ย่ำแดนฯ 2524/05/13

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

ย่ำแดนมังกร วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2524

(น.45) ปีนกำแพงเมืองจีน วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2524

(น.46) วันนี้ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่กว่าเพราะมันสว่างเร็วเหลือเกินกะว่าจะทำอะไรๆ เพื่อฆ่าเวลาไม่ให้เกิดความหิวในระหว่างที่รออาหารเช้าอย่างใจจดใจจ่อ ป้าจัน ต้มกาแฟก็อุตส่าห์ไม่กิน เพราะจะรออาหารเช้าแบบจีน ดูเหมือนว่าข้าพเจ้าจดแล้วว่าอาหารเช้ามีอะไรบ้าง แต่มาถึงเมืองไทยนี้ที่จดอะไรต่อมิอะไรตามที่ต่างๆ มันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ เท่าที่จำได้วันที่แรกจั่วหน้ามาก็รับประทานไข่เยี่ยวม้า ไข่เค็ม หัวไชโป๊วเค็ม (ซึ่งจืด) ข้าวต้ม ซาลาเปาไส้ขนมกุ้ยช่าย นมเปรี้ยว นมสด และ ฯลฯ สรุปได้ว่ากินโต๊ะจีนตั้งแต่ 7 โมงเช้า ผลไม้มีแตงโมงตามเคย ใครๆ อธิบายว่าตอนนี้เป็นหน้าแตงโม คนที่มาเสิร์ฟทุกคนหน้าตายิ้มแย้ม


Dl_046_025.jpg

(น.46) รูป 25 ไปกำแพงเมืองจีน

(น.47) และบริการดีมาก ท่านทูตและภริยาไม่ได้กลับไปที่บ้านพัก ค้างอยู่กับพวกเราที่เตี้ยวหยูว์ไถเลย พอถึงเวลาก็เตรียมตัวไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนกัน

ข้าพเจ้าคุยกับ ตุ๋ย ตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ แล้วว่าเราสองคนสนใจกำแพงเมืองจีนด้วยกันทั้งคู่ รู้สึกตื่นเต้นอยู่ตรงนี่เอง ผู้ที่มารับในวันนี้คือท่าน เสิ่นผิง อธิบดีกรมเอเชีย 1. ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้จะมาเป็นทูตจีนประจำประเทศไทยแทนท่าน จางไหวเลี่ย ต้าสื่อ (ต้าสื่อ แปลว่า ทูต) นั่งในรถระยะทางเพียง 70 กว่ากิโลเมตรเท่านั้น “เตี่ย” (พวกเราเรียกคนขับรถว่าเตี่ย) ขับซะชั่วโมงครึ่ง เลยมีเวลาคุยกันแยะ ข้าพเจ้าถามท่านอธิบดีถึงเรื่องทะเลทราย โกบี เพราะตอนเด็กๆ เรียนว่าจะมีฝุ่นจากทะเลทรายโกบีพัดมาฤดูหนึ่งฝุ่นนี้เรียกว่า “โลส” (Loess) เป็นฝุ่นสีเหลืองที่นำความอุดมสมบูรณ์และทำให้ แม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำฮวงโห) หรือแม่น้ำเหลืองเป็นสีเหลือง

ท่านอธิบดีอธิบายว่า คำว่า โกบี เป็นภาษา ซินเกียง เขาว่ากันว่าเป็นทะเลทรายที่เคลื่อนที่ได้ ลมพัดแล้วจะเอาทรายมากองเป็นกองๆ พอลมพัดอีกทีกองๆ เหล่านี้จะหายไปแล้ว แต่เดิมก็เป็นอย่างว่า คือฝุ่นผงนี้ถูกพัดกระจุยกระจายไม่มีใครควบคุมได้ ที่ ซินเกียง เมืองถูกทำลายไปก็มี ปัจจุบันนี้รัฐบาลมีโครงการจะต่อสู้กับธรรมชาติโดยวิธีปลูกป่าที่จะต้องใช้เวลาเติบโตถึง 20 – 50 ปี เป็นอาณาเขตหลายพันล้านเฮกตาร์เพื่อกั้นทรายไม่ให้พัดมาในเมืองต่างๆ ท่านอธิบดีบอกว่าท่านเคยเห็นปักกิ่งเวลาลมจากทะเลทรายโกบี

(น.48) พัดมาแรงๆ อากาศจะเต็มไปด้วยฝุ่นทราย ที่พื้นนั้นทรายหนาถึง 2 เมตร มืดไปหมดต้องเปิดไฟกลางวันแสกๆ แม้ขณะนี้การปลูกป่ายังไม่พอเลย ท่านอธิบดีเสิ่นผิงเคยไปอยู่แถวๆ นั้นในระหว่างสงคราม บอกว่าถ้าข้าพเจ้ามีโอกาสมาประเทศจีนครั้งหน้าควรจะหาโอกาสไปเที่ยวทะเลทรายโกบีเพราะสภาพทางภูมิศาสตร์ไม่เหมือนกับที่อื่น คือมีหินก้อนเล็กก้อนใหญ่ เม็ดทรายที่ทับถมกันหลายหมื่นปี จะเป็นที่ราบกว้างขวางหลายสิบกิโลเมตร เป็นทางแข็งๆ จนกระทั่งเวลาจะสร้างถนนไม่ต้องทำอะไรมากแค่วาดเขตว่าตรงนี้จะให้เป็นถนนก็พอ ในบางส่วนแห้งแล้งยากลำบากมากไม่มีน้ำ ไม่มีหญ้า ไม่มีต้นไม้ เวลาคนไปอยู่ก็เจาะน้ำบาดาลแถวใกล้ๆ ภูเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม ชาวนาที่ไม่มีดินจะไปบุกเบิกที่รกร้างว่างเปล่านี้ เวลาจะปลูกข้าวเขาขุดเอาน้ำบาดาลเป็นอุโมงค์ข้างล่างเป็นคูยาวหลายกิโลเมตร ที่ยาวที่สุดนั้นคือยาวถึง 30 กิโลเมตร น้ำเย็นและใสมากไหลจากภูเขาหิมะ การที่ต้องเอาน้ำไว้ใต้ดินก็เพราะเกรงว่าน้ำจะสูญเสียได้ด้วยการระเหย ท่านชี้ว่าในกรณีนี้จะเห็นว่าปัญญาของประชาชนมีมาก จึงสามารถต่อสู้กับธรรมชาติเพื่อการอยู่รอดได้

พูดถึงแม่น้ำเหลืองท่านยกตัวอย่างว่าแถวๆ ซีอาน นั้นภูมิประเทศเป็นภูเขาดินสูง แต่ก่อนมีต้นไม้ปกคลุมอยู่เต็ม ต่อมาเกิดสงคราม การต่อสู้ รวมทั้งภัยธรรมชาติ ทำให้ต้นไม้ถูกทำลายไปมาก ดินไหลลงแม่น้ำ ยิ่งเวลาฤดูร้อน น้ำกับดินไหลปนกันทำให้น้ำกลายเป็นน้ำโคลนไปอย่างที่ว่า ท่านเคยเห็นที่ เยนอาน ในมณฑลส่านซี (ห่างซีอานราว 400 กม.) ตอนนั้นญี่ปุ่นยึดครองจีนอยู่ ฝ่ายจีน

(น.49) มีทั้งท่าน เหมาเจ๋อตุง และท่านโจวเอินไหล ขุดถ้ำอยู่กันที่นั่นถึง 7 ปี ตอนนั้นไปตั้งฐานกำลังถึงกับตั้งโรงเรียน มีนักเรียนถึง 4 หมื่นคน

