชั้น 2 นี้สถาปัตยกรรมเป็นแบบทิเบต ผนังมีรูปพระพุทธเจ้า 8 ปาง ตรงช่องหน้าต่างมองเห็นได้ว่ากำแพงอาคารนี้หนามาก มีรูปพระปัทมสัมภวะ พระอมิตาภะ ทำด้วยโลหะ 5 ชนิดผสมกัน มีเจดีย์วิญญาณของพระนิกายหนิงม่าปะในคริสต์ศตวรรษที่ 18 กำแพงอีกชั้นมีภาพฝาผนังอยู่ในสภาพดี เข้าใจว่าเขียนในราชวงศ์หยวนช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 รัฐบาลท้องถิ่นที่นับถือนิกายสาเกียปะก็บูรณะไว้อย่างดี ส่วนที่มีแสงเข้าภาพเลือนไปบ้าง ภาพผนังเหล่านี้มีคำอธิบายประกอบด้วย มีรูปจักรวาล ภาพพุทธประวัติ

ชั้นที่ 3 เป็นแบบเนปาล อินเดีย หลังคาเป็นแบบโคทาน ข้างในไม่มีเสา ข้างนอกไม่มีกำแพง มีพระตามทิศต่างๆ พระอาทิพุทธไม่สวมเสื้อผ้ากอดกับศักติ (แต่มีคนเอาเสื้อผ้ามาใส่ให้) คือ นางปรัชญาปารมิตา พยายามดูว่าทิศไหนประดิษฐานพระธยานิพุทธองค์ไหน ดูแล้วงงเลยเลิกดู

ชั้น 4 เห็นสิ่งก่อสร้างในวัดนี้ได้หมด วัดนี้วางรูปเหมือนจักรวาล มีวิหารหลังนี้เปรียบเหมือนเขาพระสุเมรุอยู่ตรงกลาง มีพระเจดีย์สีต่างๆ แดง เหลือง ดำ เขียว 4 องค์ วิหารทวีป 4 ทวีปตามระบบจักรวาลโบราณเหมือนที่พรรณนาไว้ในไตรภูมิพระร่วงของเรา

ทิศเหนือ เป็นทวีปอุตตรกุรุ
ทิศตะวันออก เป็นทวีปบุพพวิเทหะ
ทิศใต้ เป็นทวีปชมพูทวีป
ทิศตะวันตก เป็นทวีปอปรโคยานี

(น.175) ผู้บรรยายพาไปดูของล้ำค่าที่ใส่ตู้เอาไว้ มีพระพุทธรูปหยกเชื่อว่าอายุ 2,000 ปี ปิดทองจนมองไม่เห็นว่าเป็นอย่างไร รองพระบาทข้างซ้ายของพระปัทมสัมภวะ อีกข้างเก็บไว้ที่วังโปตาลา มีเรื่องเล่าว่าเมื่อสร้างวัดซังเยเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระปัทมสัมภวะก็ออกจากทิเบต เดินทางไปทิศใต้ไปไหนก็ไม่รู้ หัวกะโหลกของลามะองค์หนึ่งที่วัดนี้อายุยืน 999 ปี ปีสุดท้ายก่อนมรณภาพมีฟันงอกออกมา หัวกะโหลกนี้อายุ 1,300 กว่าปีแล้ว กล่องหินเก็บเส้นเกศาของพระปัทมสัมภวะ ไม้เท้าที่พระปัทมสัมภวะเคยใช้

รูปพระมัญชุศรี เป็นโลหะผสมอายุ 1,000 กว่าปีแล้ว มีห้องบรรทมดาไลลามะ

ลงไป ชั้นล่างสุดมีภาพฝาผนัง ภาพกีฬาพื้นเมือง รูปลามะ 7 ท่านแรก รูปไก่ขาวตัวผู้ เป็นไก่ศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด มีเรื่องว่าคืนหนึ่งกลางดึกไฟไหม้วัด ไก่ขันปลุกคนขึ้นมาดับได้ทันท่วงที

ภาพพุทธประวัติ ปางประสูติพระพุทธเจ้าออกมาทางสีข้างของพระนางสิริมหามายา (แต่รูปพระพุทธเจ้าหายไปแล้ว) ที่จริงมีเรื่องตั้งแต่พระนางสิริมหามายาทรงพระครรภ์ ทรงพระสุบินว่ามีช้างลงมา ภาพหลังจากประสูติแล้วประทับในวัง (ภาพลบไปหมดแล้ว) มามองเห็นอีกทีตอนเสด็จออกภิเนษกรมณ์ ตัดพระเกศา ภาพชาดกที่พระโพธิสัตว์ตัดเนื้อให้แม่เสือกิน เพื่อให้แม่เสือมีนมให้ลูกกิน มีอักษรเขียนรายชื่อผู้ที่บริจาคเงิน

(น.177) ด้านนอกวัดมีศิลาจารึกหลักใหญ่เป็นจารึกสมัยโบราณ พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานพรให้ศาสนาที่นี่เจริญรุ่งเรือง

ออกไปที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใกล้วัด ตั้งเต็นท์เลี้ยงอาหารเหมือนเมื่อวานนี้ เมื่อรับประทานเสร็จมีนักข่าวหนังสือพิมพ์ซินหัวมาสัมภาษณ์เป็นภาษาจีน ข้าพเจ้าฟังคำสัมภาษณ์ของเขาเข้าใจดี แต่ไม่ทราบว่าคำตอบจะดีหรือเปล่าเพราะนึกคำที่เหมาะสมไม่ได้

ออกเดินทางช้ากว่ากำหนดไปชั่วโมงหนึ่ง พอรถแล่นได้ชั่วโมงหนึ่งก็หยุดอีก แต่แรกไม่ทราบว่าหยุดทำไมไม่มีใครบอกว่าอย่างไร ทราบภายหลังว่ารถคันเดียวกับที่ตกหล่มเมื่อวันก่อนยางแตก เข้าเมืองซานหนาน ถนนดี อากาศก็ดีท้องฟ้าสีฟ้าใส เมฆขาวเป็นปุย

ประมาณ 16.15 น. ถึงเมืองก้งก่า เข้าห้องน้ำที่เดิมและออกเดินทางถึงที่พักโรงแรมลาซา เวลาหกโมงเย็น อาบน้ำสระผมแล้วไปโรงแรมหงเฉียว เลี้ยงฝ่ายจีน-ทิเบต ดูเหมือนจะเป็นอาหารเสฉวน รับประทานแล้วมีรายการบันเทิงคือผลัดกันร้องเพลง ส่งท้ายก่อนจบมีการเต้นระบำทิเบต

กลับโรแรมลาซา

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 179,182,185,186,188,189,190,191,195,196,197,198

(น.179) เช้าวันนี้ไปวัดเจ๋อปั้ง (วัดเดรปุง Drepung) มาดามเซริงนั่งรถไปด้วย

วัดเจ๋อปั้งนี้กล่าวกันว่าเป็นวัดที่กว้างขวางและร่ำรวยที่สุดในทิเบต สร้างใน ค.ศ. 1416 สมัยดาไลลามะองค์ที่ 2 ผู้สร้างเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของพระอาจารย์จงคาปา มีขุนนางตระกูลหนึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ สมัยดาไลลามะองค์ที่ 5 ขยายให้กว้างขวางขึ้น วัดอยู่ห่างจากเมืองลาซาไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ 5 กิโลเมตร อยู่เชิงเขาเก๋อเป้ยอู่จือซาน (Gambo Utse) ชื่อวัดแปลว่า กองข้าว สมัยที่รุ่งเรืองที่สุดปรากฏว่ามีพระอยู่ถึง 10,000 รูป เป็นสถานศึกษาของลามะระดับสูงที่ทรงความรู้หลายรูป มาดามเซริงบอกว่าสมัยก่อนปลดปล่อย เคยมี 7,700 รูปอยู่ครั้งหนึ่ง ขณะนี้ที่จดทะเบียนมี 580 รูป พระมาจากมณฑลกานซู่และมณฑลชิงไห่ ที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ที่นี่มีถึงประมาณ 200 รูป รวมเป็นประมาณ 800 รูป เข้าไปเป็นห้องโถงใหญ่สำหรับพระมาชุมนุมกัน บนเสาแขวนเครื่องแบบทหารสมัยก่อน ฝาผนังเป็นภาพพุทธประวัติ ซ่อมเมื่อ ค.ศ. 1991 มีรูปพระอรหันต์ 16 องค์ (ทำไมไม่เป็น 18 องค์เหมือนที่วัดอื่นก็ไม่ทราบ) มีตู้ใส่คัมภีร์

ขึ้นบันไดไปอีกห้องหนึ่งมีรูปเจ้าอาวาสเก่าที่เพิ่งมรณภาพไปเมื่อ ค.ศ. 1997 มีวิหารพระพุทธรูป 3 สมัย พระสาวก 18 รูป พระอาจารย์จงคาปา วัชรปาณี หัยครีวะ เป็นเทพมีรูปม้าโผล่ขึ้นมาบนหัว

ข้างฝามีคัมภีร์อยู่ตามชั้นข้างฝา

(น.182) พระให้ข้าพเจ้าสวดมนต์หน้าพระไมเตรยะ ข้าพเจ้าสวดไม่เป็น บอกให้คุกเข่าที่เบาะที่เตรียมไว้แล้ว พระทั้งหลายสวดให้ ฟังสวดมนต์เป็นเรื่องดีมีมงคล แต่ใจไม่ดีว่ามนต์จะยาวแค่ไหนก็ไม่ทราบ เมื่อสวดมนต์จบพระเทน้ำมนต์จากหอยสังข์บนมือให้ดื่มและลูบหัว พาไปที่องค์พระเอาชายผ้าห่มพระประธานตีหัว

ในวิหารพระ มีตะกร้าที่เล่ากันว่าพระอาจารย์มิลาเรปาเคยใช้

อีกห้องหนึ่งมีพระพุทธรูปที่เล่ากันว่ามาจากวัดต้าเจาซื่อ หรือวัดโจคัง (Jokhang) คือวัสดุที่นั่นเหลือจึงมาทำพระที่นี่ (ถามดูอีกทีว่าใช้วัสดุนั้นทำอะไร ได้ความว่าพระพุทธรูปที่วัดต้าเจาซื่อเป็นของเก่ามาจากอินเดียที่ทำใหม่ที่ทิเบตคือ มงกุฎ) มีทังกาเก่าๆ ลงบันไดมีรูปพระไมเตรยะอีกองค์ รูปดาไลลามะองค์ที่ 6 ในห้องมีคัมภีร์กันจูร์บอกว่ามี 13 ชุด เป็นลายมือเขียนด้วยหมึกทอง

มีสถูปวิญญาณของดาไลลามะองค์ที่ 2 ขององค์ที่ 5-13 อยู่ที่วังโปตาลา องค์ที่ 1 อยู่ที่วัดจ๋าสือหลุนปู้ (ต้าชี่ลุนโป) องค์ที่ 3-4 อยู่อีกวิหารในวัดนี้ ซึ่งเปิดให้คนเข้านมัสการปีละครั้ง คือในวัน Stupa Festival วันที่ 8 เดือน 7 ตามปฏิทินทิเบต ซึ่งจะถึงในวันอาทิตย์นี้ (26 สิงหาคม 2544)

ในห้องมีกระจกเงา บอกว่าคนที่หน้าดำมีสิวไม่สวยส่องกระจกแล้วหน้าจะขาวสวยขึ้น อาจจะเกินแก้แล้วจึงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง กระจกนี้ลูกสาวของผู้ศรัทธาวัดนี้ถวายราว 500 ปีมาแล้ว

Sr_185_152.jpg

(น.185) รูป 152 ลายมือรองประธานสภาประชาชน เขียนจุดประสงค์ของการทำหอจดหมายเหตุแห่งนี้ด้วยภาษาทิเบตแบบหวัด

Purposes of establishing the National Archive written in Tibetan running script by Vice Chairman of the People's Congress.

