มุ่งไกลฯ 2533/04/19

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

มุ่งไกลในรอยทราย วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2533


Ss_292_1.jpg


Ss_292_183.jpg

(น.292) รูป 183. เดินชมสุเหร่า

Around the mosque.

(น.293) พฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2533

เมื่อคืนนี้ตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่งเห็นยังดึกเลยนอนต่อถึงตีห้าครึ่งยังไม่สว่างจึงออกมาเขียนหนังสือจน 9.00 น. จึงได้สว่าง

มีเวลาพิจารณาถึงเมืองกาชการ์หรือที่จีนเรียกว่าข่าชือนี้ เป็นศูนย์กลางของอิสลามของจีน เส้นทางแพรไหมสายเทียนซานหนานลู่ และสายคุนลุ้นเป่ยลู่มาบรรจบกันที่นี่ กล่าวกันว่าเป็นอาณาจักรที่เป็นพุทธศาสนาแห่งแรก และแต่ก่อนถือพุทธหินยาย นิกายสรรวาสติวาทิน (ใช้ภาษาสันสกฤต) ถือเป็นศูนย์กลางใหญ่แห่งหนึ่ง มีวัดจำนวนมาก มีพระสงฆ์พันกว่ารูป (ตามที่พระถังซำจั๋งบันทึกไว้)

นัดกันรับประทานอาหารเช้าตอนสิบโมง กว่าจะถึงเวลานั้นท้องก็ร้องแล้วร้องอีก เวลา 11.00 น. คุณลุงมารับไปที่สุเหร่าไอด์กาห์ เป็นสุเหร่าเก่าอายุ 500 กว่าปี (สร้างค.ศ. 1442) มีโต๊ะอิหม่ามมารับอยู่ 5 ท่าน อยู่สุเหร่านี้ 3 ท่านอีก 2 ท่านอยู่ที่อื่น อิหม่ามพูดเปอร์เซีย อาหรับได้ เล่าว่าพรุ่งนี้เป็นวันศุกร์จะมีคนมาทำพิธีสี่พันห้าพันคน ธรรมดาก็จะมีคนมาทำละหมาด (นะมาซ) ครั้งละ 1,000 คน ในวันออกฮัจยีซึ่งมีพิธีกูรบ่านรถจะเข้าไม่ได้ ต้องปิดถนนนานถึงชั่วโมง

(น.294) ดูสุเหร่าเสร็จแล้วเดินไปตามซอยเล็กๆ แคบๆ เห็นมีมัสยิดเล็กๆ อยู่เกือบทุกซอย วันธรรมดาแต่ละคนก็จะไปสวดมนต์ที่มัสยิดตามซอยบ้านของตน แต่วันศุกร์จะไปรวมที่มัสยิดกลาง

เดินไปถึงโรงเรียนอนุบาลสำหรับพวกเววูเอ๋อร์ เป็นของเทศบาลเมืองกาชการ์ สร้างเมื่อ ค.ศ. 1956 มีนักเรียน 400 กว่าคน เจ้าหน้าที่ 80 กว่าคน นักเรียนมาเรียนแต่เช้า รับประทานอาหารเที่ยงที่โรงเรียนและกลับตอนเย็น เด็กจะเรียนอยู่ถึง 8 ชั่วโมง เป็นภาษาเววูเอ๋อร์ สอนหนังสือดนตรี และกีฬา นักเรียนที่เรียนอายุ 3-6 ปี ทางโรงเรียนจัดการแสดงของเด็กเล็กๆ ไว้ให้ เด็กเป็นโฆษกประกาศเสียงชัดแจ๋วว่าจะร้องเพลงเรารักครูของเรา มีการเต้นไปด้วย เด็กที่นี่เก่งร้องเพลงหมู่ก็ร้องได้ถูกทำนอง เนื้อเพลงตามที่เขาแปลให้ฟังว่า ครูของเราเป็นครูที่รัก เราเป็นดอกไม้และผลไม้ในสวน ครูเป็นคนสวน