เล่าเรื่องมาถึงตอนนี้พอดีรถออกไปถึงนอกเมือง บรรยากาศดีมาก สองฟากถนนเขาปลูกต้นไม้สวยร่มรื่น ออกมานอกเมืองนี่รถไม่มีมาก คนธรรมดาเขาก็ขี่จักรยาน บางคนมีจักรยานยนต์ก็เอารถอะไรก็ไม่ทราบพ่วงข้างๆ ไว้อีกคันด้วย มีรถเทียมม้า เทียมวัว รวมความแล้วเห็นพาหนะหลายอย่าง ชานเมืองเขาปลูกผักกันมาก ผักกาดของเขางามดี หัวโตเบ้อเริ่ม ถามดูอธิบดีอธิบายว่าปลูกผักนี้เขาใช้น้ำบาดาล ขุดเป็นบ่อเอาเครื่องสูบน้ำสูบขึ้นมาแถบๆ ที่รถผ่านนี้ มีอ่างเก็บน้ำซึ่งจะเอาน้ำมารดได้ถึง 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ข้าพเจ้าสงสัยว่าคนจีนในเมืองจีนนี่เขารดน้ำผักกันอย่างไร จะเมือนพวกคนจีนทำสวนผักในเมืองไทยที่ทำร่องมีน้ำในน้ำร่องเขาก็ปลูกข้าวเป็นแถว คนที่เก่งๆ เขาเอาพวยมีด้ามยาวๆ วิดน้ำเป็นฝอยๆ ถ้าทำไม่เป็น (อย่างข้าพเจ้า) น้ำจะลงมาเป็นก้อนๆ ผักเน่าตายหมด ท่าเสิ่นผิงบอกว่า จีนปลูกผักเดี๋ยวนี้มีวิธีสองอย่าง คือทำร่องแบบโบราณ อีกอย่างหนึ่งก็ใช้เครื่องพ่น (Sprinkler)

จีนปลูกข้าวสาลีหนึ่งในสามธัญญาหารทั้งหมด อีกสองในสามปลูกข้าวเจ้า และธัญญาพืชอื่นๆ ข้าวสาลีจะปลูกมากทางเหนือๆ แถวซีอาน ใน เสฉวน แถวเมือง เฉิงตู ปลูกข้าวเจ้า พูดถึงปุ๋ย ท่านคุยว่า การเลี้ยงหมูนั่นแหละดี “มูลฝอยหมู” (นี่จดตามล่าม) นี้ใช้ได้ประโยชน์มาก หมู 1 ตัว ปลูกพืชได้ 2.4 โหม่ว (= 1/15

(น.50) เฮกตาร์) หลายพันปีมาแล้วจีนใช้ปุ๋ยธรรมชาติ จากวัว ควาย แพะ แกะ หมู ฯลฯ ทำให้ดินดี ท่านว่าปุ๋ยเคมีส่วนประสมไม่เหมาะถ้าไม่ระวังดินจะเสีย เราเลยบอกเขาบ้างว่า เมืองไทยก็มีปุ๋ยหมักเหมือนกันนะ เรากำลังส่งเสริมการใช้ “มูล” ต่างๆทำปุ๋ยและมีผลพลอยได้คือเราได้แก๊สชีวภาพ แล้วยังมีประโยชน์ใหญ่หลวงทางด้านสาธารณสุข คือ กำจัดอะไรที่มันสกปรกรกรื้อเหม็นๆ (คือให้มันเหม็นเสียที่เดียวตรงบ่อหมัก) ป้องกันเชื้อโรค แถมยังคุยต่อว่าของคนเราก็ใช้ เมื่อวันพืชมงคลปีก่อนโน้น คุณ ทวี ชูทรัพย์ อธิบดีกรมราชทันฑ์ ยังมายืนเข้าแถวอยู่กับคณะทดลองเรื่องทำปุ๋ยหมัก ได้ความว่าท่านให้นักโทษทำโครงการด้วย หมู่นี้ไม่ได้เจอกันเลย ไม่ทราบว่าโครงการดำเนินไปถึงไหนแล้ว ท่านอธิบดีเสิ่นผิงบอกว่าอย่างนั้นดีมาก ที่เสฉวนใช้แก้สชีวภาพในการหุงต้มมาก

ข้าพเจ้าถามว่าเมืองจีนทำนาหว่านหรือนาดำ ท่านบอกว่าทำนาดำทั้งนั้น นาดำโตเร็วดี เวลาเพาะต้นกล้าเขาไม่รอให้รากลงลึกนัก รีบถอนเร็วๆ รากจะได้ไม่กระทบกระเทือน ท่านอธิบดีเคยไปดูที่เกาหลี เดี๋ยวนี้การทำนาเขาก้าวหน้าไปมาก สามารถร่นเวลาให้เร็วกว่าเดิมได้ถึง 10 วันการทำให้ข้าวโตเร็วนี่มีความหมายมากสำหรับประเทศอย่างจีนและเกาหลี เพราะอากาศเปลี่ยนเร็ว ถ้าข้าวโตตอนลมหนาวเข้า เม็ดข้าวจะลีบ อย่างที่ทางภาคอีสานของจีนเป็นในปี 1979 ในปีนั้นข้าวสาลี ข้าวโพด ไม่มีเม็ดเลย เกิดความเสียหาย ประชาชนมีความทุกข์ยากมาก

ข้าพเจ้าคิดไปถึงหน้าหนาว พ.ศ. 2518 ปีนั้นหลังจากน้ำท่วมหนัก อากาศในกรุงเทพฯ และภาคกลางโดยทั่วไปหนาวขนาด

(น.51) ต้องใส่เสื้อหนาวกัน เม็ดข้าวไม่มีเสื้อหนาวใส่ เม็ดจึงลีบ ชาวนาเดือดร้อนกันมาก สาเหตุของข้าวลีบ บางคนก็บอกว่าไม่ใช่เป็นเพราะความหนาวเย็น แต่เป็นเพราะที่ดินขาดปุ๋ย เนื่องจากการกั้นเขื่อน ทำให้ตะกอนแขวนลอยมากับน้ำที่เรียกว่า Alluvium ไม่มาทับถมทำความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ ทฤษฎีนี้ข้าพเจ้าคิดว่าไม่น่าเชื่อเพราะเรามีเขื่อนอยู่ตั้งนานแล้ว ข้าวเพิ่งมาเสียตอนปี’18 แล้วตอนหลังก็ไม่เห็นเสียอีกเลย

ท่านเสิ่นผิงกล่าวต่อไปว่า ความหนาวเย็นนี่เป็นศัตรูร้ายที่แก้ไม่ตก การขาดน้ำหรือน้ำท่วมเรายังใช้วิทยาการสมัยใหม่ควบคุมได้ แต่อุณหภูมินี่ไม่รู้ว่าจะควบคุมอย่างไร

ท่านอธิบดีบอกว่าเมืองจีนยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือเวลาฝนตกหนักๆ ลูกเห็บตกเยอะแยะ ลูกเห็บของจีนแต่ละลูหนักตั้งกิโลหนึ่งแน่ะ ข้าพเจ้าเลยบอกว่าเมืองไทยก็มีลูกเห็บตกในทางภาคเหนือของประเทศ บางทีลูกเห็บก็ทำให้พืชผลเสียหายบ้าง ตัวข้าพเจ้าเองก็เกือบแย่เพราะลูกเห็บ ว่าแล้วก็เล่าเหตุการณ์นานมาแล้วที่เฮลิคอปเตอร์ถูกพายุลูกเห็บ สามารถลงได้ก่อนลูกเห็บลูกแรกตกเพียงสองนาที (เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าตื่นเต้นแบบกำลังภายในเพื่อสลับฉาก)

คุยถึงตรงนี้รถผ่านเทือกเขาข้าพเจ้าถามขึ้นว่านี่มันเทือกเขาอะไรกัน ท่านอธิบดีบอกว่านี่แหละคือภูเขา เอี้ยนซาน เป็นเทือกเขาประจำปักกิ่งซึ่งมีพรรณนาไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่ก่อนนี้เรียกปักกิ่งว่าเมือง เอี้ยนจิง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในอดีตก็เรียกว่า มหาวิทยาลัย เอี้ยนจิง