(น.185) เดินขึ้นไปชั้น 3 บรรยายสรุปว่าหอจดหมายเหตุนี้เป็นหอจดหมายเหตุอเนกประสงค์ เป็นสถานที่รักษาจดหมายเหตุเกี่ยวกับประวัติของภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต และเอกสารมีค่าที่เก็บจากหน่วยราชการทุกหน่วยงาน มีเนื้อที่ทั้งหมด 30,000 ตารางเมตร ตึกมีเนื้อที่ 1,200 ตารางเมตร มีเอกสารตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาในประวัติศาสตร์กว่า 700 ปี เอกสารส่วนใหญ่เป็นภาษาทิเบต ยังมีภาษาจีน แมนจู หุย มองโกล สันสกฤต เนปาล อังกฤษ รัสเซีย รวมทั้งสิ้น 11 ภาษา (หายไปไหน 2 ภาษาก็ไม่ทราบ) ส่วนใหญ่เขียนบนกระดาษ นอกจากนั้นเขียนบนกระดูก ทอง โลหะต่างๆ มีเนื้อหาด้านการเมือง เศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ ศาสนา โหราศาสตร์ การแพทย์ทิเบตโบราณ อัตราภาษี ธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การคิดเลขโบราณ ส่วนใหญ่ใช้หมึกเขียน (หมึกธรรมดา) ถ้าเป็นจดหมายเหตุสำคัญจะใช้หมึกทองคำ หมึกเงิน ชาด เป็นต้น รัฐบาลกลางเห็นความสำคัญต่อการฟื้นฟูพัฒนาจดหมายเหตุ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินมาชมและเขียนลายมือพู่กันให้แก่หอจดหมายเหตุ มีใจความว่า อารยธรรมและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่เป็นส่วนประกอบสำคัญของอารยธรรมจีน พนักงานของหอจดหมายเหตุมี 100 คน 90% เป็นคนทิเบต หอจดหมายเหตุนี้ตั้งขึ้นหลัง ค.ศ. 1959 เปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาศึกษา นอกจากนั้นยังร่วมมือกับนักวิชาการภายในและภายนอกประเทศได้ผลดี

(น.186) มีห้องนิทรรศการให้ดู มีประวัติศาสตร์ทิเบตตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน มีของให้ดู เช่น พระบรมราชโองการ กฎมณเฑียรบาลสมัยราชวงศ์หมิง มีเอกสารแสดงการใช้นโยบายพระราชทานตำแหน่งแก่ข้าราชการทิเบตและอื่นๆ

เอกสารราชวงศ์ชิง รัชศกซุ่นจื่อ ตั้งพระดาไลลามะ พระปันฉานลามะ และขุนนางทิเบต

เข้าไปในห้องนิทรรศการประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์หยวนถึงปัจจุบัน กฎหมายราชวงศ์หยวน ค.ศ. 1304 พระบรมราชโองการเป็นภาษามองโกล เขาอธิบายว่ามณฑลอื่นจะไม่ค่อยพบพระบรมราชโองการแบบนี้ มีป้ายทองภาษามองโกลด้วย

จักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ในราชวงศ์หมิง มีพระบรมราชโองการให้ตั้งจวนผู้ว่าราชการทั้งทหารและพลเรือนของเขตอาหลี่ใน ค.ศ. 1373 (เดือนที่ 2 ปีที่ 6) กระดาษที่เขียนเป็นสีๆ จวนที่ตั้งนี้เป็นทั้งบ้านพักและที่ทำการ

จดหมายเหตุสมัยราชวงศ์หมิง จักรพรรดิหย่งเล่อให้พระนิกายกาตัมปะของทิเบตไปปักกิ่ง

สมัยราชวงศ์ชิง มีเอกสารการแต่งตั้งดาไลลามะและพระปันฉานลามะ สมัยจักรพรรดิคังซีตั้งนายพลท่านหนึ่งที่ชนะกบฏของมองโกล เป็นปีที่ 60 ในรัชกาล

ใน ค.ศ. 1724 สมัยจักรพรรดิยงเจิ้งพระราชทานตราทองคำดาไลลามะองค์ที่ 7 มีภาษาทิเบต มองโกลและแมนจู (ไม่มีภาษาจีน) รวมทั้งมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเสนาบดีทิเบตที่ปราบมองโกลได้

(น.188) จักรพรรดิเจียชิ่งให้ทายาทสืบทอดวิญญาณของดาไลลามะองค์ที่ 9 ขึ้นครองได้โดยไม่ต้องจับฉลากปีที่ 13 ของรัชกาล ค.ศ. 1808

จักรพรรดิเจียชิ่งตอบจดหมายดาไลลามะองค์ที่ 9 ซึ่งไปเฝ้าที่ปักกิ่ง ตั้งขุนนางสำเร็จราชการ ค.ศ. 1820

พระบรมราชโองการจักรพรรดิเต้ากวง ค.ศ. 1822 ตั้งขุนนางคนเดิมสำเร็จราชการ เมื่อดาไลลามะองค์ที่ 9 มรณภาพ ยังหาองค์ที่ 10 ไม่ได้

สาส์นแสดงความยินดีของจักรพรรดิเต้ากวงตอนฉลองดาไลลามะองค์ที่ 10 ค.ศ. 1823

จักรพรรดิเต้ากวงให้หาเด็กสืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 10 ตั้งดาไลลามะองค์ที่ 11

จักรพรรดิเต้ากวงมีลายพระหัตถ์ป้ายชื่อวัดแห่งหนึ่งในซานหนาน

จักรพรรดิเสียนเฟิงออกพระบรมราชโองการตั้งเจ้าเมืองสำเร็จราชการที่ทิเบต เนื่องจากดาไลลามะองค์ที่ 12 ยังเด็ก แต่งตั้งดาไลลามะองค์นี้ใน ค.ศ. 1858 จับสลากแจกแจกันทองตามประเพณีที่เริ่มใช้ใน ค.ศ. 1793

จักรพรรดิถงจื่อเขียนลายพระหัตถ์พู่กันเป็นชื่อวัดจ๋าสือหลุนปู้ เป็น 4 ภาษา

ภาพที่พระนางซูสีเขียนให้ดาไลลามะองค์ที่ 13 ข้อความบนภาพนั้นเสนาบดีชื่อจางจือเว่ยเป็นผู้เขียน


Sr_188_154.jpg

(น.188) รูป 154 ภาพฝีพระหัตถ์พระนางซูสีพระราชทานดาไลลามะองค์ที่ 13

Painting by the Empress Dowager Cixi, a gift to the 13th Dalai Lama.

(น.189) จักรพรรดิกวงสวี่ตั้งดาไลลามะองค์ที่ 13 พอตั้งไม่นานก็เปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลจีนเลยให้การรับรอง

ป้ายที่จักรพรรดิเฉียนหลงเขียนให้วังโปตาลา แต่เขาอวดว่าที่ในหอจดหมายเหตุเป็นของแท้ เขียนเมื่อ ค.ศ. 1760 เป็นปีที่ 25 ในรัชกาล

หนังสือรายงาน (เขียนบนกระดาษ) ว่าทหารเนปาลโจมตีถึงทิเบตแล้ว ให้ทหารจีนไปปราบให้ได้ เอานายพล 2 ท่านจากเสฉวนมาประจำการที่เมืองลาซา และภาคส่วนหลังของทิเบต

บันทึกเสนาบดีทิเบตร่วมกับพระปันฉานลามะรายงานจักรพรรดิเต้ากวง ขอให้ปรับปรุงกฎหมายทิเบต 29 ข้อ

บันทึกประวัติที่อังกฤษเข้ามารุกรานทิเบต ฆ่าคนตายไป 3,000 คน ชิงทรัพย์สินชาวบ้าน ทำลายวัด

สมัยสาธารณรัฐ มีโทรเลขของยวนซีไขถึงดาไลลามะองค์ที่ 13

ลายมือเจียงไคเช็คถึงดาไลลามะองค์ที่ 13 ให้เข้าข้างรัฐบาลกลางของจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ดาไลลามะองค์นี้มรณภาพใน ค.ศ. 1933 ในปี ค.ศ. 1940 ตั้งองค์ที่ 14

โทรเลขประธานกิจการมองโกล ทิเบต หวงมู่ซง

หลังจาก ค.ศ. 1959 มีลายมือประธานเหมาและหลิวเซ่าฉีถึงดาไลลามะ จดหมายหลิวเซ่าฉี จดหมายโจวเอินไหลถึงดาไลลามะ ลายมือเติ้งเสี่ยวผิงและเจียงเจ๋อหมิน

(น.190) ห้องจดหมายเหตุทิเบต แสดงวัสดุและวิธีการบันทึกจดหมายเหตุทิเบต คัมภีร์ใบลาน ทังกา การเขียนบนไม้ ปกคัมภีร์กันจูร์ทำด้วยไม้ แม่พิมพ์ไม้ที่นี่มี 100,000 แผ่น

