พุทธ

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

Contents


จากหนังสือ

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 1 ปักกิ่ง หน้า 91

(น.91) รูป 99 ชื่อรูป เดินไปดูฐานเจดีย์เก่า

(น.91) จึงนำเจดีย์องค์เล็กๆจากพระราชวังหลวงในปักกิ่ง เป็นของในสมัยราชวงศ์ชิง มาประดิษฐานพระบรมธาตุ และสร้างเจดีย์ใหญ่ (ที่เราขึ้นไป) ที่วัดหลิงกวงในปี ค.ศ. 1955 เจดีย์ทองบรรจุพระเขี้ยวแก้วดูเป็นแบบเจดีย์ลัทธิ ลามะทิเบต มีจารึกซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นตัวเทวนาครี ภาษาสันสกฤต แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบเนื้อความ (ความจริงน่าจะเป็นตัวสิทธัมเป็นอักษรอินเดียที่ใช้จารึกมนตร์ต่างๆ ทางลัทธิตันตระ) ปี ค.ศ. 1957 อูนุเป็นนายกรัฐมนตรีพม่า มาขอเชิญพระธาตุไปบูชาที่พม่า (ผ่านสิบสองปันนา) เป็นเวลาหนึ่งปี นี่เป็นเรื่องที่ฟังเล่าด้วยวาจา ถ้าจะเอาให้แน่นอนก็ต้องอ่านหนังสือและวิเคราะห์ดูอีกครั้ง

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 168,169,170

(น.168) อุบาสกอุบาสิกาอวยพร ระหว่างสวดมีการตีมู่หยูว (ปลาไม้) ล่อโก๊ะ กลอง เป็นจังหวะ สวดจบหนึ่งก็ให้ไปจุดธูป ท่านเจ้าอาวาสก็ลงนั่งกราบแล้วลุกยืน แล้วกราบใหม่ 3 หน สวด 3 จบ

เสร็จพิธีท่านพามานั่งสนทนาในห้องรับแขก (ระหว่างนี้พวกลูกคู่ยังสวดต่อไปเรื่อย ๆ) บนโต๊ะมีขนม และผลไม้ให้รับประทาน นายกพุทธสมาคม (กลุ่มศาสนามณฑลกานซู) กล่าวนำว่าการที่ข้าพเจ้าเดินทางตามเส้นทางแพรไหมนี้ก็มีส่วนเกื้อกูลความเข้าใจระหว่างพุทธศาสนิกชนไทย – จีน และขอให้ท่านเจ้าอาวาสเล่าประวัติของวัด ท่านเจ้าอาวาสกล่าวต้อนรับและอวยพร แล้วเล่าว่าการก่อสร้างวัดนี้อยู่ในระหว่างราชวงศ์หมิงและชิง ถ้าจะสอบประวัติก็ยากเพราะวัดถูกทำลายหลายครั้ง ไม่มีตำราเขียนเอาไว้เพิ่งบูรณะเมื่อ ค.ศ. 1988 เปิดให้พุทธศาสนิกชนมาบูชา เคยได้ต้อนรับพุทธศาสนิกชนจากญี่ปุ่น ได้รับพระพุทธรูปเป็นของขวัญจากพุทธศาสนิกชนชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า ช่วงเวลานี้กำลังบูรณะห้องโถงใหญ่ ฉะนั้นการรับรองอาจจะดีไม่พอ พุทธศาสนิกชนที่นี่เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าจะมาก็สวดมนต์อวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ

จีนกับไทยติดต่อไปมาหาสู่กันมาแต่โบราณ การเดินทางครั้งนี้มีความหมาย เพราะเราเป็นชาวตะวันออกด้วยกันควรจะเกื้อกูลกัน แล้วท่านก็มอบของขวัญให้ข้าพเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ที่พระถังซำจั๋งแปล ภาพพิมพ์ความฝันจากถ้ำตุนหวง เจ้าแม่กวนอิม พระลามะก็ให้ผ้าสีเหลืองคล้องคอตามธรรมเนียม วัดนี้มีทั้งพุทธมหายาน ลัทธิลามะ และลัทธิเต๋า รวม ๆ กัน

ข้าพเจ้าถามท่านว่าก่อนจะมาอยู่วัดนี้จำพรรษาอยู่วัดไหน ท่านว่าอยู่ที่เหอซี ท่านบวชมาตั้งแต่เด็ก ช่วงการปลดปล่อยไปเรียนคัมภีร์อยู่ที่

(น.169) รูป111. เจ้าอาวาสให้ของที่ระลึกและชวนดื่มน้ำชารับประทานผลไม้

สถาบันพุทธศาสนาที่ปักกิ่ง อยู่วัดที่ปักกิ่ง ในชีวิตมีความผันแปรมามาก แต่ต่อมาก็ดีขึ้น

ท่านบอกว่าพระลามะที่นี่เป็นคนจีน (ฮั่น) ไม่ใช่คนทิเบต ลามะทิเบตอยู่ที่วัดลาปูเลิง (Labuleng) มีประมาณ 1,000 กว่ารูป วัดลาปูเลิงสร้างสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อ ค.ศ. 1709

ข้าพเจ้าพยายามถามว่าวัดจุนหยวนนี้นับถือคัมภีร์อะไร ดูท่านจะไม่ค่อยเข้าใจคำถามนัก เลยไม่ได้คำตอบ ภายหลังศุภรัตน์มาบอกว่าเหลือบ

(น.170) เห็นคำว่าจินกังจิง จึงไปเปิดพจนานุกรมดูว่าเป็นวัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตรของท่านนาคารชุน พระกุมารชีพแปลเป็นจีน ท่านกุมารชีพ (344 – 413) มีโยมบิดาเป็นขุนนางชาวอินเดีย โยมมารดาเป็นเจ้าหญิงคูเซอ เมืองคูเซอนี้เป็นเขตที่นับถือพุทธศาสนาหินยาน นิกายสรรวาสติวาทิน ฉะนั้นท่านกุมารชีพจึงเติบโตขึ้นในแวดวงเถรวาท (ในขณะนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของจีนอยู่ที่เมืองเหอเถียน) แต่มาเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนามหายาน ได้แปลคัมภีร์มากมาย สำหรับคัมภีร์จินกังจิง (กิมกังเก็ง) นี้ นิกายฉาน (ธฺยาน – ฌาน) หรือเซ็น (ซึ่งแต้จิ๋วเรียกเสี่ยมจง) นับถือมาก ฉะนั้นข้าพเจ้าเลยคิดไปเอง (ต้องขีดเส้นใต้เพราะเป็นการสรุปโดยหลักฐานไม่พอ) ว่าคงเป็นวัดนิกายเสี่ยมจง

ข้างนอกที่ลานวัดมีรูปปั้นซุนยัดเซ็น เขียนพินัยกรรมของซุนยัดเซ็นไว้ที่ฐานของรูปปั้น

จากนั้นเราก็ออกนอกเขตวัด หัวหน้าอุทยานกลับมาอธิบายเรื่องน้ำพุต่อว่า น้ำพุที่ 2 ชื่อน้ำพุเจ้วเยว่ หมายความว่าใช้มือกอบแสงจันทร์

3. น้ำพุโม่จื่อ แปลว่า คลำลูก ถ้าคลำลูกกระเบื้องจะได้ลูกสาว ถ้าคลำลูกก้อนหินจะได้ลูกชาย

4. หุ้ยฉวน หมายถึงบุญคุณ

5. เหมิงฉวน หมายความถึงได้รับการศึกษา เราเดินขึ้นบันไดชื่อบันไดชิงหยุน แปลว่าบันไดเมฆเขียว ข้าพเจ้าถามเขาว่าทำไมเมฆจึงเขียว เขาอธิบายว่ายิ่งสูงขึ้นไปเมฆยิ่งเป็นสีเขียว

เราไปดูน้ำพุที่สอง ผู้อำนวยการอุทยานอธิบายว่า ในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูชิวเทียน คนที่มาดูพระจันทร์จะเห็นพระจันทร์ส่งแสดงเหมือนอยู่

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 48

(น.48) วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม 2544

เปิดหน้าต่างห้องเขียนหนังสือ อากาศเย็นๆ เหมือนหน้าหนาว เสียงนกร้องจู๋จี๋

ออกไปเดินเล่น อากาศเย็นผิดกับเมื่อวานนี้ รับประทานอาหารเช้าแล้วออกไปวัดกุมบุม มีความหมายว่า พระพุทธรูปหนึ่งแสนองค์ ภาษาจีนเรียกวัดนี้ว่า วัดถาเอ่อร์ซื่อ เป็นวัดใหญ่หนึ่งในหกของวัดทิเบตนิกายเกลุกปะ และเป็นที่เกิดของพระอาจารย์จงคาปา ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะ

เมื่อไปถึงมีพระลามะมารับ ประพจน์เล่าว่าที่จริงพระทิเบตทั่วๆ ไป เรียกว่า พระภิกษุ ไม่ได้เป็นลามะทุกองค์ องค์ไหนที่ไม่มีความสามารถสูงนักก็เรียนเฉพาะการทำพิธี เพื่อช่วยชาวบ้านได้ องค์ไหนเมื่อบวชแล้ว มีความสามารถในด้านวิปัสสนา หรือด้านพระไตรปิฎกและหลักปรัชญาก็เรียนไปด้านนั้น และได้เป็นลามะ ยังมีอีกพวกคือ Húa Fó (หัวโฝ) หรือที่เขาแปลกันว่า Living Buddha คือพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ที่จริงคือนิรมาณกายของผู้ที่ตั้งใจจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ จึงมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์


ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 98,112,113

(น.98) รูปพระอาจารย์จงคาปา (เป็นผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะหรือนิกายเหลือง) เป็นอาจารย์ของพระดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เขาเล่าว่าแต่แรกผู้ที่จะได้เป็นดาไลลามะและปันฉานลามะ จะต้องเป็นผู้รอบรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามาก ต่อมามีระบบการสรรหาทารกสืบทอดวิญญาณ

รูปศิษย์คนสำคัญของพระอาจารย์จงคาปา

ในตู้มีพระไตรปิฎกอยู่มากมาย ใส่ตู้ปิดกุญแจเอาไว้ ขอดูพระไตรปิฎก ต้องไปตามคนเก็บกุญแจมา หากุญแจอยู่พักใหญ่ เมื่อหากุญแจพบยังไขไม่ได้ เพราะรูกุญแจอยู่สูง พอดีมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งตัวสูงมาก จึงไขเปิดตู้และหยิบคัมภีร์ออกมาได้ ฉบับที่หยิบมานี้เป็นสมุดพับ กระดาษดำเขียนตัวอักษรด้วยหรดาล เขาบอกว่ากระดาษที่เขียนเป็นกระดาษพิเศษของทิเบต มีสรรพคุณสำคัญคือ แมลงไม่กิน คัมภีร์ฉบับนี้เป็นปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษบางหน้าติดกัน จะว่าเป็นเพราะความชื้นก็ไม่น่าจะใช่เพราะทิเบตอากาศแห้ง อีกอย่างหนึ่งคือเก็บเอาไว้เฉยๆ ไม่มีคนอ่าน เนื่องจากมีคัมภีร์มากอ่านไม่ทัน

(น.98) รูป 89 คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร กระดาษดำหมึกทอง

(น.112) สมัยราชวงศ์หมิงรัฐบาลกลางสนับสนุนศาสนาทุกนิกาย ขณะที่ราชวงศ์หยวนสนับสนุนแต่พวกสาเกีย มีตราสำหรับท้องถิ่นต่างๆ เอกสารมอบที่ดินและตำแหน่งแก่ขุนนางในท้องที่ มีภาพเขียนเล่าเรื่องจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ให้รัฐบาลท้องถิ่นนำลามะไปสวดมนต์ในวังที่เมืองหนานจิง มีตัวหนังสือเขียนบรรยายเป็น 5 ภาษา คือ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษามองโกล ภาษาอาหรับ และภาษาแมนจู

รูปต้นไม้ (ต้นสาละ) ที่จักรพรรดิเฉียนหลงเขียนให้พระปันฉานลามะองค์ที่ 6 มีอักษรบรรยาย 3 ภาษา เขียนว่า จักรพรรดิจะฉลองวันพระราช

สมภพ 70 พรรษา เชิญปันฉานลามะองค์ที่ 6 ไปปักกิ่ง

สมัยรัฐบาลท้องถิ่น (ค.ศ. 1642-1951) มีสาระโดยย่อว่า

ค.ศ. 1642 ดาไลลามะกับปันฉานลามะ ส่งทูตไปเฝ้าจักรพรรดิชิงที่แมนจูเรีย

ค.ศ. 1643 ดาไลลามะองค์ที่ 5 สามารถสถาปนานิกายเหลืองเกลุกปะ รวมศาสนาและการปกครองเข้าด้วยกัน

ค.ศ. 1751 มอบอำนาจให้ดาไลลามะองค์ที่ 7 ไปปกครองทิเบต

สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงออกประกาศ 29 ข้อ ใน ค.ศ. 1793 กำหนดเสนาบดีจากส่วนกลางไปทิเบต ขอบเขตอำนาจดาไลลามะ ปันฉานลามะในการหาทารกสืบวิญญาณ กำหนดเรื่องการเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีชีวิต รายชื่อเสนาบดีประจำทิเบต แจกันสำหรับใส่ฉลากให้เด็กที่จะได้เป็นดาไลลามะจับ มักจะจับฉลากกันอยู่หน้าวัดต้าเจาซื่อ

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของทิเบต เขียนทั้งภาษาทิเบต และภาษาจีน มี 17 หน้า

ตะเกียงเนยทำด้วยทองคำ ที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 เหมือนกับที่เห็นที่วังโปตาลา

รูปอู๋จางซินประธานกิจการมองโกเลีย-ทิเบต ของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เยี่ยมผู้สืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 13 คือ ดาไลลามะองค์ที่ 14

รูปการเซ็นสัญญา 17 ข้อ เกี่ยวกับการปลดปล่อยทิเบต วันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1951 ฝ่ายทิเบต รองประธานสภา ประธานสภาประชาชน เป็นคนลงนาม

แจกันหยกที่ประธานเหมาเจ๋อตุงถวาย

ส่วนที่ 3 วัฒนธรรมและศิลปะ ศิลปหัตถกรรมทิเบต พูดถึงวิวัฒนาการภาษาทิเบต ระบบสะกดเสียง เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว เสนาบดีของกษัตริย์ซงจ้านกานปู้เป็นผู้ประดิษฐ์อักษรทิเบต มีนิทรรศการเกี่ยวกับเอกสารทิเบตสมัยต่างๆ การเขียนด้วยหมึกทองและเงิน ลายมือสมัยต่างๆ ที่มีแบบต่างกัน อักษรตัวพิมพ์ของทิเบต

นอกจากนั้นแสดงพู่กันและเครื่องเขียน สำหรับเขียนภาษาทิเบต ใช้ไม้ไผ่ทำเป็นดินสอเขียนบนกระดาษ กระดาษก็มีกระดาษพิเศษ ทำจากพืชชนิดหนึ่งกันตัวหนอนที่ชอบกัดกระดาษได้

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 130,132,134,135,138,140,141

(น.130) รูป 114 ห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร

(น.130) ข้างๆ ห้องรับแขกเป็นห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ มีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร บอกว่าต้องสวดมนต์ทุกวัน คัมภีร์ที่มีอยู่นั้นอ่านไม่ออก ต้องเชิญลามะมาอ่านปีละครั้ง คัมภีร์นี้ซื้อมาจากลาซาตั้งแต่ ค.ศ. 1980

(น.132) รูป 116 ถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกในครอบครัวคุณลุง Niman Minjul

(น.132) เด็กๆ เรียนชั้นประถมและมัธยมต้นในตำบล หลานคุณลุงจบชั้นประถมแล้วไปเรียนชั้นมัธยมได้ปีหนึ่ง สอบตกเลยเลิกเรียนกลับมาอยู่บ้าน

บ้านนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ (แต่เห็นมีไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน) ไม่มีทีวี มีแต่วิทยุ ในหมู่บ้านนี้มีโทรทัศน์เครื่องเดียว ใครจะดูก็ดูเครื่องนี้ ถามว่าทำครัวใช้อะไรเป็นเชื้อเพลิง ยังแปลกใจที่เขาบอกว่าใช้ไม้ อธิบายว่าแถวนี้มีโครงการปลูกป่าดี อีกอย่างหนึ่งคือใช้มูลจามรี

ปีหนึ่งนิมนต์ลามะมาที่บ้านครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นถ้าจะทำบุญมักไปทำบุญที่วัดจ๋าสือหลุนปู้ รูปหนึ่งถวายเงิน 15 หยวน ถวานอาหาร ชิงเคอ เนื้อแกะ ต้องถวายอาหารที่ดีที่สุด

(น.134) รูป 117 เจ้าอาวาสวัดจ๋าสือหลุนปู้มอบผ้าฮาดาเพื่อคล้องคอในพิธีต้อนรับ

(น.134) เจ้าอาวาสบรรยายว่าวัดนี้เป็นวัดใหญ่หนึ่งใน 6 ของนิกายเกลุกปะที่อยู่ในรายชื่อของวัดที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม วัดนี้มีอาคารมากมาย แต่ว่ามีเวลาน้อย จึงเลือกนำชมเฉพาะสถานที่สำคัญๆ เท่าที่เวลาจะอำนวย เราจะได้พบพระที่ศึกษาคัมภีร์อย่างจริงจัง เป็นผู้มีความรู้แตกฉาน ทั้งวัดมีพระอยู่ 800 กว่ารูป ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นสนับสนุนช่วยเหลือวัดเป็นอย่างดี