(น.52) “เตี่ย” ของเราค่อยๆ พารถแล่นเรื่อยๆ ต่อไป จนถึงเขตภูเขา มองเห็นปล่องโรงงานพ่นควันฉุย ข้าพเจ้าเกิดนึกออกที่มีคนฝากมาถามว่า เมืองจีนมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถดูดอากาศที่เป็นพิษเอาไว้ได้จริงหรือเปล่า อธิบดีหัวเราะแล้วบอกว่าถ้ามีก็ดีซิ ตอนนี้เมืองจีนเริ่มจะผจญปัญหา pollution เข้าเหมือนกัน เรา (ตอนนี้หมายถึงจีน) พยายามขยายผลิตผลอุตสาหกรรม แต่ก็พยายามหามาตรการแก้ปัญหาอากาศเป็นพิษ อากาศเหม็นที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ ข้าพเจ้าบอกท่านอธิบดีว่าโรงงานที่รัฐควบคุมได้ก็ค่อยยังช่วยหน่อย แต่ถ้าโรงงานที่ไม่ใช่เป็นของรัฐนี่ เมื่อให้เขาทำการป้องกันสารพิษที่ปล่อยออกมา มาตรการของเขาแพง เขาเลยเอาไปบวกกับราคาสินค้า ทำให้คนจนแย่ ท่านเสิ่นผิงบอกว่านั่นก็แย่เหมือนกัน

รถแล่นใกล้เข้าไปอีกจึงเห็นว่าเป็นโรงปูนซีเมนต์ ดูแล้วก็เหมือนโรงปูนซีเมนต์ที่ทุ่งสงที่เราไปอยู่ มีรถไฟเข้าออก รถไฟของเขาใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ไกลออกไปอีกช่างสำรวจกำลังขะมักเขม้นอยู่กับงาน คนหนึ่งกำลังส่องกล้อง Theodolite คนหนึ่งถือไม้ Staff อีกคนหนึ่งกำลังจด filed book ข้าพเจ้าเลยนึกถึงอาจารย์ วิชา ขึ้นมาได้ก่อนไปเมืองจีนคุยกับอาจารย์เรื่องเมืองจีน อาจาร์บอกให้ไปพัฒนาด้าน Photogrammetry ส่วนการสำรวจภาคพื้นดินนั้นเขาจะมีวิธีการพิเศษที่เป็นของจีนเองหรือเปล่า ข้าพเจ้าเคยเห็นในหนังสือ China Pictorial เขาก็ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออย่างที่เราใช้กันธรรมดาๆ นี่แหละ แต่ลองถามเขาดูเผื่อจะได้วิธีการของจีนโบราณ

(น.53) แล้วนำมาปฏิบัติได้ ถือเป็นเทคโนโลยีเหมาะสม นึกถึงเมื่อไปเชียงใหม่หลายปีมาแล้วเจอลุงคนหนึ่งแกเคยเป็น สล่า (นายช่าง) ทำเหมืองฝาย บอกเราว่าเดี๋ยวนี้แกเองเฒ่าแล้ว ไม่ทำงานอีกต่อไปจึงมอบเครื่องมือให้ข้าพเจ้าไว้เป็นที่ระลึก เครื่องมือนั้นทำด้วยไม้เป็นรูปสามเหลี่ยม มีเชือกห้อยลงมาถ่วงด้วยตะกั่ว เราถือไม้นี้ส่องจะเห็นระดับที่เท่ากัน นี่เป็นวิธีการของนายช่างที่เป็นชาวบ้าน ข้าพเจ้าเลยถามท่านเสิ่นผิงว่าของจีนมีวิธีอย่างไรบ้าง นอกจากเครื่องมือสมัยใหม่แล้ว ท่านเสิ่นผิงบอกว่า เรา (จีน) มีพวกหนุ่มสาวที่สร้างระบบชลประทาน ที่มณฑล เหอหนาน มีการสร้างคลอง ธงแดง (หงฉี) ซึ่งชาวบ้านทำกันเอง ใช้วิธีเอากาละมังน้ำตั้งบนไม้ เอาขวดผูกเชือก ฯลฯ ฯลฯ...ฟังไม่รู้เรื่องเลย เลยบอกว่าอยากรู้เหมือนกันเวลากลับบ้านทำให้ดูหน่อย จะได้เห็นภาพท่านก็หัวเราะ

พอดีรถเข้าเขตกำแพงเมืองจีนทำเอาโล่งใจไปหน่อย การเขียนเรื่องอะไรยาวๆ เหล่านี้เป็นการฆ่าเวลาคอยรถแล่นเท่านั้น เมื่อรถไปถึงกำแพงเมืองจีน ไกด์ก็ถามว่าจะเข้าห้องน้ำไหม ข้าพเจ้าหันไปถามพรรคพวกต่างก็บอกว่าไม่จำเป็น ก็เลยขึ้นดูเลย กำแพงเมืองจีนส่วนที่เราดูนั้นเรียกว่า ปาต๋าหลิ่ง อยู่ในอำเภอ เหยียนชิ่ง ซึ่งทางการจีนยุคปัจจุบันได้ซ่อมแซมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

กำแพงเมืองจีน (หรือในภาษาจีนเรียกว่า ฉางเฉิง) นั้นยาวทั้งหมด 6,700 กิโลเมตร เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างหนึ่งทีเดียว ได้ยินว่าเมื่อมนุษย์อวกาศออกนอกโลกไปแล้วหันกลับมามองโลกของเราอีก สิ่งสุดท้ายที่ได้เห็นบนโลกคือกำแพงเมืองจีนนี่แหละ

(น.54) ประวัติความเป็นมาในการสร้างกำแพงเมืองจีนนี้เล่ากันว่า ประมาณศตวรรษที่ 4-3 ก่อนคริสต์กาลเป็นสมัยที่เรียกว่า จ้านกว๋อ หรือ Warring States ประเทศจีนยังไม่รวมเป็นปึกแผ่น ยังคุมอำนาจกันเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย ต่างฝ่ายต่างสร้างกำแพงป้องกันพื้นที่ยึดครองหรือเขตอิทธิพลของตนให้พ้นจากการโจมตีของแคว้นใกล้เคียง พอถึงราชวงศ์ ฉิน พระเจ้า ฉินสื่อหวังตี้ (ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล) ได้รวมจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พระองค์ได้เชื่อมกำแพงของแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกัน การสร้างกำแพงนี่ถือว่าเป็น “งานช้าง” ประจำรัชกาลทีเดียว โดยกล่าวว่าเพื่อป้องกันชนเผ่าศัตรูที่จะเข้ามารุกราน บางคนเขาก็นินทาว่าท่านทำการครั้งนี้เพื่อล้างสมองคนไม่ให้คิดต่อต้านท่าน ให้เสียเวลาสาละวนอยู่กับการสร้างกำแพงเมืองจีน จะได้ไม่มีปัญญาคิดเรื่องอื่น อีกประการหนึ่งการถูกส่งไปทำกำแพงเมืองจีนนั้น เหมือนเป็นการถูกกำจัดไปเลยเพราะเป็นงานที่ยากลำบาก อยู่บนยอดเขาสูง ราชวงศ์ที่ต่อจากราชวงศ์ ฉิน ก็ได้ซ่อมแซมกำแพงนี้ จนถึงราชวงศ์เหม็ง (คริสต์ศตวรรษที่ 14) กำแพงเมืองจีนสำเร็จบริบูรณ์ เท่ากันที่เราเห็นทุกวันนี้

หลังจากนั้น...สำหรับพวกเรา...รายการเดินทางไกลแบบลองมาซก็บังเกิดขึ้น...เขาให้เราเดินบนกำแพงซึ่งกว้างพอที่รถจะแล่นได้ แต่ก็คงแล่นไม่ได้เพราะบางตอนก็เป็นทางเรียบๆ ส่วนบางตอนก็มีชั้นบันได มีคนมาเที่ยวกันแน่นขนัด ดูแล้วคณะเราเดินอย่างเอาเป็น