มีรูปวาดรูปหนึ่งเขียนแบบชาวบ้านเขียนไม่ได้มีศิลปะอะไรมากนัก คนที่หอจดหมายเหตุบอกว่าเรื่องราวที่เขียนน่าสนใจ เขียน ค.ศ. 1941 แต่คาดเหตุการณ์อนาคตได้

ตอนที่ปันฉานลามะองค์ที่ 9 สิ้น ก็ต้องหาเด็กมาเป็นปันฉานลามะองค์ที่ 10 การแสวงหาต้องไปดูที่ทะเลสาบ เมื่อไปดูที่ทะเลสาบ ผิวน้ำสะท้อนเป็นภาพ 13 ภาพ ช่างจึงวาดเอาไว้ ภาพแรกเป็นภาพวัดที่มณฑลชิงไห่ ข้างๆ วัดมีต้นไม้ เด็กควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ วัดที่อยู่ข้างๆ ควรเป็นวัดที่พ่อของเด็กเคยบวช มีเสือตัวหนึ่ง กระต่ายหลายตัว ตีความว่าเด็ก 2 คน ปีเสือกับปีกระต่าย คนที่ได้รับเลือกควรจะปีเสือ มีรูปผู้หญิงสันนิษฐานว่าเด็กคนนี้จะไปทิเบต รูปเจดีย์ไม่มียอด แสดงว่าจะลาสิกขาแล้วแต่งงาน (แต่งงานช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจริงๆ ) สีดำหมายถึงจะต้องเดินทางไกลและยากลำบาก นกปากแดงหมายถึงสิ่งที่ไม่เป็นสิริมงคลอายุอาจไม่ยืน วัดจ๋าสือหลุนปู้แสดงว่าจะใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในวัดนี้ มีกลองใหญ่สูงเท่าตึก 2 ชั้น แสดงว่าจะมีชื่อเสียง ตรงกลางเป็นรูปที่แสดงว่ามีการปกครองระหว่างชนชาติ

เอกสารอื่นๆ มีโฉนดที่ดิน เอกสารแสดงอัตราภาษี

(น.191) ดาไลลามะตั้งขุนนางมองโกล จดหมายเหตุเกษตรปศุสัตว์ เรื่องการปลูกต้นไม้ เลี้ยงแกะแพะ บัตรยกย่องเกษตรกรดีเด่น ผู้ที่เลี้ยงแกะได้มาก เงินโบราณต่างๆ แม่พิมพ์เงินธนบัตร แสตมป์ทิเบต รหัสโทรเลข เอกสารหลักฐานการสร้างถนนและท่าเรือ รายชื่อคนเป็นทหาร รายงานการทำอาวุธ ตำราหมอแมะทิเบต ภาพสรีระ สาเหตุของโรค แผนที่เขตเจียงจือ เขียนเป็นภาพแสดงภูเขาแม่น้ำเหมือนภาพฝาผนัง เป็นแผนที่สมัยราชวงศ์ชิง มีรายละเอียดสถิติมากมาย เช่น หมู่บ้านมีกี่วัด วัดมีลามะกี่รูป มีประชากรกี่ครัวเรือน มีหมาเฝ้าบ้านกี่ตัว การวัดเส้นทางบอกว่าขี่ม้าไปกี่วัน

รายงานแร่ธาตุต่างๆ ชาวอังกฤษเป็นผู้เขียน มีภาพถ่ายประกอบ พบแร่ธาตุมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดง

แผนที่ทิเบตรูปนางยักษ์

แร่ธาตุที่ขุดพบในซานหนาน

หนังสือเกี่ยวกับลักษณะม้า มีภาพประกอบ

ภาพร่างบนผ้าเป็นภาพแบบจีน

ท่ามือและเท้าของระบำศาสนา (หนังสือเล่มนี้ถูกหนูกัด)

รูปถ่ายเก่าๆ แสดงวิวัฒนาการการแต่งกายสตรีทิเบต

ข้อสอบลามะ

ตำราเขียนภาพ

กฎหมายรวมตั้งแต่สมัยซงจ้านกานปู้ มีบทว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าด้วย กฎหมายรวมตั้งแต่สมัยซงจ้านกานปู้ มีบทว่าด้วยการอนุรักษ์สัตว์ป่าด้วย

(น.195) คำถามที่เขายกตัวอย่างให้ฟังเหมือนที่เด็กๆ ชอบทายปัญหาเชาวน์กัน เช่น ม้าเป็นสีขาวใช่ไหม คำตอบว่าใช่ ก็เท่ากับตอบผิด เพราะว่าม้าไม่ได้เป็นสี ม้าเป็นสัตว์

ก่อนกลับพระเชิญซื้อของ คนขายก็เป็นพระ มีหนังสือและของที่ระลึกต่างๆ

กลับโรงแรม

เวลา 17.30 น. ไปที่ที่ทำการราชการของทิเบต พบประธานสภาของทิเบตชื่อ รื่อตี้ เขาบอกว่าได้เดินทางพร้อมกับคณะสภาของทิเบตไปเยือนประเทศไทยเมื่อ 2 ปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจ ขณะนี้ทุกครั้งที่ทราบว่ามีคณะคนไทยมาก็จะต้อนรับด้วยตนเอง ผู้ที่มาร่วมต้อนรับข้าพเจ้ายังมีรองประธานสภา เป็น Living Buddha หญิงรองประธานที่ปรึกษา (หญิง) เป็นนักร้องเสียงสูงที่มีชื่อของจีน อีกคนเป็นชาวหุยเป็นรองอธิบดีกรมกิจการพลเรือนทิเบต อธิบดีกรมวัฒนธรรม ล้วนเป็นผู้หญิงเท่านั้น

ประธานสภารื่อตี้เป็นห่วงว่าเมืองต่างๆ ที่ข้าพเจ้าไปชมมาแล้ว ถนนหนทางไม่สะดวกเลย แต่เดิมทางดีกว่านี้ แต่เกิดอุทกภัยถนนเสียหาย ประธานสภาเล่าต่อไปว่าบ้านเดิมอยู่ที่เขตปศุสัตว์ทางเหนือ อยู่เหนือระดับน้ำทะเล 4,500 เมตร อยู่ห่างลาซา 400 กิโลเมตร เป็นเขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีสัตว์ต่างๆ จำนวนมาก เช่น ม้าป่า แพะป่า วัวป่า พื้นที่ประมาณ 100,000 ตารางกิโลเมตร มีทะเลสาบทั้งทะเลสาบน้ำเค็มและทะเลสาบน้ำจืด


Sr_196_157.jpg

(น.196) รูป 157 เข้าพบประธานสภาของทิเบต

An audience with the Chairman of Tibetan Council.

(น.196) พูดถึงนโยบายการพัฒนาภาคตะวันตกของรัฐบาลกลาง ที่นี่มีโครงการที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างทางรถไฟชิงไห่-ลาซา ความยาว 1,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เงินทุน 26,000 ล้านหยวน คาดว่าจะสร้างสำเร็จใน 6 ปี เวลานี้ทิเบตยังไม่มีทางรถไฟ ผู้นำจีนทุกสมัยสนใจเรื่องการสร้างทางรถไฟตั้งแต่รุ่นประธานเหมาเจ๋อตุง ท่านเติ่งเสี่ยวผิง และประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน แต่เป็นโครงการที่ทำให้สำเร็จได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูง จึงเพิ่งเริ่มได้ในยุคนี้ เมื่อทางรถไฟเสร็จ จะพัฒนาท้องถิ่นได้ดีขึ้น การท่องเที่ยวจะดีขึ้นด้วย

ทิเบตมีเอกลักษณ์คือ ไม่มีวิสาหกิจใหญ่และกลาง ภายหลังการประชุมครั้งที่ 3 เมื่อ ค.ศ. 1978 รัฐบาลกลางจัดสัมมนาพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ครั้ง ในการประชุมครั้งที่

(น.197) 4 ใช้นโยบายพิเศษในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคม การสื่อสาร พลังงาน งานพวกนี้ต้องใช้เทคนิคสูง ทิเบตยังมีปัญหาเรื่องทรัพยากรมนุษย์ แต่เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนับว่าพัฒนาไปมากแล้ว แต่ก่อนไม่มีโรงเรียน เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนทุกระดับ มีคำขวัญว่า ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาประเทศ รัฐบาลกลางมีนโยบายพัฒนาการศึกษา ฉะนั้นเด็กในเขตปศุสัตว์จึงได้เรียนและกินอยู่ฟรี ได้เสื้อผ้าฟรี มณฑลอื่นๆ มาช่วยสร้างโรงเรียนมัธยมทิเบต ทุกตำบลต้องมีโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอต้องมีโรงเรียนมัธยม ต้องให้คนทิเบตมีโอกาสเข้าโรงเรียนอย่างน้อย 80% นอกจากนั้นยังมีการร่วมมือกับโครงการความหวัง เพื่อเชิญชวนเอกชนให้ช่วยเด็กให้ได้เรียนหนังสือ มีโครงการเร่งอบรมครูทิเบต เน้นการอบรมครูประถมและมัธยม เวลาปิดเทอมทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาวจะเรียกครูมาอบรมหลักสูตรพิเศษ เชิญอาจารย์เก่งๆ จากมณฑลอื่นๆ มาสอน ส่งครูทิเบตไปฝึกอบรมในโรงเรียนดีๆ ที่มณฑลอื่น อย่างไรก็ตามถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จนักในการจัดการศึกษาในเขตปศุสัตว์ ยังต้องช่วยเหลือในลักษณะมีโควตาพิเศษให้นักเรียน ถึงจะคะแนนไม่สูงเท่าคนอื่นก็ให้โอกาสได้เรียน

ประธานสภารื่อตี้ให้ของขวัญเป็นหนังสือชุดหนึ่ง 5 เล่ม เกี่ยวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทิเบต ถ้าอ่านแล้วจะเข้าใจเรื่องทิเบตได้ดีขึ้น เล่มแรกเป็นเรื่องตั้งแต่ 50,000 ปีก่อน จนถึงสมัยราชวงศ์ถู่โป๋ เป็นพวกทิเบต กลางคริสต์ศตวรรษที่ 7 เล่มที่ 2 เริ่มตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 13 เล่มที่ 3 สมัย

(น.198) ราชวงศ์หยวนและราชวงศ์หมิง ค.ศ. 1206-1644 เล่มที่ 4 เป็นเรื่องราชวงศ์ชิง เล่มที่ 5 สมัยก๊กมินตั๋งจนถึงสมัยจีนใหม่