ชุดที่ 2 การฟ้อนรำความร่าเริงในฤดูใบไม้ผลิ เด็กเต้น ครูดีดเครื่องสายและตีกลอง
ชุดที่ 3 เด็กเต้นดิสโก้ เต้นได้ดีมาก
ชุดที่ 4 รำสาวกาชการ์
ชุดที่ 5 รำของเล่นของฉัน เต้นไปอุ้มตุ๊กตาไป เนื้อร้องว่าตุ๊กตาอย่าร้องไห้ ต้องฟังผู้ใหญ่ อย่าร้องไห้
ชุดที่ 6 เด็ก 2 คนดีดเครื่องสายและร้องเพลง
ชุดที่ 7 ฟ้อนโรงเรียนอนุบาลของเรา ซึ่งมีเนื้อร้องว่าอากาศสดชื่น เรามาเต้นรำกันเถิด เราเป็นดอกไม้ในสวนอนุบาล จะเรียนให้ดี เติบโตขึ้นแล้วจะบินสู่ท้องฟ้าสีเขียว
ชุดที่ 8 เป็นการเต้นระบำพื้นเมืองอย่างหนึ่ง
ชุดที่ 9 ระบำเทศกาลของเรา


Ss_295_184.jpg

(น.295) รูป 184. เด็กๆ ร้องเพลงหมู่ เด็กที่นี่ร้องเพลงเก่ง เสียงดังชัดเจน ทำนองถูกต้อง คงจะเป็นไปตามสายเลือด เขาว่าตามธรรมเนียมแต่เก่าก่อนชาวเววูเอ๋อร์ชอบร้องรำทำเพลงถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

Chorus by the children. They were very good. Their singing was loud, clear and the melody very precise. This is probably because music is in their blood. I was told that the Uighur people traditionally loved singing and dancing and considered them as an essential part of their life.


Ss_296_185.jpg

(น.296) รูป 185. ศึกษานาฏศิลป์เววูเอ๋อร์

Studying Uighur dance.

(น.296)

ชุดที่ 10 ฟ้อนหมู่ ถึงตอนนี้มีเด็กตรงรี่เข้ามาจูงข้าพเจ้าออกไปเต้นด้วย ตกลงมาคราวนี้ได้ความรู้คือหัดฟ้อนรำแบบเววูเอ๋อร์ หันไปอีกทีเห็นท่านทูตกับคุณติ๋มออกมาเต้นด้วยเช่นกัน

เสร็จจากโรงเรียนอนุบาล เราไปที่ร้านขายของพื้นเมือง ตั้งแต่มากาชการ์นี้ข้าพเจ้าใช้ภาษาเววูเอ๋อร์ที่เรียนจากคุณอู๋คนขับรถ ได้ประโยชน์มากมาถึงนี้ได้เรียนคำว่า ทามักอีตี เตสมัว แปลว่า กินข้าวหรือยัง

ในร้านมีช่างทำเครื่องดนตรี มีกลองเรียกว่าดั๊บ ขึงด้วยหนังวัว ถ้าของที่ดีจริงๆ จะใช้หนังแพะ ก่อนจะเอาขึงจะต้องแช่น้ำไว้หลายวัน พิณราชัป ตุตาร์ แทมบูร์ พวกนี้ทำด้วยไม้หม่อน ใช้เขาวัวตัดเป็นชิ้นๆ ฝังเป็นลายขิมชนิดหนึ่งเรียกว่าคาลุม ในร้านมีมีดต่างๆ หลายอย่าง คล้ายๆ กับ


Ss_297_186.jpg

(น.297) รูป 186. เครื่องหนังมีหลายประเภทและหลายขนาด ทดลองตีให้เข้าจังหวะ ถามวิธีทำว่าจะต้องหมักหนังกับอะไรหรือเปล่า เช่น เครื่องแกง แกงเผ็ด เขาบอกว่าแช่น้ำอย่างเดียว

Various types of percussion instruments. I asked whether the leather has to be cured by spices or not. I was told that the leather had only to be dipped in water.


Ss_297_187.jpg

รูป 187. คัดเลือกมีด เจ้าภาพคงแปลกใจว่าเจ้าหญิงเมืองไทยพกมีดทีละ 10 กว่าเล่ม มีดแต่ละเล่มด้ามไม่เหมือนกัน ทีแรกตั้งใจจะเอาไปฝากคนโน้นคนนี้ แต่ก็ไม่ได้ฝากเพราะเปลี่ยนใจเป็นให้ลูกเกด ไม่ให้มีด (เก็บไว้เอง)

Knives selection. The host might have been surprised that a Thai princess carried at one time at least ten knives. The handle of each knife was different. I intended to buy them as gifts, but afterwards I changed my mind, and gave raisin as gifts and kept the knives.


Ss_298_188.jpg

(น.298) รูป 188. ชมตลาด (ซื้อได้มีดหลายเล่ม รำมะนาใบหนึ่ง กระดิ่งทองเหลืองเล็กๆ จะเอาไปห้อยคอม้า)

Shopping (I bought a lot of knives, a tambourine, small brass cloches for my horse.)