นอกจากผ้าฮาดา (Hada) หรือผ้าคาตักแล้ว เจ้าอาวาสยังเอาผ้าสีแดง ผูกคอให้ บอกว่าผ้านี้ปันฉานลามะเสกเอาไว้ ผ้าคาตักเป็นผ้าไหมยาวสีขาว มีลายเป็นรูปอัษฏมงคล

(น.135) นั่งรถไปที่วิหารพระไมเตรยะ เป็นวิหารที่สูงที่สุดในบริเวณนี้คือ สูงประมาณ 30 เมตร พระปันฉานลามะองค์ที่ 9 สร้างใน ค.ศ. 1914 พระประธานของพระวิหารเป็นพระไมเตรยะทองสำริด สูง 26.2 เมตร ประทับอยู่บนฐานของชุกชีสูง 3.8 เมตร ใช้ทองหนัก 280 กิโลกรัม สำริด 115 ตัน มีอัญมณีต่างๆ ประดับประมาณ 1,400 เม็ด มีรูปพระปันฉานลามะองค์ที่ 9, 10 และ 11 องค์ที่ 11 ยังเด็ก ภาพฝาผนังเขียนเป็นเรื่องราวในลัทธิวัชรยาน

(น.135) รูป 118 ภาพฝาผนังรูปศรีเทวี (ปัลเดน ลาโม) ธรรมบาลที่สำคัญที่สุดองค์หนึ่งของพุทธวัชรยาน

(น.135) รูป 119 ภาพวาดพระพุทธรูป 1,000 องค์

(น.135) รูป 120 พระไมเตรยะทองสำริด พร้อมรูปถ่ายพระปันฉานลามะองค์ที่ 10 และ 11 (องค์ปัจจุบัน)

(น.138) ฝาผนังเป็นรูปพระพุทธรูป 1,000 องค์ ในวิหารนี้การสลักทองและเงิน ถือว่าช่างเงินช่างทองของรื่อคาเจ๋อมีชื่อเสียงยิ่ง เมืองต่างๆ มักนิยมจ้างช่างจากเมืองนี้

มีห้องที่มีพระพุทธรูปเป็นพระศากยมุนี สองข้างเป็นพระไมเตรยะ และพระอมิตาภะ

เดินออกมาข้างนอกพระอธิบายว่าตึกสีขาวเป็นที่อยู่ของพระลามะ (เทียบตามศาสนาบ้านเราคงถือได้ว่าเป็นสังฆาวาส) ส่วนตึกสีแดงและเหลืองเป็นพุทธาวาส พระรูปหนึ่งมักมีที่พัก 2-3 ห้อง คือห้องสวดมนต์ ห้องพักผ่อน และห้องนอน

เจดีย์วิญญาณของปันฉานลามะองค์ที่ 4 สร้าง ค.ศ. 1662 คือประมาณ 300 กว่าปีแล้ว เป็นสิ่งก่อสร้างแห่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม พระอธิบายว่าเป็นที่เก็บข้าวบาร์เลย์จึงไม่ทำลาย เพราะถือว่าเป็นที่เก็บข้าวบาร์เลย์ (ไม่ทราบว่าเกี่ยวกันอย่างไร) พระปันฉานลามะองค์ที่ 4 ตอนมรณภาพมีอายุ 93 ปี เป็นอาจารย์ของดาไลลามะองค์ที่ 4 และ 5 เจดีย์ทำด้วยเงิน 1,500 กิโลกรัม มีอัญมณี 1,700 เม็ด เขาว่ากันว่า เจดีย์ของปันฉานลามะองค์อื่นๆ เป็นเงินทั้งนั้นยกเว้นปันฉานลามะองค์ที่ 10 ที่มีคุณูปการแก่จีน จึงทำเป็นทอง

ที่อยู่ของปันฉานลามะที่นี่เขาเรียกว่า ตงกง หรือ วังฤดูหนาว ภายหลังนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลให้เงินสร้างเซี่ยกง หรือวังฤดูร้อน

(น.140) รูป 123-124 คัมภีร์ในหอคัมภีร์ที่สร้างสมัยปันฉานลามะองค์ที่ 4

(น.140) ค.ศ. 1985 ปันฉานลามะองค์ที่ 10 กำหนดสร้างเจดีย์ให้องค์อื่นๆ สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1989 วันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1989 พระปันฉานลามะมาทำพิธีฉลองเจดีย์และอีก 6 วันต่อมาท่านก็มรณภาพ (วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1989)

รูปปั้นปันฉานลามะองค์ที่ 9 มีอัฐิอยู่ข้างใน แม้แต่อัฐิก็มีไม่ครบ

เจดีย์ที่นี่พระปันฉานลามะองค์ที่ 10 เป็นผู้ออกแบบภาพวาด แสดงว่ามีหลายนิกายที่เป็นนิกายทิเบต ตรงกลางเป็นลานสำหรับทำพิธีต่างๆ มองลงไปนับสุนัขได้ 11 ตัว มีลักษณะเหมือนหมาฝรั่ง (ที่จริงคงจะมีมากกว่านี้)

มีกำแพงสร้างด้วยหญ้าชนิดหนึ่งเรียกว่า หญ้าไป๋หม่า หรือหญ้าม้าขาว เป็นหญ้าที่ทนทานสร้างแล้วไม่พังง่าย รับน้ำหนักได้มาก เบา ช่วยให้คนอยู่ข้างในอบอุ่น ถ่ายเทอากาศได้ดี เก็บไว้เป็นร้อยๆ ปี ก็ไม่เน่า ขอเขาไปดูหอคัมภีร์ ทางวัดให้คนไปเอากุญแจทันที หอคัมภีร์นี้สร้างสมัยปันฉานลามะองค์ที่ 4 ประมาณ 300 กว่าปีมาแล้ว ท่านว่าหนึ่งในร้อยคนจึงจะศึกษาคัมภีร์ได้ จุดมุ่งหมายของคนที่มาศึกษาพระธรรมมีหลายอย่าง ประการแรกก็คือ ต้องการศึกษาเพื่อบรรลุพระธรรม ประการที่ 2 คือ เพื่อได้ตำแหน่งลาภยศต่างๆ ประการที่ 3 เพื่อให้แข็งแรงและอายุยืน พระที่ดูแลคัมภีร์อ่านคัมภีร์ให้ฟังเป็นเรื่องศีลและธรรม เช่น ใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปรารถนาให้คนอื่นมีสุข ปรารถนาให้คนอื่นพ้นทุกข์ จุดหมายสูงสุดของชีวิตคือการบรรลุธรรม ไม่

(น.141) ว่าเป็นคนเป็นสัตว์ย่อมรักชีวิต ในใจให้มีพระรัตนตรัย เมื่ออ่านเสร็จแล้วท่านบอกว่ามาครั้งนี้เป็นสิริมงคล เพราะสิ่งที่อ่านให้ฟังนั้นล้วนเป็นสิริมงคลทั้งสิ้น สมควรนำไปปฏิบัติและท่านจะภาวนาให้ด้วย คัมภีร์ที่อ่านพิมพ์ที่โรงพิมพ์ (หรือสำนักพิมพ์) อยู่ในเมืองลาซา พิมพ์พระไตรปิฎกและหนังสือธรรมะ

ในตู้มีรูปพระปันฉานลามะและพระอรหันต์ 18 องค์ มีรูปพระศากยมุนี รูปนี้เคยนำไปประดิษฐานที่จีน (จงหยวน) แล้วกลับมาอีก

พวกชาวบ้านนิยมมาสวดมนต์ที่นี่ สวดเองไม่เป็นก็ฟังลามะสวด จะถวายเงินเล็กน้อย เหมาหนึ่ง หยวนหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น (น.141) รูป 125 มอบทังการูปพระปัทมสัมภวะให้เป็นที่ระลึกแก่วัด

จัดหมวดหมู่สารสนเทศ

พุทธ

พุทธศาสนาในทิเบต

ดาไลลามะ ผู้นำทางธรรมและทางโลกของทิเบต

สมัยราชวงศ์หมิงรัฐบาลกลางสนับสนุนศาสนาทุกนิกาย ขณะที่ราชวงศ์หยวนสนับสนุนแต่พวกสาเกีย มีตราสำหรับท้องถิ่นต่างๆ เอกสารมอบที่ดินและตำแหน่งแก่ขุนนางในท้องที่ มีภาพเขียนเล่าเรื่องจักรพรรดิหงอู่ (จูหยวนจาง) ให้รัฐบาลท้องถิ่นนำลามะไปสวดมนต์ในวังที่เมืองหนานจิง มีตัวหนังสือเขียนบรรยายเป็น 5 ภาษา คือ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษามองโกล ภาษาอาหรับ และภาษาแมนจู