จากนั้นนั่งรถไปที่ประชุมรัฐสภา มาดามเซริงชี้ให้ดูที่ทำการกาชาดทิเบต มีโครงการที่กาชาดสวิตเซอร์แลนด์และกาชาดฮอลแลนด์มาช่วยด้วย ฝ่ายโครงการเตรียมเผชิญภัยและบรรเทาทุกข์ (Disaster Preparedness and Relief)

ที่ทำการรัฐสภามีห้องกินเลี้ยงใหญ่ มีเวทีการแสดง 2 ข้าง เวทีมีทีวีฉายวิดีโอเกี่ยวกับทิเบต ข้าพเจ้าถามถึงวัฒนธรรมทิเบตว่าปัจจุบันนี้มีนโยบายเปิดสู่ตะวันตก วัฒนธรรมแบบสมัยใหม่เข้ามาสู่ทิเบต แล้วทิเบตรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างไร ประธานรื่อตี้บอกว่าตอนนี้ที่ยังเห็นได้ชัดคือ เวลามีเทศกาลตามประเพณี คนไปร่วมงานกันมาก เวลามีแขกมา คนทิเบตใช้ฮาดาต้อนรับ ผ้าฮาดา (ผ้าแพร หรือผ้าไหมยาวสีขาวที่เจ้าภาพคล้องคอให้แขก) นี้ยิ่งขาวยิ่งดี การร้องเพลงเชิญแขกดื่มเหล้าก็เป็นประเพณีทิเบต การแต่งกายของคนทิเบตในพื้นที่ต่างๆ ก็ไม่เหมือนกัน เช่น คนรื่อคาเจ๋อ กับคนลาซาแต่งกายต่างกัน

เด็กรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาด้านวัฒนธรรม โรงเรียนสอนทั้งภาษาทิเบตและภาษาจีน รวมทั้งวัฒนธรรมจีนและวัฒนธรรมดั้งเดิมของทิเบต เด็กที่ส่งไปเรียนปักกิ่งต้องเข้าใจวัฒนธรรมทิเบตดีก่อน เด็กสมัยใหม่นอกจากเรียนภาษาทิเบต ภาษาจีนแล้วยังต้องเรียนภาษาอังกฤษด้วย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 200,201,202,203

(น.200) วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม 2544

รับประทานอาหารเช้าแล้วไปพระราชวังหลัวปู้หลินข่า (นอร์บุลิงกา Norbulingka) หมายถึง สวนแห่งสมบัติ สร้างขึ้นช่วง ค.ศ. 1740 ผู้ตรวจราชการที่ราชวงศ์ชิงส่งไปประจำทิเบต สร้างวัดถวายดาไลลามะองค์ที่ 7 ซึ่งไปที่นั่นบ่อย ใน ค.ศ. 1751 ดาไลลามะองค์ที่ 7 สร้างตำหนักเก๋อซังผ่อจัง (Kelsang Potsang) ดาไลลามะองค์ที่ 14 ได้ประทับที่นี่ก่อนที่จะสร้างตำหนักใหม่ที่เรามาชมวันนี้ ใน ค.ศ. 1954-1956 เข้าถึงห้องโถงกลางมีรูปสิงโตและเสือ หมายถึง อำนาจ

ขึ้นไปชั้นที่ 1 สิ่งที่มีชื่อคือ ภาพฝาผนัง ภาพเขียน 300 กว่าภาพ มีเรื่องความเป็นมาของทิเบต กำเนิดมนุษย์ จนถึง ค.ศ. 1954 เล่าเรื่องกวนอิมให้ลิงมาฝึกสมาธิที่ทิเบต (ตำราอื่นบอกว่ากวนอิมแบ่งภาคเป็นลิง)


Sr_200_158.jpg

(น.200) รูป 158 ภาพฝาผนังตอนกำเนิดทิเบต

The birth of Tibet, a mural painting.

(น.201) ยักขินีมาขอแต่งงานกับลิง แต่แรกลิงไม่ยอม ยักขินีบอกว่าจะออกลูกเอง เป็นภูตผีมาทำอันตราย ไปปรึกษากวนอิม กวนอิมบอกให้ยอม เมื่อแต่งงานแล้วนางยักขินีออกลูกมาเป็นลิง 6 ตัว แยกย้ายกันไปเป็นเจ้าเมืองต่างๆ ต่อมาลิงกินอาหารบนต้นไม้จนหมด ขาดเครื่องมือทำมาหากิน ต้องกลับไปหากวนอิม กวนอิมให้ที่ 5 แปลง พืช 5 ชนิด ให้มาแบ่งกัน (ไม่ทราบว่าแบ่งกันอย่างไร อาจต้องจัดรูปที่ดินใหม่จึงพอสำหรับลิง 6 ตัว) ภายหลังกลายเป็นคนไปอย่างไรก็ไม่ทราบไม่มีเรื่องปรากฏ มีแต่เล่าว่าออกลูกออกหลานหลายกลุ่ม ต้องการมีหัวหน้า วันหนึ่งมีชายรูปงามมาปรากฏ ชาวบ้านถามว่ามาจากไหนก็ชี้ขึ้นฟ้า ชาวบ้านจึงนึกว่ามาจากสวรรค์ ยกย่องเป็นเจ้าเมือง

เรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิงมาอภิเษกสมรสกับกษัตริย์นำพระพุทธรูปที่เหมือนพระพุทธเจ้าตอนพระชนม์ 12 พรรษามาด้วย (ดูอย่างไรไม่ทราบ) เจ้าหญิงเนปาลสร้างวัดโจคัง กลางวันเจ้าหญิงเนปาลดูแล กลางคืนเจ้าหญิงเหวินเฉิงมาดูแล เจ้าหญิงเหวินเฉิงให้แหวนเจ้าหญิงเนปาล ตอนนั้นเจ้าหญิงเนปาลไม่รู้จะสร้างวัดที่ตรงไหนดี เจ้าหญิงเหวินเฉิงบอกให้โยนแหวนเสี่ยงทาย แหวนตกที่ไหนให้สร้างตรงนั้น แหวนไปตกในทะเลสาบ มีเจดีย์ขาวองค์หนึ่งโผล่ขึ้นมา ถมเท่าไรก็ไม่เต็มจนแกะกระโดดลงไป วัดสร้างหันไปทิศตะวันตก ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเจ้าหญิงเนปาล (เรื่องนี้ไม่ตรงกับเรื่องที่ฟังมาเมื่อวันก่อนๆ ที่กล่าวว่าวัดโจคังสร้างตามจินตนาการของเจ้าหญิงเหวินเฉิง ว่าทิเบตเหมือนนางยักขินีต้องสร้างวัดกำกับ วัดนี้อยู่ตรงหัวใจยักขินีพอดี)


Sr_202_159.jpg

(น.202) รูป 159 พระพุทธรูปพระศากยมุนีขนาบข้างด้วยพระโพธิสัตว์ 2 องค์

Sakyamuni Buddha with two bodhisattvas.

(น.202) ภาพเจ้าหญิงจินเฉิงมา เชิญพระพุทธรูปมาด้วย เป็นเจ้าหญิงจีนองค์ที่ 2 ที่มาทิเบต

ภาพพระศากยมุนี ด้านซ้ายเป็นพระไมเตรยะ ด้านขวาเป็นพระมัญชุศรี ห้องนี้ดาไลลามะใช้ออกว่าราชการ และจัดพิธีที่ไม่ใหญ่โตนัก

มีภาพจักรพรรดิซุ่นจื่อให้ดาไลลามะองค์ที่ 5 เฝ้า ค.ศ. 1652-53 ปลายปี ค.ศ. 1652 เดินทางถึงปักกิ่ง ค.ศ. 1653 เดินทางกลับ ภาพที่ประธานเหมาพบดาไลลามะองค์ที่ 14

(น.203) เดินดูห้องต่างๆ มีห้องบรรทม ติดรูปแมวที่คนอังกฤษให้ ห้องเรียน (มีวิทยุ) ห้องอาจารย์ ไกด์เล่าว่าถ้าดาไลลามะสวดมนต์ผิด อาจารย์ต้องแสดงความเคารพแล้วจึงตี

ในห้องมีทังกาผ้าตาดรูปอาจารย์อาตีศะ ไกด์เล่าว่าเป็นเจ้าชายเบงกอล ขณะนั้นเบงกอลเริ่มได้อิทธิพลศาสนาอิสลามแล้ว จึงออกเผยแพร่ศาสนาที่ทิเบต ภาพพระอาจารย์จงคาปา กวนอิม ธรรมบาล ฯลฯ

ห้องเปลี่ยนเครื่องทรงของดาไลลามะ มีห้องสรง (แต่ไม่ได้เปิดให้ดู) มีรูปเคารพ เช่น เหวัชระ ยมานตกะ มีวิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่นายกรัฐมนตรีเนห์รูถวายเมื่อ ค.ศ. 1956

ห้องพระไตรปิฎกเป็นสถานที่ออกว่าราชการ ประกอบพิธีสำคัญ สิ่งที่สำคัญในห้องนี้คือ บัลลังก์ทองคำ มีภาพฝาผนัง 250 รูป มีภาพพุทธประวัติ ภาพอาจารย์จงคาปา เขาพระสุเมรุ สวรรค์ นรก 18 ชั้น เพื่อสอนว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว มีภาพ Shangrila ซึ่งเป็นโลกที่สวยงามที่สุด ไกด์บอกว่าเปรียบเทียบกับสมัยใหม่หมายถึง โลกคอมมิวนิสต์

ห้องน้ำแม่ดาไลลามะ เป็นห้องน้ำแบบใหม่ มีอ่างอาบน้ำ มีชักโครก มีห้องพัก แต่ไม่อนุญาตให้แม่มาค้างได้ มีหิ้งพระไม้จันทน์

ห้องรับแขก เป็นห้องที่มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์คือ เป็นที่ชุมนุมของพวกนายพลต่างๆ ตอนเข้าทิเบต มีของที่นายพลเฉินอี้ถวายดาไลลามะ ภาพที่ลอกจากภาพปัทมปาณีในถ้ำอชันตา นายกรัฐมนตรีเนห์รูถวาย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 215

Sr_215_165.jpg

(น.215) รูป 165 กล่าวขอบคุณ

Speech of appreciation.