(น.298) ที่อาจารย์สารสินชี้ให้ซื้อที่โรงแรมเมืองเจียยู่กวน ข้าพเจ้าเป็นคนชอบมีดมาแต่ไหนแต่ไรเลยซื้อหลายเล่ม ไม่เหมือนกันเลย มีดที่ดีที่สุดต้องมาจากอำเภออิงซาใกล้เมืองข่าชือ ที่ร้านยังมีพรมและเครื่องประดับขายด้วย ออกจากร้านไปเดินดูบาซาร์มีของเยอะแยะ (แต่ชักจะหิวอีกแล้ว)

กลับบ้านพักรับประทานข้าว (กันเอง) รับประทานเสร็จแล้วนั่งเขียนเร่องจน 17.00 น. ออกไปที่สุสานอาบัคโคจาหรือสุสานเซียงเฟย ผู้สร้างสุสานนี้คือ อาบัคโคจา สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1640 เพื่อฝังศพของบิดา สุสานนี้


Ss_299_189.jpg

(น.299) รูป 189. สุสานอาบัคโคจา ซึ่งมีเรื่องเล่ากันว่าเป็นที่ฝังศพคนในตระกูลของพระสนมเซียงเฟยของพระเจ้าเฉียนหลง

Apak Hoja tomb said to be the tomb of members of the family of Xiangfei, a concubine of Emperor Qian Long.

(น.299) สร้างตามศิลปะซามาร์คานและอิสฟาฮาน ใช้กระเบื้องลายครามประดับประตูทางเข้า ข้างในมีโรงเรียนสอนศาสนาเล็กๆ และสุสานของครอบครัวอาบัคโคจา ทำเป็นรูปโดมประดับกระเบื้อง เข้าไปข้างในเวลาพูดเสียงจะก้องดังไปหมด

ตระกูลโคจา เป็นตระกูลที่มีอิทธิพลตระกูลหนึ่งในดินแดนแถบนี้ สมาชิกของตระกูลที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักคือ อาบัคโคจา ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ตระกูลโคจาได้ปกครองกาชการ์ คอร์ลา คูเชอ อักซู เหอเถียน และยาร์คาน ครอบครัวเขาฝังอยู่ที่นี่ 5 ชั่วคน มีหีบศพ


Ss_300_190.jpg

(น.300) รูป 190. ภายในสุสาน คนที่มาอธิบายก็พยายามเล่าอย่างละเอียดว่าคนในโลงชื่ออะไร เป็นญาติชั้นไหนกับเซียงเฟย

In the tomb, the guide tried to explain in detail who was who in each coffin and what was his or her relation to Xiangfei.

(น.300) 72 หีบ สุสานนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า สุสานเซียงเฟย คนที่เคยดูภาพยนตร์ทีวีเรื่องจอมใจจอมยุทธ เมื่อได้มาเยี่ยมชมสุสานเซียงเฟยคงนึกถึงเจ้าหญิงเซียงเซียง ตัวละครที่ไม่มีตัวตนในประวัติศาสตร์ ซึ่งกิมย้งหรือจินหยงสร้างขึ้นจากตำนานเกี่ยวกับพระสนมเซียงเฟย ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เซียงเฟยเป็นหลานของอาบัคโคจา ชื่อเดิมว่าอีฟาฮาน ต่อมาไปเป็นพระสนมของจักรพรรดิเฉียนหลง เล่ากันว่านางมีกลิ่นกายหอมจึงเรียกว่าเซียงเฟย ไก๊ด์อธิบายเรื่องศพต่างๆ ในสุสานว่าเป็นศพพี่สะใภ้ อาคนที่ 1 และ 2 พ่อ น้า ตา แม่ และพี่ชายของเซียงเฟย ไก๊ด์บอกว่าเป็นประเพณีที่นี่ถ้าลูกชายตายฝังกับพ่อ ลูกสาวตายฝังกับแม่ เสื้อผ้าไม่ต้องใส่ เพราะถือว่าเกิดมาไม่ได้มีเสื้อผ้ามาด้วยกลับไปก็ไม่ต้องมี เล่าถึงตอนนี้ไก๊ด์บอกว่ามีอะไรอยากถามก็ถามได้ ถ้าตอบได้ก็จะตอบ ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ตอบ


Ss_301_191.jpg

(น.301) รูป 191. เกี้ยวที่คนอธิบายอ้างว่าเป็นเกี้ยวที่นำศพพระนางเซียงเฟย มาจากกรุงปักกิ่ง

Palanquin, said to be the one which bore the body of Xiangfei back from Peking.