รูปต้นไม้ (ต้นสาละ) ที่จักรพรรดิเฉียนหลงเขียนให้พระปันฉานลามะองค์ที่ 6 มีอักษรบรรยาย 3 ภาษา เขียนว่า จักรพรรดิจะฉลองวันพระราช

สมภพ 70 พรรษา เชิญปันฉานลามะองค์ที่ 6 ไปปักกิ่ง

สมัยรัฐบาลท้องถิ่น (ค.ศ. 1642-1951) มีสาระโดยย่อว่า

ค.ศ. 1642 ดาไลลามะกับปันฉานลามะ ส่งทูตไปเฝ้าจักรพรรดิชิงที่แมนจูเรีย

ค.ศ. 1643 ดาไลลามะองค์ที่ 5 สามารถสถาปนานิกายเหลืองเกลุกปะ รวมศาสนาและการปกครองเข้าด้วยกัน

ค.ศ. 1751 มอบอำนาจให้ดาไลลามะองค์ที่ 7 ไปปกครองทิเบต

สมัยจักรพรรดิเฉียนหลงออกประกาศ 29 ข้อ ใน ค.ศ. 1793 กำหนดเสนาบดีจากส่วนกลางไปทิเบต ขอบเขตอำนาจดาไลลามะ ปันฉานลามะในการหาทารกสืบวิญญาณ กำหนดเรื่องการเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีชีวิต รายชื่อเสนาบดีประจำทิเบต แจกันสำหรับใส่ฉลากให้เด็กที่จะได้เป็นดาไลลามะจับ มักจะจับฉลากกันอยู่หน้าวัดต้าเจาซื่อ [1]

นักบวชในทิเบต

ที่จริงพระทิเบตทั่วๆ ไป เรียกว่า พระภิกษุ ไม่ได้เป็นลามะทุกองค์ องค์ไหนที่ไม่มีความสามารถสูงนักก็เรียนเฉพาะการทำพิธี เพื่อช่วยชาวบ้านได้ องค์ไหนเมื่อบวชแล้ว มีความสามารถในด้านวิปัสสนา หรือด้านพระไตรปิฎกและหลักปรัชญาก็เรียนไปด้านนั้น และได้เป็นลามะ ยังมีอีกพวกคือ Húa Fó (หัวโฝ) หรือที่เขาแปลกันว่า Living Buddha คือพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ที่จริงคือนิรมาณกายของผู้ที่ตั้งใจจะช่วยสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ จึงมาถือกำเนิดเป็นมนุษย์ [2]

ศาสนกิจ

เผยแผ่พระธรรมแก่พุทธศาสนิกชน

ข้างๆ ห้องรับแขกเป็นห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ มีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร บอกว่าต้องสวดมนต์ทุกวัน คัมภีร์ที่มีอยู่นั้นอ่านไม่ออก ต้องเชิญลามะมาอ่านปีละครั้ง คัมภีร์นี้ซื้อมาจากลาซาตั้งแต่ ค.ศ. 1980[3]

ปีหนึ่งนิมนต์ลามะมาที่บ้านครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นถ้าจะทำบุญมักไปทำบุญที่วัดจ๋าสือหลุนปู้ รูปหนึ่งถวายเงิน 15 หยวน ถวานอาหาร ชิงเคอ เนื้อแกะ ต้องถวายอาหารที่ดีที่สุด [4]

พวกชาวบ้านนิยมมาสวดมนต์ที่วัด สวดเองไม่เป็นก็ฟังลามะสวด จะถวายเงินเล็กน้อย เหมาหนึ่ง หยวนหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น (น.141) รูป 125 มอบทังการูปพระปัทมสัมภวะให้เป็นที่ระลึกแก่วัด [5]



ตะเกียงเนยทำด้วยทองคำ ที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 เหมือนกับที่เห็นที่วังโปตาลา

รูปอู๋จางซินประธานกิจการมองโกเลีย-ทิเบต ของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เยี่ยมผู้สืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 13 คือ ดาไลลามะองค์ที่ 14[6]

คัมภีร์ภาษาทิเบต สมัยกษัตริย์ราชวงศ์ถู่โป๋ที่เรียกว่า ธรรมราชา 3 องค์ มีคัมภีร์หลายฉบับที่แปลจากภาษาสันสกฤต รูปถ่ายสำนักการแปลที่เมืองซานหนานที่แปลพระสูตรต่างๆ นักแปลคัมภีร์กันจูร์ ตันจูร์ (Kanjur Tanjur) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8

ภาพอาจารย์อตีศะ (Atisa ค.ศ. 982-1054) ซึ่งมาจากเบงกอลในคริสต์ศตวรรษที่ 11[7]

วัดถาเอ่อร์เป็นที่เกิดของพระอาจารย์จงคาปา ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะ [8]


ตัวสิทธัมเป็นอักษรอินเดียที่ใช้จารึกมนตร์ต่างๆ ทางลัทธิตันตระ[9]

ห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร


วัดจ๋าสือหลุนปู้ (ต้าชี่ลุนโป Tashi Lhunpo Monastery)เป็นวัดประจำของปันฉานลามะ [10]

พระปันฉานลามะองค์ที่ 4 ตอนมรณภาพมีอายุ 93 ปี เป็นอาจารย์ของดาไลลามะองค์ที่ 4 และ 5 เจดีย์ทำด้วยเงิน 1,500 กิโลกรัม มีอัญมณี 1,700 เม็ด เขาว่ากันว่า เจดีย์ของปันฉานลามะองค์อื่นๆ เป็นเงินทั้งนั้นยกเว้นปันฉานลามะองค์ที่ 10 ที่มีคุณูปการแก่จีน จึงทำเป็นทอง

ที่อยู่ของปันฉานลามะที่นี่เขาเรียกว่า ตงกง หรือ วังฤดูหนาว ภายหลังนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลให้เงินสร้างเซี่ยกง หรือวังฤดูร้อน[11]

วัดจ๋าสือหลุนปู้ เป็นวัดใหญ่หนึ่งใน 6 ของนิกายเกลุกปะ[12]

มีรูปพระปันฉานลามะองค์ที่ 9, 10 และ 11 องค์ที่ 11 ยังเด็ก ภาพฝาผนังเขียนเป็นเรื่องราวในลัทธิวัชรยาน[13]

ปันฉานลามะองค์ที่ 10 มรณภาพ (วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1989 เจดีย์ที่นี่พระปันฉานลามะองค์ที่ 10 เป็นผู้ออกแบบภาพวาด แสดงว่ามีหลายนิกายที่เป็นนิกายทิเบต [14]



ในตู้หนังสือมีคัมภีร์ภาษาทิเบต กันจูร์ ตันจูร์ นอกจากคัมภีร์นิกายเกลุกปะแล้วยังมีคัมภีร์นิกายอื่นๆ


วัดจุนหยวนนี้มีทั้งพุทธมหายาน ลัทธิลามะ และลัทธิเต๋า รวม ๆ กัน [15]

พระลามะที่นี่เป็นคนจีน (ฮั่น) ไม่ใช่คนทิเบต ลามะทิเบตอยู่ที่วัดลาปูเลิง (Labuleng) มีประมาณ 1,000 กว่ารูป วัดลาปูเลิงสร้างสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อ ค.ศ. 1709 [16]

ศาสนบุคคล/ผู้มีคุณูปการต่อพุทธศาสนาในจีน

มิลาเรปา

พระถังซัมจั๋ง

นาคารชุน กุมารชีพ

วัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตรของท่านนาคารชุน พระกุมารชีพแปลเป็นจีน ท่านกุมารชีพ (344 – 413) มีโยมบิดาเป็นขุนนางชาวอินเดีย โยมมารดาเป็นเจ้าหญิงคูเซอ เมืองคูเซอนี้เป็นเขตที่นับถือพุทธศาสนาหินยาน นิกายสรรวาสติวาทิน ฉะนั้นท่านกุมารชีพจึงเติบโตขึ้นในแวดวงเถรวาท (ในขณะนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของจีนอยู่ที่เมืองเหอเถียน) แต่มาเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนามหายาน ได้แปลคัมภีร์มากมาย สำหรับคัมภีร์จินกังจิง (กิมกังเก็ง) นี้ นิกายฉาน (ธฺยาน – ฌาน) หรือเซ็น (ซึ่งแต้จิ๋วเรียกเสี่ยมจง) นับถือมาก ฉะนั้นข้าพเจ้าเลยคิดไปเอง (ต้องขีดเส้นใต้เพราะเป็นการสรุปโดยหลักฐานไม่พอ) ว่าคงเป็นวัดนิกายเสี่ยมจง[17]