(น.215) แปลเป็นภาษาไทยเพื่อให้คนไทยได้อ่าน มีมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ใช้เป็นสื่อการสอนภาษาจีน ข้าพเจ้าแปลเรื่อง “ผีเสื้อ” ของหวังเหมิ่ง และเรื่อง “เมฆเหินน้ำไหล” ของฟังฟัง คนไทยชอบอ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้ และได้พิมพ์ออกจำหน่ายแล้วเล่มละ 8 ครั้ง คนไทยชอบอ่านเรื่องท่องเที่ยวประเทศจีนเช่นเดียวกัน ครั้งนี้ข้าพเจ้าไปหนิงเซี่ย ชิงไห่ และทิเบต คนไทยคงจะสนใจภาคตะวันตกของจีน ตัวข้าพเจ้าเองสนใจศึกษาวรรณคดีจีนให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมปีนี้ ข้าพเจ้าได้โอกาสที่ใฝ่ฝันมานานแล้วคือ ได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นเวลาเดือนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเวลาจะสั้น แต่ก็ช่วยให้ระดับความรู้ภาษาจีนของข้าพเจ้าดีขึ้นมาก มหาวิทยาลัยปักกิ่งยังให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ข้าพเจ้า ถือเป็นเกียรติยิ่ง เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วกระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ให้รางวัลมิตรภาพภาษาและวัฒนธรรมจีน รางวัลและเกียรติยศเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้ข้าพเจ้าศึกษาเรื่องจีนมากขึ้น ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาของข้าพเจ้า ขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยสอนภาษาจีน และนักวิชาการที่ช่วยข้าพเจ้าในด้านอื่นๆ

หลังจากนี้ข้าพเจ้าจะต้องศึกษาภาษาจีนอย่างขยันขันแข็งมากขึ้น และยังจะต้องมาเมืองจีนอีก ยังมีอีก 6 มณฑลที่ยังไม่เคยไป และเตรียมจะไปอีก

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 235-236,238,241,245

(น.235) รูป 178 ศิลาจารึกเขียน 4 ภาษา คือ จีน มองโกล ทิเบต และแมนจู

(น.235) วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2544

เช้านี้ไปวัดผู่หนิง เป็นวัดลามะหนึ่งใน 8 ที่เรียกกันว่า วัดนอกเมือง 8 วัด ที่จักรพรรดิให้สร้างฉลองวันพระราชสมภพของจักรพรรดิและพระราชมารดา วัดผู่หนิงนี้จักรพรรดิเฉียนหลงสร้างฉลองชัยชนะพวกมองโกลที่ก่อกบฏ เป็นการอธิษฐานขอให้มีความสงบสุขในแถบแอ่งทาริมและมีการปรองดองกันในชาติ

เมื่อไปถึงมีเจ้าอาวาสห่มเหลือง เอาผ้าฮาดาสีเหลืองมาให้ เมื่อเข้าประตูวัดไปมีศาลาศิลาจารึกเขียนเป็นภาษาจีน มองโกล ทิเบต แมนจู เล่าประวัติการที่จักรพรรดิราชวงศ์ชิงปราบคนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือ จักรพรรดิถือว่าตนเองอยู่กลาง มีมองโกลและทิเบตอยู่ 2 ข้าง มีจีนหนุนหลัง จารึกที่เขียนเป็นลายพระหัตถ์จักรพรรดิเฉียนหลง ด้านซ้ายมีหอระฆัง ด้านขวามีหอกลอง ทุกวันเวลาสวดมนต์ต้องตีกลอง

(น.236) รูป 179 รูปเคารพกวนอิมพันมือ ทำด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

(น.236) เข้าไปเป็นวิหารจตุโลกบาล และมีพระมี่เล่อ ด้านในมีวิหารมหาวีระ บนหลังคามีสัตว์ 8 ชนิด ข้างในมีวิหารพระลามะสวดมนต์ ลามะส่วนใหญ่มาจากทิเบต แต่เจ้าอาวาสดูเหมือนจะเป็นคนแมนจู บางคนว่ามาจากมองโกลเลียใน สวดมนต์จบหนึ่งก็แกว่งกระดิ่ง บนโต๊ะข้างหน้าพระลามะมีฉาบ ฉิ่ง สังข์ วางอยู่ ลามะเหล่านี้บวชตอนอายุ 18 โดยพ่อแม่เห็นชอบ บางทีเด็กอายุไม่ถึง 18 พ่อแม่มีศรัทธามากให้บวชก็มี ในวิหารนี้มีพระพุทธรูป 3 สมัย มีป้ายบอกว่าถ้าบริจาค 200 หยวน ติดชื่อไว้ได้ ½ ปี บริจาค 1,000 หยวน ติดชื่อ 3 ปี บริจาค 5,000 หยวน ติดชื่อ 18 ปี บริจาค 10,000 หยวน ติดชื่อ 50 ปี

มีรูปพระอรหันต์ 18 องค์ ทำมือปางต่างๆ มีความหมายต่างๆ กัน

มีวิหารกวนอิมพันมือ ถือเป็นรูปเคารพทำด้วยไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้ไม้ 5 ชนิดต่อกัน ที่ผนังมีรูปพระองค์เล็กๆ

(น.238) รูป 181 หน้าต่างของวัดโปตาลาน้อย เลียนแบบทิเบต

(น.238) ด้านหน้ามีอาคารศิลาจารึก หลักกลางเล่าความเป็นมาของวัด ข้างๆ เป็นประวัติชนเผ่ามองโกลเผ่าหนึ่งซึ่งอยู่ในดินแดนรัสเซียปัจจุบัน แล้วหนีมาอยู่เฉิงเต๋อ

หน้าต่างของอาคารเลียนแบบทิเบต เป็นหน้าต่างปลอม การที่ทำหน้าต่างไม่ให้เปิดได้ เพราะเดิมตรงนี้เป็นกุฏิพระ ต้องปิดไว้ไม่ให้ลามะเปิดหน้าต่างดูพระสนม

ในอาคารมีห้องพระ พระ 6 องค์ หมายถึง อายุ 60 ปี พระ 8 องค์ หมายถึง อายุ 80 ปี

รัฐบาลท้องถิ่นบูรณะวัดนี้ 10 ปีครั้งหนึ่ง โดยใช้เงินจากค่าผ่านประตู ขึ้นบันไดไปดาดฟ้าเห็นทิวทัศน์ภูเขา และทะเลสาบ

(น.241) ศาลาบูชากวนอิม ไกด์เล่าว่ามีชาวสวีเดนเคยมาขอพระราชทานศาลาหลังนี้ จะบูรณะหยวนหมิงหยวนให้ แต่ไม่ได้ตกลงกัน

ศาลาศรีเทวี มีหน้าตาน่ากลัวขี่ลา ไกด์บอกว่ามีคำกล่าวว่า ทำดี 1,000 หน ทำชั่วหนเดียวก็ว่าเลว ทำชั่ว 1,000 หน ทำดีเรื่องเดียวก็ว่าดี ศรีเทวีนี้เดิมเป็นคนไม่ดี เมื่ออายุน้อยเป็นคนสวย แต่ไม่เรียบร้อย ไม่อยู่บ้าน ชอบคบผู้ชาย พ่อแม่จนปัญญา ผูกโซ่เหล็กล่ามไว้ แต่ก็หนีไปจนได้ ไปฆ่าคน ลักทรัพย์ อยู่ๆ ก็ได้รับความเมตตาจากเจ้าแม่กวนอิม เลยกลายเป็นพวกของกวนอิม ปราบอธรรม

สมัยก่อนหาเด็กเป็นทายาทดาไลลามะ ปันฉานลามะก็ทำพิธีหน้ารูปนี้ เอาชื่อเด็กใส่แจกันจับฉลาก ก่อนใช้วิธีจับฉลากให้ลามะอุ้มให้เด็กจับฉลาก แต่ว่าเขาเกิดจับได้ว่าลามะที่อุ้มชอบบอกใบ้ให้เด็ก ก็เลยไม่ค่อยแม่น เปลี่ยนระบบสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง

ก่อนที่จะออกจากวัดดูการแสดง เล่าความเป็นมาของทิเบต ร่วมสร้างอารยธรรมโบราณ ออกมาเต้น ร้องเพลงสมัยใหม่สดุดีเมืองเฉิงเต๋อ (หญิง) ระบำมองโกลเผ่าฮุยเท่อ ร้องเพลงเดี่ยวชายมีหางเครื่อง หญิงชายร้องคู่ มีหางเครื่องกระโดดตีตะเกียบ

พอมีเวลาจึงไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับการค้าของเฉิงเต๋อ ผ่านตลาดวันอาทิตย์ สมัยก่อนตลาดนี้คนเอาของมาแลกกัน ไม่ต้องใช้เงิน

(น.245) ส่วนโปรเฟสเซอร์เฉินซูเผิงนี้ก็เป็นคนรู้จักกันมาสิบกว่าปี ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญภูมิศาสตร์ และ Remote Sensing ของ Chinese Academy of Sciences พบกันในการประชุมเมื่อสิบกว่าปีแล้ว ท่านมีผลงานด้านภูมิศาสตร์และแผนที่มาก โปรเฟสเซอร์เสี่ยวเค่อก็อยู่ Chinese Academy of Sciences ทำแผนที่และ Atlas ของจีน มาเมืองจีนครั้งใดก็ต้องพบและฟังเลกเชอร์จากท่านเกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ของสถานที่ที่จะไป คราวนี้โปรเฟสเซอร์จัดเตรียมแผนที่ด้านธรณีวิทยาของที่ราบสูงชิงไห่ ทิเบต แผนที่ด้านอุตุนิยม แผนที่ข้อมูลสถิตด้านการพัฒนาภาคตะวันตกของจีน ซึ่งน่าสนใจมาก เป็นแนวทางศึกษาได้ว่าควรจะพัฒนาแนวไหนที่ไหน โปรเฟสเซอร์เสี่ยวเค่อให้หนังสือแผนที่ The National Physical Atlas of China

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 251

(น.251) ที่ทิเบตมีเขื่อนกระแสไฟฟ้า กั้นน้ำในทะเลสาบซึ่งสูงกว่าแม่น้ำทำไฟฟ้า กลางคืนใช้ไฟฟ้ามาก ปล่อยน้ำลงมาใช้ กลางวันสูบน้ำขึ้นไปเทบนทะเลสาบ

เมื่อรับประทานเสร็จแล้วกลับเรือนรับรองเตี้ยวอวี๋ไถ เก็บข้าวของ

ช่วงบ่ายกลับไปมหาวิทยาลัยปักกิ่งอีก พบคณะอาจารย์ที่สอนภาษาจีนข้าพเจ้า และอาจารย์ภาษาไทย อาจารย์ที่ทำงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมา 20 กว่าปีแล้ว ชื่อ ศาสตราจารย์ฟั่น ท่านว่าท่านมีเชื้อสายไทย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 258,262,266