(น.301) มีปัญหาอยู่ว่าศพเซียงเฟยมาฝังอยู่ที่นี่จริงหรือเปล่า บางคนก็บอกว่าไม่ใช่ อยู่ที่สุสานตงหลิงกับจักรพรรดิเฉียนหลง สุสานตงหลิงอยู่ที่จุนหัวมณฑลเหอเป่ยทางด้านตะวันออก แต่คนที่นี่เขาเชื่อว่าพี่สะใภ้นำศพใส่เกี้ยวมา เกี้ยวนี้ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ เขาอ้างว่าเกี้ยวแบบนี้เป็นแบบของปักกิ่งแถวนี้ไม่มี พี่สะใภ้เป็นชาวแมนจู นับถือศาสนาอิสลาม ที่เกี้ยวมีคำขวัญภาษาอาหรับเขียนไว้ว่า คนเราต้องตาย ไม่รู้ว่าวันตายจะมาถึงเมื่อไร ขอให้พระผู้เป็นเจ้าโปรดคุ้มครอง

ข้าพเจ้าถามว่าเซียงเฟยเป็นอะไรตาย ไก๊ด์ว่าเขาไม่เชื่อเรื่องที่พระนางถูกฮองไทเฮากลั่นแกล้งจนตาย บอกว่าบางคนว่าพระนางตายเพราะสงคราม อีกคนว่าพี่ชายตายก็เลยตรอมใจตายตามไปด้วย

(น.302) ข้าพเจ้าไม่ได้ดูเรื่องจอมใจจอมยุทธ แต่มีคนเล่าให้ฟัง (จากหนังสือไม่ใช่ดูจากวิดีโออย่างเดียว) ไก๊ด์บรรยายว่าตามที่เล่ากันจักรพรรดิเฉียนหลงยกทัพมารบทางเมืองปาฉู่ เซียงเฟยตกเป็นเชลย จักรพรรดิรักพระนางเซียงเฟยมาก สร้างตำหนักและสวนตามแบบกาชการ์ให้ด้วย พอพระนางเซียงเฟยตายมีคนแห่ศพกลับมาที่กาชการ์

เล่ากันว่าสุสานนี่เป็นที่ขอลูกได้ โดยการเอาด้ายผูกหน้าต่างเหมือนที่อินเดีย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระนางเซียงเฟยเป็นตำนานที่แพร่หลายของเมืองกาชการ์ นิยายหลายเรื่องได้นำเอาตำนานเรื่องนี้ไปเขียนเพิ่มเติมให้มีสีสันยิ่งขึ้น เมื่อกลับจากจีนข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องสุสานของครอบครัวอาบัคโคจา และเรื่องพระนางเซียงเฟย จากเอกสารที่มณฑลซินเกียงให้มา จึงได้ทราบว่านักประวัติศาสตร์จีนได้ค้นคว้าวิเคราะห์เรื่องพระนางเซียงเฟยแล้ว และได้สรุปว่าพระนางเซียงเฟย ก็คือพระสนมหรงเฟยนั่นเอง พระนางมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1734 – 1788 เป็นพระสนมที่จักรพรรดิเฉียนหลงโปรดปราน และไม่ได้ถูกฮองไทเฮากลั่นแกล้งจนตาย เมื่อพระนางเซียงเฟยสิ้นชีวิตแล้วก็ได้ฝังศพอยู่ที่สุสานตงหลิงของราชวงศ์ชิง

บริเวณใกล้ ๆ สุสานมีที่ทำละหมาด ทุกวันศุกร์จะมีคนมา 2,000 – 3,000 คน อาคารที่ทำละหมาดมีเสา 64 เสา ลวดลายที่เสาจะไม่เหมือนกัน มีประตูอิฐ 19 แห่ง สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1878

ออกมาหน้าประตูใหญ่มีร้านขายของซื้อมีดมาอีก

จากสุสานเราไปต่อที่โรงงานไหม ถือว่าเส้นไหมที่นี่มีคุณภาพดีที่สุดของซินเกียง คุณลุงบอกว่าที่เหอ-เถียนทำกันมานานกว่าแต่ที่นี่มีคุณภาพดี


Ss_303_192.jpg

(น.303) รูป 192. ต่อเส้นไหม คุณหลิวซึ่งเป็นล่ามเป็นผู้ที่ช่วยจัดการนำไหมพันธุ์ของจีนส่งมาให้ข้าพเจ้า หลังจากการที่ข้าพเจ้าได้เยือนเมืองจีนเมื่อ 9 ปีก่อน

Joining silk threads, Mr. Liu, the interpreter, was the person who sent me Chinese variety of silk.