เจ้าหญิงเหวินเฉิง

เล่ากันว่าเจ้าหญิงเหวินเฉิงพระมเหสีสร้างวัดต้าเจาซื่อ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่นำมาจากจีน (เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้หล่อจากพระพักต์ของพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ใช้โลหะหลายชนิดผสมกัน หล่อที่แคว้นมคธ) มีอีกวัดคือ วัดเสี่ยวต้าเจา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระมเหสีที่เป็นเจ้าหญิงเนปาล เนื่องจากเล่ากันว่าวัดนี้ตะเกียงเนยสว่างตลอดเวลา เพราะชาวบ้านเอาเนยมาถวายเป็นเชื้อไฟตลอด

บริเวณที่ตั้งวัดต้าเจาซื่อ เดิมเป็นทะเลสาบ เล่าเรื่องกันว่า เจ้าหญิงเหวินเฉิงศึกษาภูมิประเทศของทิเบต มองเห็นเป็นรูปนางยักษ์ วิธีปราบก็คือ สร้างวัดตามบริเวณสำคัญของนางยักษ์ เพื่อต่อต้านอำนาจของนาง ทะเลสาบนี้อยู่ตรงกลางหัวใจของนางยักษ์พอดี จึงควรสร้างวัดเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายบริเวณนั้น (เข้าใจว่าใช้วิธีการดูฮวงจุ้ยตามแบบจีน)[18]

พระอาจารย์จงคาปา

พระอาจารย์จงคาปา (เป็นผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะหรือนิกายเหลือง) เป็นอาจารย์ของพระดาไลลามะและพระปันฉานลามะ เขาเล่าว่าแต่แรกผู้ที่จะได้เป็นดาไลลามะและปันฉานลามะ จะต้องเป็นผู้รอบรู้ มีลูกศิษย์ลูกหามาก ต่อมามีระบบการสรรหาทารกสืบทอดวิญญาณ [19]


เจ้าหญิงทรีซุน (ภฤกุตี) จากเนปาลซึ่งเป็นมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง (เป็นผู้นำพุทธศาสนามาทิเบต เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเหวินเฉิง)

คัมภีร์

ความมุ่งหมายในการศึกษาพระธรรมคัมภีร์

ท่านว่าหนึ่งในร้อยคนจึงจะศึกษาคัมภีร์ได้ จุดมุ่งหมายของคนที่มาศึกษาพระธรรมมีหลายอย่าง

ประการแรกก็คือ ต้องการศึกษาเพื่อบรรลุพระธรรม

ประการที่ 2 คือ เพื่อได้ตำแหน่งลาภยศต่างๆ

ประการที่ 3 เพื่อให้แข็งแรงและอายุยืน พระที่ดูแลคัมภีร์อ่านคัมภีร์ให้ฟังเป็นเรื่องศีลและธรรม เช่น ใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปรารถนาให้คนอื่นมีสุข ปรารถนาให้คนอื่นพ้นทุกข์

จุดหมายสูงสุดของชีวิตคือการบรรลุธรรม ไม่ว่าเป็นคนเป็นสัตว์ย่อมรักชีวิต ในใจให้มีพระรัตนตรัย เมื่ออ่านเสร็จแล้วท่านบอกว่ามาครั้งนี้เป็นสิริมงคล เพราะสิ่งที่อ่านให้ฟังนั้นล้วนเป็นสิริมงคลทั้งสิ้น สมควรนำไปปฏิบัติและท่านจะภาวนาให้ด้วย [20]


พระไตรปิฎก มหาปรัชญาปารมิตาสูตร สมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ เป็นฉบับแรกที่เขียนเป็นภาษาทิเบต เขียนด้วยทองคำ[21]

(น.145) กันจูร์เป็นพระไตรปิฎก-พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ส่วนตันจูร์เป็นอรรถกถา เวลาพิมพ์จะนำมาพิมพ์รวมกัน ใน ค.ศ. 1583 สมัยจักรพรรดิคังซีให้พิมพ์กันจูร์ พิมพ์ที่ปักกิ่ง ด้วยตัวพิมพ์แกะไม้ ต่อมาใน ค.ศ. 1724 สมัยจักรพรรดิยงเจิ้งให้พิมพ์ตันจูร์ พระไตรปิฎกกันจูร์และพระอรรถกถาตันจูร์รวมกันเรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับคังซี เป็นภาษาทิเบต บางครั้งก็เรียกกันว่า พระไตรปิฎกฉบับปักกิ่ง [22]

ยังไม่ใช้

เจ้าหญิงทรีซุน (ภฤกุตี) จากเนปาลซึ่งเป็นมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง (เป็นผู้นำพุทธศาสนามาทิเบต เช่นเดียวกับเจ้าหญิงเหวินเฉิง)

พระอาจารย์มิลาเรปา หรือมิลารัสปา (คริสต์ศตวรรษที่ 11) เป็นศิษย์เอกของผู้ก่อตั้งนิกายก๋าจี่ปา หรือ กากยูปะ (Kagyur pa) หรือนิกายขาว ซึ่งมีนับถือมากทางภาคตะวันออก [23]


เมื่อมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์และมีวัด คนเริ่มหลั่งไหลมานมัสการ รอบๆ วัดจึงเติบโตขึ้นมาเป็นเมืองลาซา ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 7 ชนเผ่าทิเบตจะอยู่กันมากบริเวณซานหนาน พอสร้างวัดต้าเจาซื่อ ศูนย์กลางทางศาสนาย้ายมาอยู่ที่นี่ [24]


ตะเกียงเนยทำด้วยทองคำ ที่เจียงไคเช็กถวายดาไลลามะองค์ที่ 14 เหมือนกับที่เห็นที่วังโปตาลา

รูปอู๋จางซินประธานกิจการมองโกเลีย-ทิเบต ของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง เยี่ยมผู้สืบทอดดาไลลามะองค์ที่ 13 คือ ดาไลลามะองค์ที่ 14[25]

คัมภีร์ภาษาทิเบต สมัยกษัตริย์ราชวงศ์ถู่โป๋ที่เรียกว่า ธรรมราชา 3 องค์ มีคัมภีร์หลายฉบับที่แปลจากภาษาสันสกฤต รูปถ่ายสำนักการแปลที่เมืองซานหนานที่แปลพระสูตรต่างๆ นักแปลคัมภีร์กันจูร์ ตันจูร์ (Kanjur Tanjur) ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 8

ภาพอาจารย์อตีศะ (Atisa ค.ศ. 982-1054) ซึ่งมาจากเบงกอลในคริสต์ศตวรรษที่ 11[26]

วัดถาเอ่อร์เป็นที่เกิดของพระอาจารย์จงคาปา ผู้ก่อตั้งนิกายเกลุกปะ [27]


ตัวสิทธัมเป็นอักษรอินเดียที่ใช้จารึกมนตร์ต่างๆ ทางลัทธิตันตระ[28]

ห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร

(น.130) ข้างๆ ห้องรับแขกเป็นห้องพระ มีตู้เก็บคัมภีร์ มีคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร บอกว่าต้องสวดมนต์ทุกวัน คัมภีร์ที่มีอยู่นั้นอ่านไม่ออก ต้องเชิญลามะมาอ่านปีละครั้ง คัมภีร์นี้ซื้อมาจากลาซาตั้งแต่ ค.ศ. 1980[29]


ปีหนึ่งนิมนต์ลามะมาที่บ้านครั้งหนึ่ง นอกจากนั้นถ้าจะทำบุญมักไปทำบุญที่วัดจ๋าสือหลุนปู้ รูปหนึ่งถวายเงิน 15 หยวน ถวานอาหาร ชิงเคอ เนื้อแกะ ต้องถวายอาหารที่ดีที่สุด [30]

วัดจ๋าสือหลุนปู้ (ต้าชี่ลุนโป Tashi Lhunpo Monastery)เป็นวัดประจำของปันฉานลามะ [31]

พระปันฉานลามะองค์ที่ 4 ตอนมรณภาพมีอายุ 93 ปี เป็นอาจารย์ของดาไลลามะองค์ที่ 4 และ 5 เจดีย์ทำด้วยเงิน 1,500 กิโลกรัม มีอัญมณี 1,700 เม็ด เขาว่ากันว่า เจดีย์ของปันฉานลามะองค์อื่นๆ เป็นเงินทั้งนั้นยกเว้นปันฉานลามะองค์ที่ 10 ที่มีคุณูปการแก่จีน จึงทำเป็นทอง

ที่อยู่ของปันฉานลามะที่นี่เขาเรียกว่า ตงกง หรือ วังฤดูหนาว ภายหลังนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลให้เงินสร้างเซี่ยกง หรือวังฤดูร้อน[32]