พระราชดำรัส

ท่านว่านหลี่ ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิวรรณกรรมแห่งชาติ
ท่านปู้เฮ่อ รองประธานคณะกรรมการบริหารประจำสภาผู้แทนประชาชน
ท่านซุนฝูหลิง รองประธานคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของประชาชน
ท่านซุนเจียเจิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
ท่านจินปิ่งหัว รองประธานสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน

ท่านผู้บริหารในส่วนราชการต่างๆ

มิตรเก่าและใหม่ทั้งหลาย

สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ

ในวันนี้ ณ ที่นี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมเพื่อความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประเทศ จากมูลนิธิวรรณกรรมแห่งชาติร่วมกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศจีน ข้าพเจ้าจึงมีความปีติยิ่ง

ข้าพเจ้าชื่นชอบวรรณคดีจีน โดยเฉพาะบทกวีสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง ยุคดังกล่าวบรรดากวีทั้งหลายซึ่งมีจำนวนมากมาย ได้สร้างสรรค์ผลงานที่เลอเลิศประเสริฐในปริมาณมหาศาล เป็นมรดกให้แก่คนรุ่นหลัง อาทิ ยอดกวีหลี่ไป๋ อริยกวีตู้ฝู่ มหากวี ซูตงปัว และกวีหญิง หลี่ชิงเจ้า

ข้าพเจ้าได้เลือกสรรบทกวีจำนวน 34 บทจากกวีนิพนธ์ที่ได้เล่าเรียนมาและแปลถ่ายทอดเป็นภาษาไทย รวมเล่มตีพิมพ์ในชื่อ หยกใสร่ายคำ โดยมุ่งประสงค์ให้ชาวไทยได้รับทราบถึงสิ่งอันล้ำค่าชิ้นนี้ในประวัติวรรณคดีจีน ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยสองแห่งได้นำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของตำราเรียน ข้าพเจ้า

(น.258) ยังได้แปลนวนิยายเรื่อง ผีเสื้อ ของหวังเหมิ่ง และนวนิยายของฟังฟังเรื่อง เมฆเหินน้ำไหล ด้วย ปรากฏว่าเป็นที่นิยมชื่นชอบของนักอ่านชาวไทย ขณะนี้หนังสือทั้ง 3 เล่มดังกล่าวได้จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 8 แล้ว

การแปลนวนิยายภาษาจีนแต่ละเรื่องก็ดี การประพันธ์หนังสือสารคดีท่องเที่ยวจีนแต่ละเล่มก็ดี ล้วนแล้วแต่ได้ก่อให้เกิดลูกคลื่นเกี่ยวกับเรื่องจีนๆ ในประเทศไทยระลอกแล้วระลอกเล่า ครั้งนี้เมื่อข้าพเจ้าได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนหนิงเซี่ย ชิงไห่ และทิเบต ทั้งสามมณฑล ก็ได้ก่อให้เกิดความนิยมภาคพื้นตะวันตกของจีนในประเทศไทยอีกระลอกหนึ่ง

ข้าพเจ้านั้นเมื่อได้ศึกษาเล่าเรียนภาษาจีนลึกซึ้งมากขึ้นเพียงใด ความสนใจชื่นชอบในการศึกษาวิจัยวัฒนธรรมจีนก็เพิ่มพูนมากขึ้นเพียงนั้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมปีนี้ ความใฝ่ฝันที่ฝังอยู่ในใจข้าพเจ้าหลายปีได้เป็นจริงขึ้นมา นั่นก็คือข้าพเจ้าได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นเวลา 1 เดือน ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะสั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ความรู้ภาษาจีนได้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนทางมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้แก่ข้าพเจ้า อันเป็นเกียรติสูงยิ่ง เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศจีนก็ได้มอบรางวัลมิตรภาพภาษาและวัฒนธรรมจีนให้เช่นกัน รางวัลต่างๆ และเกียรติภูมิเหล่านี้นอกจากจะให้การยกย่องแล้วยังเป็นกำลังใจแก่ข้าพเจ้าด้วย

ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้ความสนับสนุนอย่างแข็งขันแก่ข้าพเจ้าเป็นเวลายาวนานในการศึกษาภาษาจีน และขอขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่ถ่ายทอดความรู้ภาษาจีนให้แก่ข้าพเจ้า ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทั้งหลายที่ได้อำนวยความสะดวกในหลายสิ่งหลายอย่าง

นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะขยันขันแข็งศึกษาภาษาจีนสืบต่อไป และยังจะมาเยี่ยมเยือนประเทศจีนอีก ตราบถึงปัจจุบันยังมีอีก 6 มณฑลที่ข้าพเจ้าไม่เคยไป ตั้งใจว่าจะต้องไป รวมทั้งมุ่งหวังว่า จากผลของการเยี่ยมเยือนและ

(น.262) ตำหนัก วิหาร ห้องโถงภายในพระราชวังได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยของดาไลลามะองค์ที่ 13 พระราชวังโปตาลาต่างจากวัดและวังอื่นๆ ตรงที่ไม่ถูกทำลายในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม หลังจากทิเบตเปลี่ยนการปกครอง รัฐบาลจีนได้บูรณะพระราชวังไปแล้วหนึ่งครั้งและกำลังดำเนินการบูรณะครั้งที่สองด้วย งบประมาณ 170 ล้านหยวน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี ในการบูรณะครั้งนี้รัฐบาลมีแผนการที่จะสร้างหอขนาดใหญ่เพื่อเก็บสมบัติและวัตถุต่างๆ ของพระราชวัง ในขณะนี้ได้ทำบัญชีทรัพย์สิน ประเมินค่า วัดขนาด และถ่ายรูปสิ่งของต่างๆ ไปแล้วประมาณ 80%

พระราชวังโปตาลาเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่แสดงฝีมือของช่างศิลป์ทิเบตในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 138,025 ตารางเมตร ประกอบด้วยวังแดงและวังขาว วังแดงมีความสูง 13 ชั้น เป็นอาคารใหญ่ทาสีแดงอยู่ตรงกลางพระราชวัง วังขาวเป็นอาคาร 2 หลังทาสีขาวอยู่ด้านขวาและด้านซ้ายของวังแดง สีแดงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ สีขาวแสดงถึงสันติภาพ

(น.266) วิหารกุนซังลาคังเก็บพระพุทธรูปและสถูปเล็กๆ ที่พ่อค้าชาวทิเบตชื่อเต็มปาต้าชี่เป็นผู้นำมาถวาย

หอสมบัติเป็นที่แสดงของมีค่าต่างๆ ได้แก่ เสื้อผ้าและของใช้ของดาไลลามะและราชองครักษ์ เครื่องใช้ในการออกว่าราชการ เช่น หอยสังข์แกะสลักเป็นรูปมังกร พระพุทธรูปและเครื่องบูชาในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น พระพุทธรูปทำจากหินคริสตัลของจีนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 พระรูปทำด้วยทองแดงชุบทองของเหวัชระ (เกย ดอร์เจ) ซึ่งเป็นเทพตามลัทธิตันตระ ทรงยืนบนดอกบัวพร้อมชายา มันดาลาหรือภาพจำลองจักรวาล 3 มิติ สร้างในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ทำจากไข่มุก 200,000 เม็ด ภาชนะใส่น้ำมนต์ทำจากปะการังและกัลปังหา เครื่องแต่งกายในการประกอบพิธีชัม ซึ่งเป็นการรำทางศาสนาที่มีพระเป็นผู้แสดง ทำจากกระดูกและหนังวัว สมบัติที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น กุญแจใหญ่ที่สุดของพระราชวัง แบบจำลองพระราชวัง เขาแพะของแพะที่มีเขายาวมากจนกินหญ้าไม่ได้และต้องตายในที่สุด นอกจากนี้ยังมีคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์การแพทย์ของยูทก ยนเต็น โกนโป ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาการแพทย์ของทิเบต คัมภีร์โหราศาสตร์ และที่สำคัญคือ คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตรที่จักรพรรดิหย่งเล่อพระราชทาน

ด้านตะวันออกของวังขาวเป็นลานกว้างขนาด 1,500 ตารางเมตร ชื่อว่าเตยังชาร์ ลานนี้เป็นที่แสดงพิธีทางศาสนารวมทั้งการแสดงพิธีชัม สองด้านของลานนี้เป็นกุฏิพระ 2 ชั้นและห้องเก็บของ ทางปีกตะวันออกของเตยังชาร์เป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนธรรมะชื่อว่า เซล็อบต้า (โรงเรียนบนยอดเขา) สร้างโดยดาไลลามะองค์ที่ 7 ใน ค.ศ. 1749

บนฝาผนังของวังขาวมีภาพเขียนฝาผนังที่วิจิตร เป็นภาพโลกบาล การสร้างวิทยาลัยการแพทย์บนภูเขาชักโปรี ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับภูเขามาร์โปรี ที่ตั้งของพระราชวังโปตาลา การเสด็จเข้าสู่ทิเบตของเจ้าหญิงเหวินเฉิง การสร้างวัดต้าเจาซื่อ และการเสด็จไปปักกิ่งของดาไลลามะองค์ที่ 5 เพื่อเข้าเฝ้าจักรพรรดิราชวงศ์ชิง

เจียงหนานแสนงาม

เจียงหนานแสนงาม หน้า 11

(น. 11) รูป 3 งานเลี้ยงอาหารค่ำ

(น. 11) เมื่อไปนั่งโต๊ะรับประทานอาหาร ท่านห่วงว่าข้าพเจ้าใช้ตะเกียบเป็นหรือไม่ ข้าพเจ้าว่าคนทางตะวันออกใช้ตะเกียบเป็นทั้งนั้น ท่านว่ามีประวัติเล่ากันว่าเมื่อ 2 พันปีก่อน คนจีนไม่ได้ใช้ตะเกียบ ใช้แต่มีดซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามีดโต๊ะของฝรั่ง สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก (ก่อน ค.ศ. 1122 – ก่อน ค.ศ. 770) มีงานพระราชทานเลี้ยง กษัตริย์เห็นว่ามีดเป็นของมีคมอาจเป็นอันตรายได้ จึงหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ (ลืมถามว่าแล้วคิดประดิษฐ์ตะเกียบใช้หรือไม่) ท่านเล่าต่อไปว่าท่านเคยไปเยี่ยมปันชันลามะนานมาแล้ว ตอนรับประทานอาหารก็ใช้มีดตัดแล้วใช้มือหยิบอาหาร คนทิเบต มองโกล อุยกูร์ ยังใช้มีดแบบนี้ ข้าพเจ้าถามว่าเขาใช้ส้อมจิ้มอาหารหรือเปล่า ท่านว่าใช้มือ