Dl_055_026.jpg

(น.55) รูป 26 กำลังปีนกำแพงเมืองจีน

(น.55) เอาตายกว่าเพื่อน คณะท่านผู้หญิง คุณหมอดนัยบอกว่าขอรออยู่ข้างล่างดีกว่า ไม่ไปถึงยอดหรอก ข้างๆทางเดินเขาทำราวเหล็กสำหรับเกาะ คนที่มาเที่ยวบางคนนั่งบนท่อแล้วปล่อยตัวไหลปรู๊ดลงมา เล่นเอาอยากลองบ้าง สำหรับขาขึ้นคนแก่ๆ ใช้วิธีเกาะราวและเดินถอยหลังขึ้นไป ป้าไลบอกว่าทุ่นแรงดี เมื่อเดินแกมวิ่งขึ้นไปถึงป้อม (ซึ่งมีอยู่เป็นระยะๆ) สุดเขตที่เขาบูรณะเอาไว้ก็เริ่มดูวิวชมทิวทัศน์ได้ ตอนที่เดินขึ้นนั้นใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้ากำแพงเมืองจีนนี้อยู่เมืองไทยคงจะเป็นกรรมของพวกเรา เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จฯ โปรดการออกกำลังกายด้วยการวิ่งขึ้นลงบันไดมาก ท่านเห็นกำแพงเมืองจีนนี่คงโปรดแย่เลย เราก็ต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงตามเสด็จ

(น.56) ขึ้นไปบนนั้นอากาศสบายวิวภูเขาสวยดี มีคนอธิบาย (บอกว่า “คน” เพราะตอนนั้นไม่รู้ว่าใครเป็นใคร จะเป็นไกด์ อาจารย์สารสิน หรืออื่นๆ...ก็ไม่ได้มอง) ว่ากำแพงเมืองจีนนี่ยาวถึง 6,700 กม. มีสาขาแยกเป็นช่วงๆ ออกไปหลายสาย แต่สายใหญ่ๆ นั้น ถ้านับจากปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกก็ไปถึงมณฑลกานซู ทางตะวันออกไปจดทะเลแถวๆ เหอเป่ย ทีเดียว ขึ้นไปบนป้อมมองไปทางตะวันตก ก็เป็นเขตเหอเป่ย ทางตะวันตกเป็นมณฑลซานซี ส่านซี และจะไปถึงทะเลทรายโกบี รวมความว่าผ่านมณฑล 5 มณฑล และเขตปกครองตนเองถึง 2 เขต มองออกไปห่างกำแพงเมืองจีนที่เรากำลังยืนอยู่มีซากป้อมเล็กๆ ซึ่งเขาบอกว่าแต่ก่อนให้คนไปอยู่ตรงนั้น แล้วส่งข่าวบอกจำนวนศัตรู ด้วยสัญญาณไฟและสัญญาณควัน ดูๆ แล้วข้าพเจ้าก็ขำอีกเพราะนึกถึงหอคอยสูงชื่ออะไรก็ไม่ทราบ ลืมไปแล้วอยู่ทางใต้ของฝรั่งเศสที่เราไปดูมาเมื่อปีก่อน ซึ่งไกด์อธิบายว่าสำหรับทหารวิ่งขึ้นไปดูกำลังข้าศึก ตอนนั้นเรายังนึกเลยว่าถ้าวิ่งขึ้นไปแล้วคงตาหูลาย เห็นข้าศึกคนเดียวเป็น 2 คน 3 คน เป็นแน่แท้

“ปาต๋าหลิ่ง” เป็นป้อมซึ่งเป็นด่านป้องกันกรุงปักกิ่ง กำแพงตรงนี้ (ดูเหมือนว่าจะทำในสมัย เหม็ง) ทำด้วยอิฐก้อนโตมาก มองดูเหมือนแท่งหิน ทุกๆ ระยะ (จะประมาณ 200-300 เมตร) จะมีหอ 2 ชั้น กำแพงสูงโดยเฉลี่ย 7.8 ม. กว้าง 5.8 ม.


Dl_057_027.jpg

(น.57) รูป 27 ส่วนหนึ่งของผู้พิชิตกำแพงเมืองจีน

(น.57) เราสงสัยว่า อิฐเหล่านี้ก็ใหญ่โตมโหฬาร แล้วสร้างบนเทือกเขาสูงทั้งเทือก จะขนขึ้นมาอย่างไร ที่เขมรสร้างปราสาทหินยังไม่สูงเท่านี้ (ที่นี่สูง 400 ม.) เขาบอกว่าเขาขึ้นมาเผาอิฐกันบนภูเขาเลยสำหรับปูนที่ใช้ฉาบนั้นจีนใช้ข้าวเหนียวผสมปูน และผสมด้วยดินพิเศษอย่างหนึ่ง ขณะที่อยู่บนกำแพงเรือบินบินไปบินมา บางคนบอกว่าเขามาโปรยยาฆ่าหญ้า บางคนบอกว่าเขามาเล่นหนังต่างหาก

พอได้เวลาสังเกตเห็นคุณจาง ซี่งเป็นพวกกรมพิธีการทูตจีนชักทำท่ากระวนกระวาย แสดงว่าถึงเวลากลับแล้ว ตอนขาลงก็ต้องต้องระวังหน่อย เพราะหลายตอนที่บันไดชำรุด ข้าพเจ้าเดินคุยกับล่าม


Dl_058_028.jpg

(น.58) รูป 28 ขาขึ้นกำแพงเมืองจีน


Dl_058_029.jpg

รูป 29 กำแพงเมืองจีน โปรดสังเกตราวบันไดที่ใช้เกาะซึ่งมีคนหนึ่งรูดลงมาเป็นการทุ่นแรง


Dl_059_030.jpg

(น.59) รูป 30 กำแพงเมืองจีน

(น.59) อีกคนที่ชื่อคุณ อู๋หุ้ยชิง หรือที่เราเรียกกันว่า พี่อู๋ ข้าพเจ้าร้องทักพี่อู๋ตั้งแต่วันวานที่วังอนุชน แต่ไม่มีเวลาพูดกันมากเพราะพี่อู๋เป็นล่ามรถคันหลัง เราเคยพบกันเมื่องครั้งพี่อู๋เป็นล่ามมาในขบวนของท่าน เติ้งเสี่ยวผิง เมื่อ 3 ปีมาแล้ว ข้าพเจ้าจำเขาได้เพราะเขาเป็นช่วยแปลให้ข้าพเจ้า ตอนนั้นพี่อู๋ยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้มีลูกชายคนหนึ่งอายุขวบกว่าแล้ว สามีเคยทำงานสถานทูตจีนในไทย พี่อู๋ไม่เคยอยู่เมืองไทย ที่เรียนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย


Dl_060_031.jpg

(น.60) รูป 31 กำแพงเมืองจีน


Dl_060_032.jpg

รูป 32 กำแพงเมืองจีน

(น.61) ปักกิ่ง (เป็นศิษย์อาจารย์ชื่อ สิทธิชัย) เพราะสนใจ ขณะนี้ทำงานอยู่กรมเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ค่อยมีโอากาสใช้ภาษาไทยเท่าไรนักนอกจากพยายามอ่านหนังสือพิมพ์ไทยอยู่เสมอ บอกว่ารู้สึกว่าภาษาไทยยากมาก ตอนเรียนก็คิดว่าง่าย เวลาใช้งานจริงมันไม่ง่ายเหมือนที่คิด เมื่อเดินลงมาถึงที่ซึ่งคณะท่านผู้หญิงคอยอยู่ (โปรดสังเกตว่าป้าจันและป้าไลปีนกำแพงเมืองจีนไปถึงยอด ไม่อยู่ในคณะรอ) ก็ถ่ายรูปร่วมกัน มองลงไปเห็นคนขี่อูฐถ่ายรูปกัน ข้าพเจ้าอยากขี่อูฐบ้าง แต่ไม่มีเวลา พยายามถ่ายรูปให้ติดอูฐ ดูเหมือนว่ารูปนั้นก็เสีย จำต้องใช้ปากบรรยายเอาเองว่า อูฐตัวนั้นน่ารักกว่าอูฐที่อื่น เป็นอูฐสองตะโหงก ขนยาว แต่ดูไม่สกปรกใครก็ไม่รู้บอกว่าเป็นอูฐของมองโกล