วัดจ๋าสือหลุนปู้ เป็นวัดใหญ่หนึ่งใน 6 ของนิกายเกลุกปะ[33]

มีรูปพระปันฉานลามะองค์ที่ 9, 10 และ 11 องค์ที่ 11 ยังเด็ก ภาพฝาผนังเขียนเป็นเรื่องราวในลัทธิวัชรยาน[34]

ปันฉานลามะองค์ที่ 10 มรณภาพ (วันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1989 เจดีย์ที่นี่พระปันฉานลามะองค์ที่ 10 เป็นผู้ออกแบบภาพวาด แสดงว่ามีหลายนิกายที่เป็นนิกายทิเบต [35]


พวกชาวบ้านนิยมมาสวดมนต์ที่นี่ สวดเองไม่เป็นก็ฟังลามะสวด จะถวายเงินเล็กน้อย เหมาหนึ่ง หยวนหนึ่งก็ได้ทั้งนั้น (น.141) รูป 125 มอบทังการูปพระปัทมสัมภวะให้เป็นที่ระลึกแก่วัด [36]

ในตู้หนังสือมีคัมภีร์ภาษาทิเบต กันจูร์ ตันจูร์ นอกจากคัมภีร์นิกายเกลุกปะแล้วยังมีคัมภีร์นิกายอื่นๆ


วัดจุนหยวนนี้มีทั้งพุทธมหายาน ลัทธิลามะ และลัทธิเต๋า รวม ๆ กัน [37]

พระลามะที่นี่เป็นคนจีน (ฮั่น) ไม่ใช่คนทิเบต ลามะทิเบตอยู่ที่วัดลาปูเลิง (Labuleng) มีประมาณ 1,000 กว่ารูป วัดลาปูเลิงสร้างสมัยราชวงศ์ชิง เมื่อ ค.ศ. 1709

ข้าพเจ้าพยายามถามว่าวัดจุนหยวนนี้นับถือคัมภีร์อะไร ดูท่านจะไม่ค่อยเข้าใจคำถามนัก เลยไม่ได้คำตอบ ภายหลังศุภรัตน์มาบอกว่าเหลือบ

(น.170) เห็นคำว่าจินกังจิง จึงไปเปิดพจนานุกรมดูว่าเป็นวัชรเฉทิกปรัชญาปารมิตาสูตรของท่านนาคารชุน พระกุมารชีพแปลเป็นจีน ท่านกุมารชีพ (344 – 413) มีโยมบิดาเป็นขุนนางชาวอินเดีย โยมมารดาเป็นเจ้าหญิงคูเซอ เมืองคูเซอนี้เป็นเขตที่นับถือพุทธศาสนาหินยาน นิกายสรรวาสติวาทิน ฉะนั้นท่านกุมารชีพจึงเติบโตขึ้นในแวดวงเถรวาท (ในขณะนั้นศูนย์กลางพุทธศาสนามหายานของจีนอยู่ที่เมืองเหอเถียน) แต่มาเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่พุทธศาสนามหายาน ได้แปลคัมภีร์มากมาย สำหรับคัมภีร์จินกังจิง (กิมกังเก็ง) นี้ นิกายฉาน (ธฺยาน – ฌาน) หรือเซ็น (ซึ่งแต้จิ๋วเรียกเสี่ยมจง) นับถือมาก ฉะนั้นข้าพเจ้าเลยคิดไปเอง (ต้องขีดเส้นใต้เพราะเป็นการสรุปโดยหลักฐานไม่พอ) ว่าคงเป็นวัดนิกายเสี่ยมจง[38]

พุทธศาสนสถาน

วัดต้าเจาชื่อ

วัดถาเอ่อร์

วัดจุนหยวน

วัดเกาเมี่ยว

วัดหลิงกวง

วัดจี๋เล่อ

วัดไคหยวน

วัดจ๋าสือหลุนปู้

วัดซังเย

พระราชวังโปตาลา


เจ้าอาวาสอธิบายลักษณะการก่อสร้างวัดทางภาคใต้ ท่านว่าวัดมี 3 แบบ

1.แบบภาคเหนือมีซุ้มประตูใหญ่ อาคารใหญ่ๆ ไม่ค่อยมีรายละเอียด 2.แบบภาคใต้แถบกวางตุ้ง ฮกเกี้ยน มีลวดลายละเอียดคล้ายๆ กับศิลปะไทย 3.แบบมณฑลเจียงซู เจ้อเจียง อานฮุย ใช้สีดำ-สีขาวมาก [39] หน้า 74-89



(น.69) ห้าโมงครึ่งกลับถึงซีหนิงรู้สึกว่าเร็วกว่าขาไป

หกโมงครึ่งไปพบผู้ว่าราชการมณฑลที่อาคารหมายเลข 9 ผู้ว่าฯ กล่าวถึงประชาชนชาวชิงไห่ 5,180,000 คน มีชาวจีน ชาวคาซัค ชาวหุย ชาวซาร์ลา ชาวถู่ ชาวทิเบต และชาวมองโกล มีศาสนาพุทธและอิสลาม มณฑลชิงไห่เป็นต้นแม่น้ำสำคัญ 3 สาย คือ แม่น้ำฉังเจียง แม่น้ำหวงเหอ และแม่น้ำโขง มีเหมืองแร่ ดินอุดมสมบูรณ์ มีเหมืองเกลือ แร่ธาตุธรรมชาติ เช่น ถ่านหิน ทองคำ ทองแดง ตะกั่ว ฯลฯ และแร่อื่นๆ กว่า 100 ชนิด มี 10 ชนิดที่เป็นอันดับแรกของจีน ชิงไห่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ชนชาติต่างๆ อยู่กันอย่างปรองดอง เรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิงไปทิเบตเป็นตัวอย่างที่ดีของความปรองดองนี้ ภูเขาสุริยันจันทรา (Riyue Shan) เป็นจุดผ่านที่สำคัญ [40]

(น.78) รูป 64 รูปพระอวโลกิเตศวร (กวนอิม) ปางปัทมปาณี

(น.78) รูป 65-66 กาลจักรและยมานตกะ ธรรมบาลของพุทธฝ่ายมหายาน นิกายวัชรยาน

(น.78) รูป 67 พระอวโลกิเตศวร 11 เศียร 1,000 กร

(น.78) รูป 68 พระพุทธรูปทรงเครื่องทองเหลือง

(น.79) วัฒนธรรมซุนรี (Zunri) มีเครื่องปั้นดินเผาลายคนเต้นรำจับมือกันเป็นกลุ่มๆ ดูเหมือนตุ๊กตากระดาษมือจับกัน ที่เราชอบตัดกระดาษเล่นตอนเด็กๆ คาดว่าเป็นการทำพิธีศาสนา

ภาชนะดินเผามีรูปคน 2 คนค้อมตัว ถืออะไรกลมๆ ตรงกลาง ที่ค้อมตัวอาจเป็นเพราะของที่ยกอยู่หนัก หรือแสดงความคารวะ

ตอนที่ 2 อธิบายศาสนาพุทธทิเบต (นิกายลามะ) มีรูปกวนอิม ปัทมปาณี พระพุทธรูปสำริด รูปพระมัญชุศรี ภาพอาจารย์จงคาปาซึ่งสืบวิญญาณ (หรืออวตาร) ของพระมัญชุศรี รูปกาลจักร รูป Yamāntaka เทพของพุทธฝ่ายมหายาน นิกายวัชรยาน มีมือแยะ เครื่องบูชาทางศาสนานิกายวัชรยาน เครื่องดนตรีทางศาสนา

หินสลัก เรื่องคัมภีร์ศาสนา พวกพระเป็นผู้แกะสลักรูปพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์

ตรงกลางห้องประดับด้วยทรายทำเป็นรูปมณฑล เป็นอาณาจักรของศาสนาพุทธ ตรงกลางเป็นรูปดอกบัว มีอักษรทิเบต โอม มณี ปัทเม หูม (น.79) รูป 69 เครื่องเป่าสำหรับประกอบพิธีทางศาสนาพุทธวัชรยาน

(น.80) รูป 70-72 หินมณีสลักธารณีและคัมภีร์

(น.80) ห้องที่ 3 แสดงภาพพระบฏทังกาต่างๆ ระบายสีธรรมชาติ เช่น ใช้ทอง เงิน หินโมรา เป็นต้น สีที่ใช้ทำมีอยู่ 8 ชนิด ถ้าเก็บดีๆ สีจะไม่ซีดเลย

ทังกาสมัยราชวงศ์ชิง แสดงพุทธประวัติ ตั้งแต่ประสูติจนปรินิพพาน และถวายพระเพลิง แสดงท่าพระพุทธเจ้านั่งเวลาถวายพระเพลิง จะเป็นต้นความคิดการเผาแถวนี้