ท่านบรรยายถึงสถานที่ที่ข้าพเจ้าจะไป ได้แก่ วัดจินซาน ในเมืองเจิ้นเจียง มีเจดีย์นางพญางูขาว และเล่าเรื่องย่อว่ามีนางพญางู

เจียงหนานแสนงาม หน้า 61

(น. 61)

2. Analysis of Radar Remote Sensing Imageries of China ใช้ข้อมูลหลายแหล่ง รวมทั้ง Radar Sat ของแคนาดาด้วย และใช้ Airborne Radar ของจีน
3. Agricultural Atlas of China พิมพ์ ค.ศ. 1994 พิมพ์จำนวนน้อย ท่านรองนายกรัฐมนตรีหลี่หลานชิงรับผิดชอบการจัดทำหนังสือนี้ ท่านเป็นผู้รับผิดชอบตัดสินนโยบายด้านเกษตรเรื่องการศึกษาและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ให้ข้อมูลด้านการเกษตรของจีนทั้งประเทศอย่างละเอียด มีข้อมูลจังหวัดต่างๆ แต่บางทีไม่มีข้อมูลทางการเกษตร เพราะพื้นที่ไม่เหมาะที่จะเพาะปลูก เช่น ในที่สูงๆ ของทิเบต ส่วนข้อมูลแม่น้ำฉังเจียงก็น่าสนใจ การเกษตรลดลง แต่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น มีน้ำท่วมรุนแรงมากขึ้น เป็นปัญหาที่พยายามค้นคว้าวิจัยว่าพฤติกรรมของมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจมีผลอย่างไรต่อสภาพแวดล้อม เมื่อน้ำหลากไหลลงทะเลสาบไท่หูได้ แต่เขื่อนริมน้ำทำให้น้ำไหลไม่ได้ ระดับน้ำสูงกว่าพื้นที่เพาะปลูกและเขตชุมชน เดี๋ยวนี้ที่ซูโจวต้องทำเขื่อนกั้นน้ำล้อมเมือง แต่ก่อนเมืองนี้เคยเป็นเวนิสตะวันออก เดี๋ยวนี้สร้างถนนมากขึ้น ทางน้ำน้อยลง
4. Introduce to the China Science Center International Eurasian Academy of Sciences (IEAS-CSC) August 1997 กล่าวถึงสมาชิกใหม่ในปี ค.ศ. 1997 เป็นคนสำคัญๆ เช่น ประธาน Chinese Academy of Sciences ประธานสาขาวิศวกรรมและสาขาสังคมวิทยาของ Chinese Academy of Sciences

เจียงหนานแสนงาม หน้า 88,92

(น. 88) รูป 72 พบรองประธานาธิบดีหูจิ่นเทา

Paying a call on Vice President Mr. Hu Jintao.

(น. 88) ตอนบ่ายไปพบรองประธานาธิบดีหูจิ่นเทาที่มหาศาลาประชาชน ห้องซินเกียง ท่านผู้นี้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว เป็นผู้ที่มีประวัติดีเด่น จบการศึกษาจากคณะวิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยชิงหวา ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรค เช่น ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการพรรคที่มีอายุน้อยที่สุดที่จีนเคยมี ตอนที่เป็นเลขาธิการพรรคมณฑลกุ้ยโจวก็มีอายุน้อยที่สุด เป็นเลขาธิการพรรคที่เป็นพลเรือนคนแรกของภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต (5 คนที่เป็นเลขาธิการก่อนหน้าล้วนเป็นทหาร) ตอนเป็นกรรมการโปลิตบุโรก็เป็นกรรมการที่มีอายุน้อยที่สุด

(น. 92) เพียงแต่จะได้ชมทิวทัศน์ แต่ยังได้ศึกษาศาสนาพุทธแบบทิเบต ถ้าได้ไปทิเบตหรือชิงไห่ ควรจะไปเดือนมิถุนายน – สิงหาคม อากาศดีที่สุด ทิเบตก็น่าไป ท่านหูเคยทำงานอยู่ที่นั่น 3 ปี ถ้าไปฤดูหนาวลมแรงอุณหภูมิต่ำๆ

คราวนี้ข้าพเจ้าจะได้ไปเมืองหยังโจว อยู่ห่างเมืองไท่จงที่ท่านหูเกิดและเติบโตเพียง 50 กิโลเมตร ตั้งแต่เด็กเคยไปหยังโจวหลายครั้ง ยังประทับใจชีวิตสมัยที่เป็นวัยรุ่น ที่ชอบมากคือ ทะเลสาบโซ่วซีหู มีทิวทัศน์สวยที่สุดในมณฑลเจียงซู การล่องเรือที่นี่ก็ไม่เหมือนที่อื่นเพราะทะเลสาบไม่กว้าง คดเคี้ยวไปมา เห็นทิวทัศน์ทีละแห่ง พอเลี้ยวไปก็จะเห็นอีกแห่ง ไม่ใช่เห็นทิวทัศน์กว้างๆ พร้อมๆ กันทั้งหมด แต่ก่อนกล่าวกันว่ามีทิวทัศน์เช่นนี้ถึง 30 แห่ง เดี๋ยวนี้เห็นได้ 10 กว่าแห่ง ในทะเลสาบยังมีภูเขาเล็กๆ บนเนินเขามีศาลเจ้าจินซาน มีตุ้ยเหลียน (คำขวัญคู่) ของกวีสมัยราชวงศ์ชิงกล่าวไว้ว่า เมื่อแสงจันทร์ส่องก็เห็นทั้งทะเลสาบ หากหมอกมากก็เห็นแต่ศาลเจ้าที่บนเนินเท่านั้น คราวนี้คงไม่ได้เห็นภาพเช่นนั้น เพราะไม่ได้ไปกลางคืน นอกจากนั้นยังมีสะพาน 5 ศาลา

เมืองหยังโจวนั้นสถานที่ที่มีชื่อเสียงคือ วัดต้าหมิงซึ่งชาวญี่ปุ่นชอบไปมาก เป็นวัดที่สร้างเมื่อประมาณศตวรรษที่ 5 ในรัชศกต้าหมิงของจักรพรรดิเซี่ยวอู่ตี้ (ค.ศ. 454 – ค.ศ. 464) แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง (ค.ศ. 420 – ค.ศ. 479) ในสมัยราชวงศ์เหนือใต้ วัดเดิมถูกทำลายไปในสงคราม ที่เราเห็นอยู่สร้างใหม่ในสมัยจักรพรรดิถงจื่อ (ค.ศ. 1862 – ค.ศ. 1874) ราชวงศ์ชิง ที่มีชื่อเสียงเพราะในราชวงศ์ถังเป็นที่จำพรรษาของพระเจี้ยนเจิน ตอนหลังไป

เจียงหนานแสนงาม หน้า 116,118

(น. 116) ห้องแสดงวัฒนธรรมการดื่มน้ำชา มีกาน้ำชาแบบต่างๆ และถ้ำชานานาชนิด

ศาสนา แสดงของในลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา มีพระพุทธรูป รูปงูมีหัวเป็นคน 2 ด้าน เป็นของสมัยห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 960)

มีสิ่งของในพุทธศาสนามหายานนิกายต่างๆ รวมทั้งนิกายตันตระแบบทิเบต เครื่องทำพิธี คัมภีร์พระสูตรต่างๆ เช่น วัชรเฉทิกา สุขาวดีวยูหะ

มีห้องขายของห้องใหญ่ ขายทั้งของโบราณและของสมัยใหม่ ของที่ทำเลียนแบบของเก่า หนังสือและหัตถกรรมของที่ระลึก

ไม่ได้ซื้ออะไร ตรงไปที่ห้องรับรอง ผู้อำนวยการกล่าวว่าพิพิธภัณฑ์นานกิงนี้มีสิ่งของทุกยุคทุกสมัยรวม 400,000 กว่าชิ้น ของที่สำคัญที่สุดคือเครื่องเคลือบเตาหลวงสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง มีอยู่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของของทั้งหมด ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์นี้คือ มีสถาบันวิจัย 14 แห่งขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ เช่น สถาบันโบราณคดี สถาบันการอนุรักษ์ สถาบันวิจัยประเพณีพื้นบ้าน สถาบันวิจัยศิลปะโบราณ และสถาบันสถาปัตยกรรมโบราณ เป็นต้น เจ้าหน้าที่มี 200 กว่าคน 2 ใน 3 เป็นนักวิจัย มีนักวิจัยระดับสูงอยู่ประมาณ 1 ใน 3 การจัดแสดงสิ่งของเป็นผลงานของนักวิจัยเหล่านี้ที่ทำมา60กว่าปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีวารสารของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

ใน ค.ศ. 1948 – ค.ศ. 1949 รัฐบาลก๊กมินตั๋งย้ายของมีค่าที่สุดจำนวนหมื่นกว่าชิ้นไปไต้หวัน เดี๋ยวนี้อยู่ Palace Museum กรุง

Jn_118_095.jpg

(น. 118) รูป 95 จักจั่นทองเกาะใบไม้หยก

Golden cicada on jade leaf.