เดินลงจากกำแพงเมืองจีนแล้วเขาให้เข้าไปนั่งในห้องพัก เลี้ยงน้ำส้มและผลไม้ตามธรรมเนียม ยังมีธรรมเนียมอีกอย่างคือจะต้องเอาผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นมาเช็ดมือ แม้แต่ระหว่างการเลี้ยงอาหารก็ต้องเช็ดมือหลายหน เรานั่งคุยกับภรรยาท่านเสิ่นผิงซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศสได้ เพราะเคยอยู่สวิส 4 ปี เลยไม่ต้องใช้ล่าม! แล้วออกไปข้างนอกมีที่ขายของ เห็นรูปเขียนรูปม้าเขียนด้วยหมึกจีนบนผ้าชาวบางๆ เขียนได้มีชีวิตชีวาดีมาก และยืมเงินคุณกัลยาก่อนเพราะตัวเองยังไม่ได้แลกเงินจากดอลล่าร์ (ต้องใช้ตั๋วเงินจีน คนต่างชาติเขาไม่ให้ใช้เงินจีน ให้ใช้เป็นใบแทนเงิน (Foreign exchange

(น.62) certificate) หรือ เหรินเหมินปี้ (RMB) เพื่อความปลอดภัยตั้งแต่ไปเมืองจีนเคยเห็นเงินจีนครั้งเดียวที่ใครเขาทอนภุชชงค์มา) ปรากฏว่าลืมคิดเงินและคูณผิด มาคิดทีหลังตอนใช้เงินเขาเพิ่งรู้ว่ารูปนี้แพงน่าดู ตอนเอามาให้น้องเล็กๆ หัวเราะใหญ่ว่าเที่ยวนี้น้องเล็กได้ของฝากแพงๆ เพราะคนฝากคิดเลขผิด ทิพย์ก็ซื้อผ้าปักมาฝากน้องเล็กเพราะทิพย์คิดเงินผิดเหมือนกัน ข้าพเจ้านั้นรู้สึกโมโหว่าเสียเกียรติด้วย โดยปกติเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่ไม่เคยคิดผิดเลย ก่อนซื้ออะไรคำนวนเปลี่ยนอัตราแลกเงิน และคิดเงินทอนเป็นอย่างดี

เราลาไกด์เพื่อไปชมสุสานราชวงศ์เหม็ง ซึ่งอยู่ระหว่างทางกลับ เมื่อขึ้นรถ ท่านเสิ่นผิงอธิบายว่า แถวนี้แห้งแล้งมาก ฝนจะตกเฉพาะเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ปีหนึ่งๆ ก็ประมาณ 700 มม. ต้นไม้ที่เห็นนั้นปลูกมาประมาณ 20 ปีนี้ มีต้นไหวและต้นหลิวที่โตเร็ว แต่เนื้อไม้ไม่ดี

รถแล่นผ่านหมู่บ้าน ท่านเสิ่นผิงบอกว่า แถวนี้เป็นคอมมูน ฮันโช่ว ชาวบ้านประกอบอาชีพทางการเกษตร จะปลูกธัญพืชต่างๆบางคนก็ประกอบอาชีพเป็นกรรมกรในโรงงานของคอมมูนเอง โรงงานพวกนี้ผลิตเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซ่อมเครื่องจักร และเล่าว่าคอมมูนใหญ่ๆ บางแห่งมีคนถึง 7-8 แสนคน มีโรงเรียนมัธยมและโรงเรียนอาชีวะของคอมมูนด้วย

ดินแถบนี้เป็นดินสีแดงคล้ายๆ กับดินลูกรังบ้านเรา มีหินปนอยู่มาก พูดถึงการใช้สัตว์ไถนาและพาหนะเขาอธิบายว่าทางเหนือนี้ใช้วัว ม้า ลา ภาคกลางนิยมใช้วัว และทางใต้นิยมใช้ควาย

(น.63) รถแล่นเข้าเขตที่มีสุสาน เราจะมองเห็นได้ตามเขตภูเขา มีเก๋งจีนเป็นเครื่องหมายว่าตรงนี้มีฮวงซุ้ย ทางเข้าฮวงซุ้ย ติ้งหลิง สองข้างทางเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น สิงโตแบบ “ไลอ้อน” (ไม่ใช่สิงโตเมืองจีนแบบอับเฉาเรือที่มาตั้งอยู่ตามที่ต่างๆ ในเมืองไทย) มีเสือ อูฐ 2 ตะโหงก ช้างนั่ง ช้างยืน ม้า ตอนที่เข้าใกล้สุสานทำเป็นรูปคนข้าราชการฝ่ายบู๊ ฝ่ายบุ๋น ทั้งตงฉิน กังฉิน พร้อมมูล รถผ่าน ฉางหลิง ซึ่งเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดแต่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมา

เมื่อถึงหน้าประตูมีผู้ดูแลสุสานมารับ พาเข้าไปในห้อง “บรรยายสรุป” ซึ่งเเต็มไปด้วยขนมกับผลไม้ “มหาดเล็กหญิง” ซึ่งเป็นคนเสิร์ฟน้ำประจำทั้งที่บ้านพักและหิ้วตามไปที่ต่างๆ ก็หันมายิ้มหลิ่วตากับข้าพเจ้าทีหนึ่งก่อน แล้วหันไปสาละวนอยู่กับการจัดน้ำหวานให้พวกเรา ไกด์อธิบายว่าบริเวณที่นี้เป็นสุสานของจักรพรรดิ 13 องค์ใน 16 องค์ ของราชวงศ์เหม็ง สร้างระหว่าง ค.ศ. 1365 – 1641 รวมทั้งสิ้นเป็นเวลา 277 ปี สุสานของจักรพรรดิองค์แรกคือ พระเจ้า หงอู่ อยู่ที่ นานกิง จักรพรรดิองค์ที่สองคือพระเจ้า เจี้ยนเหวิน เกิดความวุ่นวายในแผ่นดินเรื่องแย่งชิงบัลลังก์ พอเป็นจักรพรรดิได้ 4 ปีก็ฆ่าตัวตาย ของจักรพรรดิองค์ที่ 7 ไปอยูที่ เซียงซาน ส่วนสุสานจักรพรรดิ หย่งเล่อ (Yunglo) องค์ที่ส่งขันทีชื่อ เจิ้งเหอ (Cheng-Ho) มาแถวๆ Southeast Asia และมหาสมุทรอินเดียนั้นยังมิได้เปิดศึกษา

สุสาน ติ้งหลิง นี้เป็นของจักรพรรดิองค์ที่ 14 หรือพระเจ้า ว่านลี่ พระองค์ครองราชย์ใน ค.ศ. 1573 เมื่อพระชนม์ได้ 10 พรรษา เริ่มสร้างสุสานตอนพระชนม์ได้ 22 พรรษา สร้างเสร็จ


Dl_064_033.jpg

(น.64) รูป 33 ในสุสานติ้งหลิง

(น.64) ตอนพระชนม์ชีพได้ 28 พรรษา จักพรรดิองค์นี้ครองราชย์อยู่นานที่สุดใน 16 พระองค์ สวรรคตใน ค.ศ. 1620 สุสานนี้ขุดพบใน ค.ศ. 1956 ค้นใน 1 ปี วัตถุโบราณที่ค้นได้ 3,000 กว่าชิ้น มีเพชรพลอย มงกุฎ รวมทั้งเครื่องลายคราม หรือเครื่องถ้วยจีน เขาบอกว่าเตายังอยู่ที่เมือง จิ่งเต๋อเจิ้น

แล้วพวกเราก็พากันเดินกันเพื่อเข้าชมสุสาน สุสานมีกำแพง 2 ชั้น พอเข้าประตูแรกข้างในเป็นสวนผลไม้ มีแอปเปิ้ล พลับ เดินเข้าประตูมีที่ตั้งเก้าอี้รับจ้างถ่ายรูป ให้มี background เป็นสุสานแถมมีดอกไม้ประดิษฐ์แดงๆ เหลืองๆ ฟ้าๆ ใส่แจกันวางไว้ข้างๆ เราเดินเข้าไปในสุสานต่อไป ก่อนหน้านั้นยังไปเจออะไรต่อมิอะไร