(น.303) กว่า โรงงานที่เราจะไปเดิมเป็นโรงงานอุตสาหกรรมในครัวเรือนแล้วมาตั้งเป็นโรงงานภายหลัง ปีที่แล้วผลิตไหมดิบได้ 300 ตัน ปีนี้วางแผนจะผลิตให้ได้ 420 ต้น การผลิตเส้นไหมมีขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้

  1. คัดเลือกเอารังไหมที่ฝ่อออก
  2. ต้มด้วยเครื่อง
  3. สาวด้วยเครื่อง
  4. ต่อและกรอ


Ss_304_193.jpg

(น.304) รูป 193. ผ้าไหมที่โรงงานผลิต ไม่ใช่ไหมที่คุณภาพดีนัก ของดีเขาจะขายเป็นเส้นไหม

Silk fabric sold at the factory. Its quality is not so good because good quality silk is usually sold as thread.


Ss_305_194.jpg

(น.305) รูป 194. กลับไปรับประทานอาหารที่บ้านพัก

We went back to our place for a meal.

(น.305) คนงานเป็นคนท้องถิ่นราว 35 % ข้าพเจ้าขอเส้นไหมเขามาด้วย เส้นละเอียด แต่ยังไม่ได้ซักเลยไม่นุ่ม เป็นไหมเบอร์ 2 ว่าจะลองเอาไปย้อม ที่โรงงานนี้เขาใช้ที่ทำในประเทศย้อม และทอด้วยเครื่อง ผลิตภัณฑ์ย้อมได้สีเดียว ไม่มีลาย ส่วนใหญ่ใช้ใยสังเคราะห์ จำหน่ายในมณฑล ส่งออกแต่ไหมดิบ

ผู้จัดการโรงงานเล่าประวัติโรงงานนี้ว่าตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 มีพนักงาน 530 คน ผลิตไหมดิบได้ปีละ 60 ตัน ผ้าไหม 500,000 เมตร


Ss_306_195.jpg

(น.306) รูป 195. ขึ้นเครื่องบินกลับอูหลู่มูฉี

Back to Urumqi by plane.

(น.307) เป็นระดับกลางและต่ำ จะขอรังไหมไปด้วยก็ไม่ได้ ที่นี่เขาต้มหมดแล้ว คราวก่อนคุณหลิวนี่เองเป็นคนจัดการส่งไข่ไหมหางโจวมาให้

จากโรงงานเรากลับไปรับประทานอาหารที่บ้าน (กันเอง) เมื่อถึงเวลาคุณลุงมารับ นั่งรถไปสนามบิน บอกข้าพเจ้าว่าให้มาใหม่หน้าผลไม้จะพาเที่ยวไปในสวนทั้งวันสนุกดี สนามบินที่นี่ว่าจะปรับปรุงเป็นสนามบินนานาชาติ ติดต่อกับราวัลพินดีในปากีสถานง่ายกว่าติดต่อกับอูหลู่มู่ฉี แต่เวลานี้ไปทางรถไม่ได้เพราะถนนเป็นน้ำแข็ง ไปถึงสนามบินตอนสองทุ่มเศษสว่างโร่ตามเคย ก็ดีตรงที่ดูวิวได้ เห็นภูเขาเทียนซานสวยงามมากจนบรรยายไม่ถูก มีธารน้ำแข็ง ทะเลสาบเล็ก ๆ ตรงยอดเขามีที่ราบรูปพัด (Alluvial fan) หลายแห่ง อาจารย์มู่อธิบายว่าคนซินเกียงเรียกเทียนซานว่าเป็นแม่เพราะน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมดมาจากเทียนซานนี้

เครื่องบินแจกจอกเรืองแสงยามราตรีให้ทุกคน ของข้าพเจ้าได้ชุดเครื่องเขียนแถมเป็นพิเศษ ถึงสนามบินอูหลู่มู่ฉีตอนสองยาม คนขับรถบอกว่าพอข้าพเจ้าไปกาชการ์ ฝนก็ตก นั่งรถกลับบ้านพักกับอาจารย์มู่ แต่ข้าพเจ้าคุยไม่ค่อยจะรู้เรื่องเพราะว่าง่วง พยายามถามอาจารย์เรื่องโบราณคดี อาจารย์มู่เล่าว่ากำลังไปสำรวจถ้ำที่คูเชอ กลับถึงบ้านพักตั้งตีหนึ่ง

Personal tools