(น. 118)

2. จักจั่นทองเกาะใบไม้หยก เป็นของสมัยราชวงศ์ชิง เข้าใจว่าเป็นเครื่องประดับศีรษะของผู้หญิง
3. เสือดาวทองคำสมัยราชวงศ์ฮั่น ขุดพบพร้อมกับแจกันสำริด วางอยู่บนแจกัน ที่รู้ว่าเป็นของสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้น เพราะขุดพบในสนามรบบ้านเกิดของนายพลสมัยฮั่น ทองคำหนัก 9 กิโลกรัม เสือดาวนี้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการมีทรัพย์
4. พระพุทธรูปทรงเครื่องทองคำขนาดเล็ก ฝังอัญมณี สมัยราชวงศ์ฮั่น
5. โคมไฟรูปกระทิง ขุดพบพร้อมกับพระพุทธรูป ตัวกระทิงมีที่ใส่น้ำเพื่อป้องกันควัน แสดงว่าคนเมื่อก่อนนี้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม
6. ดุ้นหยก (หรือหิน) สีขาวแข็งมาก (ระดับ 7) สลักลายหน้ากาลอย่างประณีต หินชนิดนี้หายากมาก ขุดพบที่ฉังโจว
7. เครื่องประกอบพิธีทางพุทธศาสนาทำด้วยทองคำ
8. มณฑลสามมิติ รูปเขาพระสุเมรุ มีพระจันทร์ พระอาทิตย์ จตุโลกบาล และทิศย่อย 8 เป็นทองคำฝังลายมีไข่มุกประดับ
9. พระพุทธรูปนั่งแบบทิเบต ทองคำหนัก 41 กิโลกรัม

เจียงหนานแสนงาม หน้า 171

(น. 171)

6. ผู้หญิงร้องเพลงเดี่ยวชื่อเพลง ฟังเสียงฝน เขาว่าเป็นเพลงพื้นเมืองของหยังโจว คำร้องมาจากบทกวีสมัยราชวงศ์ซ่ง ฟัง

เสียงเหมือนเพลงในหนังจีน ซุป (ศุภรัตน์) อธิบายว่าเพลงในภาพยนตร์และเพลงจีนยอดนิยมหลายเพลงนำแนวทำนองจากแถบมณฑลเจียงซูและเจ้อเจียง ถือว่าแถวนี้เป็นแหล่งอารยธรรมจีนโบราณ คนแถวฮกเกี้ยน ไต้หวันก็ดี คนกวางตุ้งหรือฮ่องกงก็ดี มีความชื่นชมในวัฒนธรรมนี้ จึงศึกษาเลียนแบบ

7. เชิดหุ่น ฉางเอ๋อสะบัดชายเสื้อ คนเชิดหุ่นคนนี้มีชื่อเสียง เคยไปแสดงที่สหรัฐอเมริกามาแล้ว หน้าตาฉางเอ๋อก็เขียนได้สวยมาก ที่เขาชมกันว่าหน้าตาสวยเหมือนหน้าหุ่น คงเป็นหุ่นพวกนี้
8. ระบำเผ่าทิเบต แต่ท่าทางเหมือนเต้นบัลเล่ต์ ชื่อระบำว่า Jolmo Lungma คำนี้ภาษาจีนใช้ว่า จูมู่หลังหม่าเฟิง เป็นชื่อที่ใช้เรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ในเทือกเขาหิมาลัย


Jn_170_132.jpg

(น. 171) รูป 132 หลังอาหารมีการแสดง

There were cultural performances after dinner.

เจียงหนานแสนงาม หน้า 334,336,337,338

Jn_334_223.jpg

(น. 334) รูป 223 พิพิธภัณฑ์ชนกลุ่มน้อยยูนนาน

The Nationality Museum, Yunnan Institute of the Nationalities.

(น. 334) คุนหมิง) น่าซี (ส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองลี่เจียง) พวกฮาหนีหรืออีก้อ (ที่เหมิงไห่ และสิบสองปันนา) พวกว้าและปู้หลัง (สิบสองปันนา) พวกทิเบต (จงเตี้ยน) จ้วง (หงเหอโจว) เป็นต้น

ในตู้มีหุ่นแสดงเครื่องแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ เช่น เสื้อผ้าที่ทำจากหญ้าของพวกอี๋ (อยู่ที่ฉู่สง) เสื้อผ้าเปลือกไม้ของพวกฮาหนี เสื้อผ้าฟางของพวกจ้วง เสื้อผ้าหนังสัตว์ของพวกน่าซีและพวกหุย เสื้อผ้าป่านของพวกอี๋ เสื้อผ้าทำด้วยหัวเฉ่า (fireweed) ของพวกไต่ หรือไทย

Jn_336_225.jpg

(น. 336) รูป 225 กลอง

A drum.

(น. 336) อุปกรณ์ดนตรีและเครื่องประกอบการแสดงของเผ่าต่างๆ เช่น อุปกรณ์สำหรับเล่นสิงโต กลองเพลในวัดของพวกไต่ ระนาดเหล็กของพวกไต่เอวลาย แคนของพวกแม้ว กลองชุดเป็นแถว 5 ใบของพวกว้า

ขึ้นไปชั้นบน มีระฆังชุดและกลองมโหระทึกสำริดของพวกจ้วงและพวกไต่

เครื่องเป่า เช่น ขลุ่ยชนิดต่างๆ เครื่องเป่าทำด้วยน้ำเต้า โหวดดินเผาทำเป็นรูปสัตว์เป่าได้ (โหวดเป็นเครื่องดนตรีที่คล้ายแคนในในอีสานของไทยก็มี) ปี่ มีปี่ที่ลิ้นทำด้วยทองแดง ปี่ของทิเบต แคนแบบต่างๆ

(น. 337) เครื่องสี มีสะล้อหรือซอที่กะโหลกทำด้วยเขาวัว น้ำเต้า และกะลามะพร้าว ซอซึ่งมีลักษณะเหมือนซอด้วงทำด้วยกระดูกม้า ซอหน้าขึงด้วยเปลือกไม้ ซอกระบอกไม้ไผ่ ซอด้วงสามสาย ซอด้วงสี่สาย หน้าซอขึงด้วยหนังงู เครื่องดนตรีประเภทพิณ

กลองชนิดต่างๆ และเครื่องประกอบจังหวะ เช่น กลองรูปปลาของพวกจ้วง ฆ้อง ฉาบ ระฆังทิเบต ฉิ่งต่างๆ

ภาพการแสดงการเป่าใบไม้ของพวกลีซอ

ห้องแสดงตัวอักษรของพวกไต่ อาจารย์เกาลี่ นักวิชาการชาวไป๋มาอ่านหนังสือของพวกไต่ให้ฟัง ภาษาไต่สิบสองปันนาและที่เต๋อหงไม่เหมือนกัน เอกสารที่อ่านเป็นคำสั่งของเจ้าหม่อมคำลือ เจ้าผู้ครองสิบสองปันนาคนสุดท้าย เกี่ยวกับการขุดเหมืองฝายกักเก็บน้ำ มีบางคำที่เราฟังเข้าใจ


Jn_337_226.jpg

(น. 337) รูป 226 ผู้เชี่ยวชาญอ่านเอกสารชนเผ่า

The expert deciphering tribal documents.

(น. 338) มีเรื่องภาษาใบไม้ ซึ่งจะแสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น พริก แปลว่า เกลียด เม็ดพริก แปลว่า เกลียดมาก ถ่าน แปลว่า ข่าวฉุกเฉินหรือหมู่บ้านถูกเผา ข้าพเจ้าเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ [[ใต้เมฆที่เมฆใต้]] หนังสือรูปภาพพวกผูหมี่ จารึกของพวกไต่

ไปที่ร้านหนังสือ ซื้อหนังสือเกี่ยวกับชนเผ่าต่างๆ

ไปนั่งสนทนากัน มีคุณเผิง คุณเก๋อซาง (เป็นคนทิเบต) อธิการบดีสถาบันชนกลุ่มน้อย และผู้อำนวยการสถาบันวิจัยชนกลุ่มน้อย ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องการบริการการศึกษาและการรักษาพยาบาลของพวกชนกลุ่มน้อยในยูนนานในเขตทุรกันดาร คุณเผิงอธิบายว่ามีหมอดูแล ส่วนการศึกษาก็เป็นไปตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการจีน ชนกลุ่มน้อยเรียนในโรงเรียนระดับประถมและมัธยม รัฐบาลช่วยออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางครึ่งหนึ่ง ต้องเรียนภาษาของตนและภาษาจีน ขณะนี้ที่สถาบันชนกลุ่มน้อยมีการสอนภาษาไทยด้วย

อาจารย์เจ้าเจียเหวิน อธิการบดีสถาบันชนกลุ่มน้อยกล่าวว่าเขาต้อนรับข้าพเจ้าสามครั้งแล้ว และเล่างานของสถาบันว่าพยายามอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่าต่างๆ ไว้ บุตรหลานของชนกลุ่มน้อยได้เรียนประถมมัธยมและระดับสูงกว่านั้น แต่ยังเข้ามหาวิทยาลัยน้อย ที่สถาบันมีการสอนระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี สอนเรื่องประวัติศาสตร์ชนกลุ่มน้อยและอีกหลายสาขาวิชา พยายามสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่มีชนกลุ่มน้อยเหมือนกัน เช่น ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ มีการเปิดสอนวิชาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออก สถานกงสุลไทยในคุนหมิงได้มีส่วนช่วย

คืนถิ่นจีนใหญ่

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 238

(น.238) มณฑลหูหนาน ให้ฉากปัก รูปฤดูใบไม้ผลิที่ทะเลสาบตงถิง

มณฑลกวางตุ้ง ให้หยกสลัก รูปการเดินเรือที่ราบรื่น

ภูมิภาคการปกครองตนเองกว่างซี จ้วง ให้ไม้สลัก รูปสะพานแห่งความสามัคคี

มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ให้หอยสลัก รูปทั้งโลกร่วมกันเบิกบาน

มณฑลเสฉวน ให้ไม้แดงสลัก รูปเสฉวนร่วมกันฉลองกับชาวฮ่องกง

มหานครฉงชิ่ง ให้รูปปั้นริบบิ้นสีอันเป็นมงคล

มณฑลกุ้ยโจว ให้ฉากไม้แดงประดับด้วยผ้าไหมและบาติกทำเป็นรูปภูเขาร้องเพลงในการฉลองฮ่องกงด้วยความเบิกบาน

มณฑลหยุนหนาน (ยูนนาน) ให้แจกันสำริด รูปนกมงคล

ภูมิภาคปกครองตนเองทิเบต ให้พรมแขวนผนัง รูปภูเขาสูงและแม่น้ำแยงซี

มณฑลส่านซี ให้รูปปั้น เป็นเรื่องชาวส่านซีฉลองการกลับคืนของฮ่องกง

มณฑลกานซู ให้หินฝนนหมึกจากแม่น้ำเถา เป็นเรื่องมังกรเกิดมาจากรากฐานเดียวกัน และทั้งหมดพุ่งขึ้นบนฟ้า

มณฑลชิงไห่ ให้พรมแขวนผนัง รูปคลื่นในทะเลสาบชิงไห่ร่วมต้อนรับการกลับคืนของฮ่องกง

ภูมิภาคปกครนองตนเองหนิงเซี่ย หุย ให้หินเหอหลานสลักรูปกลับจากการต้อนปศุสัตว์

Personal tools