(น.65) อีกหลายอย่าง แต่อ่านที่จดไว้ไม่ออก ภัณฑารักษ์บอกว่าไปพบศิลาจารึกซึ่งเขียนว่าทางเข้าสุสานมีสองทาง คนสมัยใหม่เลยขุดเข้าไปได้ กำแพงโบราณทำด้วยหินจับดูเย็นมากเลย เขาบอกว่าแต่เดิมประตูใช้อิฐปิดตาย นักสำรวจเอาอิฐออกก็เห็นประตูหินอ่อนหนักบานละ 4 ตัน ข้างบนเป็นสำริดหนัก 10 ตัน เขาเอากระจกปิดประตูหินอ่อนเอาไว้ เป็นการเก็บรักษาอย่างดี หินนี้มาจากภูเขา ฝานซาน ในมณฑลหูเป่ย

ข้างในห้องเขาแสดงภาพตอนที่พบสุสาน ที่เพดานสุสานเขาเอาลวดตาข่ายคลุมไว้เพื่อความปลอดภัยเพราะเก่าแล้ว ในห้องแรกนี้มีอาสนะหินอ่อนของพระเจ้าแผ่นดิน และพระมเหสีซึ่งจะดูออกได้ว่าอาสน์ไหนเป็นของใคร โดยดูว่ารูปที่สลักเป็นรูปอะไร ถ้าเป็นรูปมังกรก็เป็นจักรพรรดิ รูปหงส์เป็นของมเหสี แต่ดูไปดูมามังกรกับหงษ์เกิดหน้าตาเหมือนกันเข้าไปอีก เลยไม่ทราบว่าตัวไหนเป็นตัวไหน ในห้องนั้นมีโอ่งมังกรใส่น้ำมันพืชและมีเชือกทำเป็นแบบไส้ตะเกียงจุดเอาไว้ โดยถือคติว่าจะต้องมีแสงสว่างอยู่ตลอดเมื่อไปค้นพบนั้นเหลือน้ำมันอยูครึ่งโอ่ง

อีกห้องเป็นโลงที่ไว้พระศพจักรพรรดิและพระมเหสี 2 องค์ มีหีบสมบัติอีก 16 หีบ หีบทั้งหมดเป็นหีบจำลอง เพราะของจริงผุพังไปแล้ว เขาบอกว่าโลงทำด้วยไม้ หนานมู่ ซึ่งเป็นไม้ชนิดที่ดีที่สุด


Dl_066_034.jpg

(น.66) รูป 34 สุสานติ้งหลิง บัลลังก์หินอ่อนขาวๆ นั้นเป็นของจักรพรรดิเพราะมีรูปมังกร

(น.66) อีกห้องหนึ่งมีที่สำหรับวางโลงศพ เขาบอกว่าตอนที่เอาศพจักรพรรดิและมเหสีเข้ามานั้นเป็นหน้าฝนมีน้ำมาก เลยเอาเข้าไปไว้ในห้องไม่ได้ (จักรพรรดิมีมเหสี 2 องค์ องค์แรกตายก่อนจักรพรรดิ 3 เดือน องค์ที่สองตายก่อน 9 ปี) ในสุสานนี้ใช้ไม้ทำเป็นรูปคนและม้าเอาไว้ด้วย


Dl_067_035.jpg

(น.67) รูป 35 บริเวณสุสาน

(น.67) เมื่อออกจากสุสานเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นที่เก็บของต่างๆจากสุสานไว้เป็นบางส่วน เช่น บันทึกประวัติทำด้วยไม้หนานมู่เป็นของจริง เครื่องใช้ต่างๆ เครื่องประดับพระเศียรมเหสี อ่างทองสำหรับพระจักรพรรดิล้างหน้า แท่งเงินแท่งทอง มงกุฎมเหสีทำเป็นรูปมังกร 10 ตัว ทำด้วยเส้นทอง หงส์ 9 ตัว ทำด้วยขนนกชนิดหนึ่ง มงกุฎจักรพรรดิทำด้วยทองเส้นเดียวขดกันไปมา

เขาบอกว่ายังมีอะไรต่อมิอะไรน่าดูอีกมาก แต่หมดเวลาเสียแล้วเราลาภัณฑารักษ์ นั่งรถกลับบ้านพัก ขากลับชักง่วงนอนกันทุกคน คุณดำรงก็บ่นว่าง่วง ข้าพเจ้าพยายามหาเรื่องคุยจะได้แก้ง่วง ท่านเสิ่นผิงเล่าเรื่องอ่างเก็บน้ำ ซือซานหลิง ที่อยู่ใกล้เคียงว่า

(น.68) มีน้ำไม่พอ ตอนสร้างข้าราชการและทหารมาสละแรงงานช่วยกันทำ ท่านประธานเหมาก็เคยมา ท่านโจวเอินไหลก็เคยมา รัฐมนตรีต่างๆ ก็มาช่วยกัน ตั้งแต่ช่วงก้าวกระโดดไกล (ค.ศ. 1958 – 1960) เป็นต้นมา ได้พัฒนาเรื่องคลองชลประทานที่ส่งน้ำไปปักกิ่งและจะส่งน้ำต่อจากปักกิ่งไปเทียนสิน เป็นคลองกว้างจนเรือขนาด 300 – 500 ตันแล่นได้ คลองนี้จะไปเชื่อมกับคลองใหญ่ที่ขุดสมัยราชวงศ์ สุย ในศตวรรษที่ 6 จากปักกิ่งไปหังโจว ลำเลียงของ เช่น ข้าวจากภาคใต้ไปปักกิ่ง ต่อมาคลองนี้ไม่ได้ใช้ เลยตื้นเขิน ใช้ได้เฉพาะบางตอน การสนทนายังไม่ได้สิ้นสุดแค่นี้ แต่มันชักง่วงมากขึ้น สมองเลยสั่งน้อยลงๆ... คณะสำรวจ (ไม่ทราบคณะเดิมรึเปล่า) ก็ยังอยู่ เที่ยวนี้กำลังทำ plane table แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติมอีก

รถไปถึงบ้านก็รีบรับประทานอาหารกลางวันกัน อาหารกลางวันวันนี้มีกระเพาะวัว ไข่เยี่ยวม้า พริกฝรั่งผัดไข่ แฮม ไก่ผัดพริก แกงตะพาบน้ำ เนื้อน้ำมันหอย ผัดหอมหัวใหญ่ ขนม ซุปไข่ ปลาดำต้มยำ ของหวานมีแตงโม

ถึงเวลาบ่ายสองโมงผู้ที่มารับคือมาดามเหอหลี่เหลียง ซึ่งเป็นภรรยาของ ฯพณฯ หวางหัว ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรี มาดามเหอเองเป็นรองอธิบดีกรมองค์การและการประชุมระหว่างประเทศ กฎหมาย และสนธิสัญญา กระทรวงต่างประเทศ มาดามพูดอังกฤษได้ดีและเป็นคนที่เข้ากับแขกต่างชาติได้เก่ง ข้าพเจ้าเคยพบมาดามเมื่อเกือบ 3 ปีแล้ว เมื่อคราว ฯพณฯ เติ้งเสี่ยวผิง มาเยือนประเทศไทย ครั้งนั้น

(น.69) ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปฏิสันถารกับท่านเติ้งข้าพเจ้าคุยกับมาดามเหอหลี่เหลียง โดยมีพี่อู๋เป็นล่าม

คราวนั้นเราคุยกันถึงงเรื่องมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษข้าพเจ้าเล่าให้มาดามฟังถึงเรื่องที่เรามีการจักสานด้วยไม้ไผ่ และถามว่าข้าพเจ้าเคยเห็นงานฝีมือของชาวจีนที่ทำด้วยไม้ไผ่ มีความสวยงามมาก อยากทราบว่าใช้ไม้ไผ่ชนิดใดและขอดูตัวอย่าง (ข้าพเจ้าหมายถึงท่อนไม้ไผ่) อีกไม่นานหลังจากนั้น ข้าพเจ้าได้รับต้นไผ่ (เป็นๆ) เป็นจำนวน 2 เข่ง น่าเสียดายที่ต้นไม้ไผ่นี้ตายไปเป็นส่วนมากคงเหลืออยู่เพียงสองสามต้น จึงมอบให้กรมทางไปปลูกในสวนไผ่ของกรมทาง