(น.80) รูป 73 ภาพพระบฏ (ทังกา) สมัยราชวงศ์ชิง

(น.81) ทังกาสำหรับถวายพระจักรพรรดิราชวงศ์ชิงมีตัวอักษรแมนจู ทิเบต และภาษาจีน

ภาพชนิดที่เรียกว่าตุยซิ่ว ใช้ผ้าสีต่างๆ ปะกันเข้าไปเป็นรูปพระ ภาพปะแบบนี้ดูเหมือนว่าภาษาฝรั่งจะเรียกว่า patchwork

ตุยซิ่ว 3 มิติ ผ้าที่ปะใส่ฝ้ายและขนแกะข้างใน ทำให้นูนขึ้น

รูปหน้ากาลมีแขน สำหรับแขวนตามวัด

หน้ากากสำหรับเต้นระบำทางพุทธศาสนา เสื้อผ้า พระพิมพ์ต่างๆ

รูปถ่าย รูปแกะสลักเนยเป็นรูปดินแดนสุขาวดี

ภาพมงคล 8

ในตู้มีเจดีย์ ได้ความคิดจากวัชรยานแบบอินเดีย มีประตู 4 ทิศ[41]



--พิพิธภัณฑ์นานกิง

มีจารึกต่างๆ ฝังไว้ตามกำแพง

(น. 116) ห้องแสดงวัฒนธรรมการดื่มน้ำชา มีกาน้ำชาแบบต่างๆ และถ้ำชานานาชนิด

ศาสนา แสดงของในลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา มีพระพุทธรูป รูปงูมีหัวเป็นคน 2 ด้าน เป็นของสมัยห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 960) มีสิ่งของในพุทธศาสนามหายานนิกายต่างๆ รวมทั้งนิกายตันตระแบบทิเบต เครื่องทำพิธี คัมภีร์พระสูตรต่างๆ เช่น วัชรเฉทิกา สุขาวดีวยูหะ มีห้องขายของห้องใหญ่ ขายทั้งของโบราณและของสมัยใหม่ ของที่ทำเลียนแบบของเก่า หนังสือและหัตถกรรมของที่ระลึก[42]


สถานที่ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองซูโจวในปัจจุบันจึงมีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์จีนในศตวรรษที่ 19 ที่นี่เขาไม่ได้ให้ดูข้าวของต่างๆ ที่จัดแสดงไว้เพราะมีเวลาจำกัด แต่เอาของชิ้นเอกออกมาให้ชมเลย

1. คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร สมัยราชวงศ์ถัง เขียนตัวทอง มี 7 ม้วน พบในเจดีย์เมื่อ ค.ศ. 1976

2. คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร สมัยราชวงศ์ซ่ง

3. เครื่องถ้วยลายดอกบัว พบที่เนินเสือ เป็นสีเขียวไข่กา จากเตาเผาเย่ว์ ของมณฑลเจ้อเจียง สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ใช้อุณหภูมิ 1,000 กว่าองศาในการเผา และจะต้องเผาในสูญญากาศจึงจะออกมาเป็นสีเขียว ถ้าอากาศเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาล กลายเป็นของไม่มีค่า

4. หยกสมัยราชวงศ์ชิง รัชกาลจักรพรรดิเฉียนหลง มาจากเมืองเหอเถียนหรือเมืองโคทาน ในภูมิภาคปกครองตนเองซินเจียง สลักเป็นตัวหนังสือว่า กั๋วไท่หมินอาน แปลว่า ชาติร่มเย็น ประชาเป็นสุข และ ไท่ผิงอู๋เซี่ยง แปลว่า ไม่มีเหตุ ประเทศสงบ หยกสีอย่างนี้หายาก

5. เครื่องปั้นดินเผาสีม่วงแดงรูปพระ เป็นของเมืองซูโจว สมัยราชวงศ์หมิง[43]


--พิพิธภัณฑ์มณฑลเจ้อเจียง (น. 291) สมัยราชวงศ์ฉิน ฮั่น หกราชวงศ์ ในสมัยราชวงศ์ฮั่นเริ่มพบว่ามีการหลอมเหล็กและหลอมทองแดง พบเครื่องมือทำการเกษตร คันฉ่อง ตุ๊กตาดินเผา ศิลาจารึกของหวังซีจือ และศิลาจารึกอื่นๆ

สมัยราชวงศ์สุย ถัง ห้าราชวงศ์ แสดงเครื่องประดับ เช่น ปิ่นปักผม และอุปกรณ์เกี่ยวกับอาหารการกิน เช่น ทัพพี ของที่ใช้ในพิธีชงชา กระโถน ชามฝาสลักลายฉลุ สมัยห้าราชวงศ์ ผู้ปกครองเลื่อมใสศาสนา มีเจดีย์กะไหล่ทอง พบในเจดีย์จินหวาโฝ แผ่นเงินสลักคำอธิษฐานขอความคุ้มครองจากเทพมังกร คัมภีร์ศาสนาสมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน มีหีบลงรักใส่คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร หีบพระธาตุสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 10 – 12 ทั้งสี่ด้านเป็นรูปพระพุทธรูปและรูปกวนอิม เขาบอกว่ายังมีพระพุทธรูปงามๆ อยู่ในโกดังไม่ได้เอาออกมาแสดง ถามว่ากลัวขโมยใช่ไหม เขาว่าไม่ใช่ ของบางอย่างที่แสดงเป็นของจำลอง ของจริงอยู่ในพิพิธภัณฑ์อื่น หรืออยู่ไต้หวัน [44]

วังฤดูร้อน

ใหญ่ ขึ้นไปชั้น 3 มีห้องโถงสำหรับเข้าเฝ้า ใช้ทำพิธีศาสนาที่สำคัญ มีบัลลังก์ มีสุนัขสตัฟฟ์ใส่กรงเอาไว้ มีคนบริจาคเงินไว้ในนั้นด้วย

(น.143) รูป 126 วังฤดูร้อนที่ปันฉานลามะประทับ

(น.144) รูป 127 รูปปันฉานลามะองค์ที่ 10

(น.144) ส่วนที่อยู่ของปันฉานลามะ มีรูปปันฉานลามะองค์ที่ 11 รูปครูที่เป็นผู้มีความรู้มากที่สุด โต๊ะทำงานของปันฉานลามะองค์ที่ 10 เป็นของที่นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลถวายเมื่อ ค.ศ. 1959 มีโต๊ะที่นายพลเฉินอี้ถวายเมื่อ ค.ศ. 1956

ห้องบรรทมซึ่งที่จริงเป็นห้องเรียนหนังสือ ห้องนี้ทั้งปันฉานลามะองค์ที่ 10 และองค์ที่ 11 เคยใช้ มีเก้าอี้สำหรับครูและผู้ช่วย มีรูปพระอาจารย์จงคาปา อีกห้องหนึ่งเป็นห้องบรรทม ปันฉานลามะองค์ที่10 มรณภาพในห้องนี้

ห้องประชุมมีประตูเข้าไปที่ห้องนั่งสมาธิ เมื่อปันฉานลามะองค์ที่ 10 มรณภาพที่ห้องบรรทม นำพระศพมาตั้งที่ห้องสมาธิเดือนหนึ่งจึงนำไปวัด

ชั้นล่างมีวิหาร มีรูปครู 2 องค์ของปันฉานลามะองค์ที่ 10 ผู้ปั้นรูปล้วนเป็นลามะ มีบัลลังก์สำหรับสวดมนต์ มีรูปปันฉานลามะองค์ที่ 10 ที่นำมาตั้งตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ดอกไม้ที่บูชาทำด้วยเนยแบบที่วัดถาเอ่อร์ ในตู้หนังสือมีคัมภีร์ภาษาทิเบต กันจูร์ ตันจูร์ นอกจากคัมภีร์นิกายเกลุกปะแล้วยังมีคัมภีร์นิกายอื่นๆ

(น.145) กันจูร์เป็นพระไตรปิฎก-พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม ส่วนตันจูร์เป็นอรรถกถา เวลาพิมพ์จะนำมาพิมพ์รวมกัน ใน ค.ศ. 1583 สมัยจักรพรรดิคังซีให้พิมพ์กันจูร์ พิมพ์ที่ปักกิ่ง ด้วยตัวพิมพ์แกะไม้ ต่อมาใน ค.ศ. 1724 สมัยจักรพรรดิยงเจิ้งให้พิมพ์ตันจูร์ พระไตรปิฎกกันจูร์และพระอรรถกถาตันจูร์รวมกันเรียกว่า พระไตรปิฎกฉบับคังซี เป็นภาษาทิเบต บางครั้งก็เรียกกันว่า พระไตรปิฎกฉบับปักกิ่ง

(น.145) รูป 128 โต๊ะพร้อมที่จุดประทีปของที่ระลึกถวายปันฉานลามะ

(น.146) รูป 129 รูปสถูปกุมบุมแห่งวัดเพลคอร์เชอเด ที่มีชื่อเสียงของเมืองเกียงเซที่ผู้ว่าการเมืองรื่อคาเจ๋อมอบให้

(น.146) เข้าไปอีกห้องหนึ่งมีพระตีฉาบสลับกับตีกลอง แต่ไม่ได้ยินเสียงสวดอะไร อาจจะสวดในใจ ห้องนี้เรียกว่าวิหารธรรมบาล (ฮู่ฝ่า) ต้องเอาผ้าปิดไว้เพราะน่ากลัว

ออกไปเดินรอบๆ อาคาร เป็นสวนดอกไม้ ผลไม้ มีภัตตาคาร และสำนัก[45]

ปราสาทยงปู้ลาคัง

(น.150) ไปถึงโรงแรมเซตัง (Tsedang) มีพิธีต้อนรับอย่างเคย เวลา 16.00 น. ไปปราสาทยงปู้ลาคัง หรือยัมบูลาคัง (Yambu Lhakang) ในภาษาทิเบต ยัมบู แปลว่า กวางตัวเมีย ลาคัง แปลว่า วิหาร ถนนเป็นฝุ่นมาก เพราะกำลังก่อสร้าง เดินทางประมาณ 30 นาที ฝนตกหนัก คนขับรถบอกว่าข้างบนจอดรถได้ 2 คัน แต่ขบวนเรามาหลายคัน Vice Commissioner บอกว่าให้ขี่ม้าขึ้นไป ม้ามี 2 ตัว อี้หมิงว่า ตากฝนจะเป็นหวัดเสียเปล่าๆ ข้าพเจ้าว่าน่าจะไปจุดหมายที่ 2 ก่อนค่อยกลับมา แต่เจ้าภาพอยากจะให้ขึ้นไปเลย กำลังจะไป พอดีฝนหยุด ตกลงกันได้ว่าให้เดินขึ้นไป ปราสาทอยู่บนหน้าผา ไม่ชันสักเท่าไร ที่ต้องระวังคือมีไม้พุ่มชนิดหนึ่ง โดนเข้าแล้วรู้สึกปวดแสบปวดร้อน

(น.151) ไปถึงข้างบนมีคนอธิบายว่า ปราสาทยัมบูลาคัง ตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยาร์ลุงซังโป สร้างบนภูเขาที่ดูเหมือนขาของกวางตัวเมีย จึงได้ชื่อว่า ยัมบูลาคัง สื่อความว่า เป็นสิ่งก่อสร้างบนขาของกวางตัวเมีย ผู้สร้างคือกษัตริย์ทิเบตโบราณ ชื่อว่า เนี่ยฉือจ้านผู่ หรือ ญาตรีเซ็นโป (Nyatri Tsanpo) ในภาษาทิเบต สร้างในปี 127 ก่อนคริสต์ศักราช สถานที่นี้เกิดสิ่งมหัศจรรย์สิ่งแรกของทิเบตคือหมู่บ้าน Karlung Suoka ซึ่งเป็นหมู่บ้านแรกของทิเบต พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกคือ Nyatri Tsanpo วังแห่งแรก (คือวังที่เรากำลังอยู่นี้) และคัมภีร์พุทธศาสนาฉบับแรก Pankong Chagya มีเรื่องเล่าว่าตกลงมาจากฟ้า เจ้าหญิงเหวินเฉิงตอนเดินทางมาทิเบตก็มาพักที่นี่ พระประธานเป็นพระศากยมุนี พระเจ้าแผ่นดินองค์แรกมีฉายาว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ประทับอยู่บนไหล่ เนื่องจากมาจากฟ้าผู้คนจึงตื่นเต้นแบกไว้บนบ่า ซงจ้านกานปู้เป็นองค์ที่ 33 ตั้งแต่กษัตริย์องค์แรกจนถึงองค์ที่ 33 ศูนย์กลางวัฒนธรรมอยู่แถบแม่น้ำยาร์ลุงซังโปนี้ ภาพเขียนเจ้าหญิงเหวินเฉิงนี้ลอกแบบมาจากที่วังโปตาลา รูปธรรมราชาองค์ที่ 3 เสนาบดีที่ไปนำเจ้าหญิงเหวินเฉิงมา และเสนาบดีที่ประดิษฐ์ตัวอักษรทิเบต พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 38 เป็นผู้แปลคัมภีร์มากมาย ตั้งแต่สถาบันแปล เข้าใจว่ามีการเปรียบพระองค์เหมือนกับพระมัญชุศรี

(น.152) รูป 130 ภาพฝาผนังพุทธประวัติที่ปราสาทยงปู้ลาคัง (ยัมบูลาคัง)

(น.152) ขึ้นชั้นบน ในห้องภาพฝาผนังเล่าเรื่องกษัตริย์องค์แรก ตำนานว่าไต่เชือกลงมาจากฟ้า แต่ถ้าตีความแล้วน่าจะหมายความว่าเป็นคนต่างเผ่า บางคนว่ามาจากเมืองหลินจือซึ่งอยู่ห่างไปไกล พูดกันไม่รู้เรื่อง ส่งภาษาใบ้กัน ชาวบ้านจึงนึกว่ามาจากฟ้า บางคนว่ามาจากอินเดีย เพราะรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน ยังมีเรื่องเล่าบางฉบับว่ากษัตริย์องค์แรกๆ ปีนเชือกกลับไปท้องฟ้าได้ แต่องค์ที่ 7 ทำเชือกขาดจึงขึ้นไปไม่ได้ อาจตีความว่า ตอนแรกๆ เมื่อตายเอาๆไปฝังที่บ้านได้ ภายหลังเอาไปไม่ได้ต้องฝังในท้องที่นั้นเอง

(น.153) รูป 131 พระพุทธรูปดินปั้น

(น.153) มีตู้ใส่พระไตรปิฎกหลายฉบับเป็นภาษาทิเบต มีรูปพระศากยมุนีดินปั้น พระไภษัชยคุรุ พระอาจารย์จงคาปา และสาวก 20 องค์ รวมทั้งกวนอิมว่ามาจากอินเดีย รูปปั้นพระที่มาจากอินเดีย เช่น พระศานตรักษิตะ พระปัทมสัมภวะ กษัตริย์ของราชวงศ์ถู่โป๋ไปอินเดีย ตอนแรกที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงและเจ้าหญิงเนปาลนำพุทธศาสนาเข้ามานั้น ขาดพระสงฆ์ ภายหลังจึงมีการบวชพระ 7 องค์แรก แล้วจึงทำพิธีบวชพระสงฆ์อื่นๆ ได้ พระศานตรักษิตะเป็นนักแปลและนักปรัชญา ส่วนพระอีกองค์ถนัดทางด้านพิธีกรรมของนิกายตันตระ มาเพื่อปราบมาร

พระเจ้าแผ่นดินที่สร้างวัดซังเยวางผังอาคารเป็นมณฑล (mandala)

ปีนขึ้นไปบนชั้นหลังคา เห็นทิวทัศน์ เห็นนาผืนแรกเป็นรูปสามเหลี่ยม ยังมีวัดแห่งแรก (วัดซังเย) สะพานแห่งแรก อุทยานแห่งแรก งิ้วคณะแรก สุสานพระเจ้าแผ่นดินองค์แรก

เดินออกมาข้างนอก เห็นภูเขาและที่ราบเชิงเขา แถบนี้มีน้ำพุที่ชาวบ้านมาตักน้ำไปใช้ บางคนว่าน้ำนี้แก้โรคโพรงจมูกอักเสบได้ [46]




อ้างอิง

  1. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 112
  2. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 48
  3. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 130
  4. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 132
  5. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 141
  6. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 113
  7. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 113
  8. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 48
  9. เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 1 ปักกิ่ง หน้า 91
  10. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 135
  11. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 138
  12. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 134
  13. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 134
  14. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 140
  15. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 168
  16. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 169,170
  17. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 169,170
  18. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 105
  19. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 98
  20. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 140,141
  21. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 101
  22. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 144,145
  23. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 99
  24. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 106
  25. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 113
  26. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 113
  27. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 48
  28. เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 1 ปักกิ่ง หน้า 91
  29. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 130
  30. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 132
  31. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 135
  32. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 138
  33. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 134
  34. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 134
  35. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 140
  36. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 141
  37. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 168
  38. มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 169,170
  39. เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล
  40. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 69
  41. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 78-81
  42. เจียงหนานแสนงาม หน้า 115,116
  43. เจียงหนานแสนงาม หน้า 258
  44. เจียงหนานแสนงาม หน้า 291
  45. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 69
  46. ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 69
Personal tools