มาดามบอกว่าขณะนี้ ฯพณฯ หวางหัว ป่วยอยู่โรงพยาบาลจึงมารับข้าพเจ้าไม่ได้ พอนั่งในรถมาดามเหลือบไปเห็น “โพย” ที่ข้าพเจ้าจดไว้พูดภาษาจีน รวมทั้งหนังสือภาษาจีนเลยเอามาดู และพูดสนทนาในนั้นเล็กน้อย หลังจากนั้นก็คุยกันกับเรื่องต่างๆ เป็นภาษาจีนบ้างภาษาอังกฤษบ้าง จนถึงโรงงาน Art and Craft Factory ผู้ควบคุมโรงงานมารับพาเข้าห้องบรรยายสรุปซึ่งจัดไว้อย่างสวยงามด้วยสิ่งของต่างๆ ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นในโรงงาน เมื่อเข้าในห้องนั่งเรียบร้อยแล้วเขาบอกว่ายินดีต้อนรับ และเล่าว่าโรงงานนี้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1960 เป็นโรงงานศิลปหัตถกรรมมีคนงาน 1,300 คน เป็นหญิง 52% ครึ่งหนึ่งเป็นคนหนุ่มสาว ผลิตภัณฑ์สำคัญมี ถมปัด (Cloisonné) ลงยา แกะสลักหยก งาช้าง เครื่องเขิน เขียนภาพข้างในขวด ปั้นแป้งข้าวเหนียวเป็นตุ๊กตา สานเส้นเงิน และอื่นๆ


Dl_070_036.jpg

(น.70) รูป 36 กำลังจดชื่อหินที่ใช้ทำเครื่องถมปัด จดได้แต่ชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ทันจดภาษาจีน ของ 3 ชิ้นบนถาดคือถมปัดที่ทำเสร็จแล้ว

(น.70) งานเหล่านี้เป็นศิลปะเก่าหลายร้อยปีมาแล้ว ฉะนั้นการประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ในโรงงานนี้จึงเป็นการสืบทอดศิลปะเก่า สำหรับราคานั้นของใหม่และของเก่ามีราคาไม่แตกต่างกันนัก เพราะของใหม่ก็ทำยากด้วยฝีมืออันประณีต ผลิตภัณฑ์ที่ทำขึ้นใหม่นอกจากจะเลียนแบบของเก่ายังมีการสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการใหม่ๆ เช่นการก่อสร้างทางน้ำ การก่อสร้างทางรถไฟ

(น.71) ผลงานอันเป็นที่ภาคภูมิใจของโรงงานคือของขวัญที่จีนมอบให้แก่สหประชาชาติ คืองาช้าง 8 ชิ้นที่นำมาต่อกันแล้วสลัก ของชิ้นนี้ใช้คน 30 คน ทำในเวลา 1 ปี (งาช้างเวลาต่อเข้าด้วยกันแล้วจะกลายเป็นชิ้นเดียวกันใช้สลักได้)

จีนไม่มีงาช้าง ฉะนั้นต้องสั่งซื้อจากแอฟริกา การที่ต้องทำงาช้างมาก เพราะงานี่แตกตรงไหนก็เชื่อมเข้าใหม่ได้ แก้ไขได้ไม่เสียเลยเหมือนหยก ฉะนั้นจึงใช้สอนนักเรียนได้ ผลิตผลของโรงงานนี้ส่งขายต่างประเทศถึง 92 ประเทศ

ภายในผลงานทั้งหมดข้าพเจ้าสนใจงานถมปัดมากที่สุด มันน่าสนใจที่ว่าเขามียาสีหลายสีขณะที่ของเรามีอยู่ไม่กี่สีในเวลานี้ เขาเอาก้อนวัตถุที่ใช้ทำน้ำยาใส่ตู้ มีชื่อจีนและอังกฤษกำกับข้าพเจ้าจึงจดชื่อภาษาอังกฤษเอาไว้ เช่น malachite, white jade, turquoise, crystal, black jade, jasper (เป็นสีเขียว), lapislazuly, coral (เขาบอกว่าแพงที่สุด เพราะปะการังสีแดงนั้นหายากมาก), amber, rose quartz, aventurine, sea shell, yellow jade, gold star, agate, tiger eye, Hsia jade หลังจากนั้นไปดูของในตู้โชว์ มีของชิ้นงามๆ หลายชิ้น

เราได้ไปดูในห้องแกะสลักงาช้าง เขามีคนทำหน้าที่ออกแบบคนหนึ่งและมีคนที่เขียนให้บนงาให้ช่างตัดหรือแซะตรงไหนออก ทำรูปโกลนก่อน แล้วมีคนแต่งรายละเอียดทำลวดลายตามที่มีคนเขียนให้ เครื่องมือที่ใช้ทำมี 2 ประเภท คือใช้เหล็กแกะอย่างสมัยก่อนลักษณะของเหล็กแกะของจีนคล้ายๆ กับเหล็กแกะที่เราใช้แกะโลหะ แกะแร่เครื่องถม กรอบพระ ตลอดจนป้ายชื้อโลหะ มีขนาดต่างๆ


Dl_072_037.jpg

(น.72) รูป 37 สลักงา


Dl_072_038.jpg

รูป 38 ดูการทำเครื่องถมปัด-แจกันก่อนลงยา


Dl_073_039.jpg

(น.73) รูป 39 กำลังติโครงโลหะสำหรับลงยาถมปัด

(น.73) เครื่องมืออีกอย่างคือ “เครื่องกรอฟัน” ติดมอเตอร์ มีหัวหลายขนาดเหมือนกัน การแบ่งงานกันทำนี้ทำให้ไม่เสียเวลา เพราะคนแกะก็ไม่จำเป็นต้องเขียนรูปเป็น เขานำคนมาฝึกหัด เพียง 2 – 3 ปี ก็ใช้ได้ งานที่ทำส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน – 2 เดือน

ห้องที่สองที่ไปดูเขาสานเส้นเงินเป็นลวดลายต่างๆ บางทีก็ชุบทองและแกะลายด้วย ผลิตภัณฑ์มีหลายอย่าง เช่น รูปมังกร ตุ๊กตา ซึ่งส่วนหัวเป็นงา ในนี้เขาไม่ได้แบ่งงานกันทำ แต่ละคนทำเองหมดทั้งตัวและส่งไปชุบที่แผนกอื่น

(น.74) อีกห้องเป็นงานลงยา (ทำเครื่องถมปัด) งานในห้องนี้เขาเตรียมของก่อนลงยา มีวิธีการคือของ (ผลิตภัณฑ์) เมื่อขึ้นรูปมาแล้ว (เช่นขึ้นเป็นรูปแจกัน) จะให้คนงานห้องนี้เอาลวดยาวๆ แบนๆ ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 3 มม. ติดเป็นเครื่องป้องกันไม่ให้สีมารวมกัน เขาติดลวดด้วยกาวสมุนไพร

ห้องที่สี่ที่ได้ไปดูเป็นการเขียนกระจกจากข้างใน คนเขียนต้องเรียนสองปี (อันนี้ฟังไม่ถนัดว่าเรียนเขียนรูปธรรมดา 2 ปี แล้วหัดเขียนในขวดอีก 2 ปี หรือเอาคนไม่เป็นเลยมาหัดเรียนเขียน) พู่กันที่เขาใช้มีขนาดเล็กมาก ประมาณพู่กันเบอร์ 0 ของเราทำด้วยขนหมาป่า ด้ามพู่กันทำด้วยไม้ ตรงปลายเป็นรูปงอๆ เพื่อดัด


Dl_074_040.jpg

(น.74) รูป 40 การเขียนภาพในขวดยานัตถุ์

(น.75) ขนหมาป่าให้เป็นไปตามรูปนั้น จะได้ล้วงเข้าไปเขียนในขวดได้สะดวก สีที่ใช้เขาบอกว่าเป็นสีน้ำธรรมดาทำในประเทศจีน เขาเขียนโดยมีแบบ รูปที่เขียนบางทีก็เป็นรูปคน บางทีก็เป็นรูปวิวทิวทัศน์แบบจีนเขียนในขวดยานัตถุ์เป็นส่วนมาก

ห้องที่ห้าเป็นห้องลงยาสี ดังที่กล่าวแล้วว่าเขามีสีมากกว่าของเรา แต่ว่าสีที่สำคัญที่สุดเป็นสีน้ำเงิน การทำเครื่องถมปัดจึงมีชื่อเรียกในภาษาจีนว่า จิ่งไท่หลาน (หลาน = สีน้ำเงิน) ก่อนจะลงยาสีจะต้องเอาอะไรไม่ทราบสีดำๆ ลงเป็นพื้นก่อน เวลาลงยาเขาต้องเข้าเตาอบ 3 ครั้ง สำหรับอุณหภูมิจะมากน้อยแล้วแต่ขนาดของสิ่งของ จะอยู่ระหว่าง 600 – 800 องศา เตาที่ใช้มีทั้งเตาไฟฟ้าและฟืน

ห้องที่หก เป็นห้องทำเครื่องเขิน เครื่องเขินของจีนนี้เป็นสีแดง เขาบอกว่าทาสีตั้ง 100 ชั้นกว่า อีกมุมหนึ่งของห้องมีทั้งคนที่ปั้นรูปตุ๊กตาเล็กๆ ด้วยแป้งสาลี แป้งข้าวเหนียวและน้ำผึ้งใส่สี เขาทำเร็วมาก ถามดูบอกว่าเป็นคนปักกิ่ง เรียนจากพ่อเมื่ออายุได้ 12 ปี ขณะนี้ทำเป็นคนเดียว สอนลูก 2 คน (หญิง 1 ชาย 1) ไว้บ้างแล้ว

สิ่งที่ดูแล้วน่าจะมีประโยชน์เอาไปปฏิบัติได้คือไฟที่เขาใช้ทำงาน ช่างของเราใช้ไฟชะโงก (เป็นดวงๆ คนละดวง) ซึ่งช่างแต่ละคนเคยบ่นว่าไฟมันแรงเกินไป เข้าตา ของจีนนั้นเขาใช้หลอดฟลูออเรสเซนตั้งสูงกว่าโต๊ะประมาณฟุตกว่าๆ กลับไปจะลองทำให้คนของเรา (ทางจีนบอกว่าอย่างนี้ทำให้สายตาไม่เสีย)


Dl_076_041.jpg

(น.76) รูป 41 ดูการเขียนรูปในขวด

(น.76) ความจริงจะต้องพูดอย่างเดิมอีกว่า มีอะไรอีกเยอะแยะที่อยากจะดู สังเกต และจดบันทึก แต่ยังทำไม่ค่อยทัน หมดเวลาเสียก่อนนี่ก็เหมือนกัน ยังดูไม่ทั่วเขาก็บอกว่าให้ไปดูที่ร้านค้าของโรงงาน มีบริการแลกเงินอยู่ในนั้นเสร็จ (แลกจากเงินดอลลาร์เป็นตั๋วแทนเงินจีน) รายการ Shopping ขนานใหญ่ก็เกิดขึ้น ข้าพเจ้าซื้อของเอาไปไว้ดูและทูลเกล้าฯ ถวาย มีเครื่องถมปัด ลูกแก้ว ซึ่งเขียนรูปข้างใน สักประเดี๋ยวมีใครก็ไม่ทราบฝ่ายไทยบอกว่าให้ไปดูที่ร้านมิตรภาพมีของแยะกว่า แล้วพอมีเวลาด้วย

(น.77) เมื่อซื้อเสร็จแล้วครบทุกคน ผู้ควบคุมโรงงานก็ส่งเราหน้าประตูโรงงาน เราถามเขาว่าคนงานนี้สักแต่ว่าใครจะมาสมัครก็ได้หรือต้องมีการสอบคัดเลือก เขาบอกว่าต้องมีการสอบคัดเลือก และส่วนมากคนงานขอเขามีการศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษา มาดามเหอหลี่เหลียงก็ลาเราตอนนี้

เราไปต่อกันที่ร้านมิตรภาพ (Youyi Shangdian) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สถานทูต ร้านนี้มี 3 ชั้น ดูลักษณะไม่ค่อยเหมือนร้านขายของ เหมือนสำนักงานมากกว่า เราขึ้นลิฟต์ไปชั้นสาม ซึ่งขายเครื่องหัตถกรรมต่างๆ ของจีนสำหรับขายคนต่างชาติ คนขายส่วนมากพูดภาษาอังกฤษได้ และร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้เขตสถานทูต มีของ


Dl_077_042.jpg

(น.77) รูป 42 กำลังลงยาเครื่องถมปัด

(น.78) มากกว่าที่ร้านของโรงงานมาก เช่น ที่โรงงานมีขวดยานัตถุ์ ที่ร้านนี้มีขวดของโบราณราคาเป็นร้อยๆ หยวน เพื่อนของข้าพเจ้าฝากซื้อกระดาษสำหรับเขียนภาพอย่างจีนอย่างดี ถามราคาดูแพงมากราคาถึงแผ่นละ 6 หยวน เลยไม่ซื้อ จะขอให้ข้าราชการสถานทูตไปหาซื้อที่ร้านอื่น ข้าพเจ้าซื้อพู่กันมา 2 กล่อง เป็นพู่กันเขียนหนังสือกับพู่กันระบายสี กล่องละ 9 หยวน มี 5 ด้าม ซื้อหมึกแท่งสี 1 กล่อง มีสีขาว สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง ถามหาพู่กันขนหมาป่าแบบที่โรงงานแล้วไม่มี ข้าพเจ้าชอบดูแท่งหมึกจีน เห็นเขาบอกว่ามีเกือบร้อยชนิด มีลวดลายสวยมาก หินสำหรับฝนหมึกเช่นกันมีสวยๆ ราคาแพงมากๆ ก็มี ได้ทราบว่าเขามีตำราเกี่ยวกับหินฝนหมึกด้วย อยากได้ของถวายอีก แต่ก็ไม่รู้จะ


Dl_078_043.jpg

(น.78) รูป 43 โรงงานศิลปหัตถกรรม

(น.79) ซื้ออะไร ซื้อลูกคิดอันเล็กๆ สำหรับทูลเกล้าฯ ถวาย ชั้นกลางมีเสื้อผ้า ข้าพเจ้าไปซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าเอาไปฝากหลาน ข้างล่างขายหลายอย่าง เช่น อาหาร ของสด ชาประเภทต่างๆ เลยซื้อไปให้คุณยายลองดื่ม 1 ชนิด มีขนมนานาชนิด ช็อกโกแลต ซึ่งคุณหญิงตุ๊กตาบอกว่าอร่อยมาก แต่เราไม่ได้ซื้อ มียาจีนขายด้วย อีกห้องมีจักรยาน เครื่องเทป วิทยุของญี่ปุ่นขาย จักรยานในเมืองจีนเป็นของสำคัญที่สุด และเดี๋ยวนี้เดินไปไหนพบหนุ่มสาวชาวจีนถือวิทยุเทปเปิดเพลงจีนดังลั่น ตอนซื้อของนี้ข้าพเจ้าไปกับคุณเฉินสำหรับช่วยพูด แต่ตอนหลังนี้คุ้นเคยกับเงินจีนมากขึ้นจึงลองซื้อเอง อัตราแลกเงินจีนตอนนั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา 1 หยวน ประมาณ 12.60 – 14 บาท มีมาตราดังนี้

10 เฟิน เป็น 1 เหมา
10 เหมา เป็น 1 หยวน

มีเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่งคือเงินจีนนั้นมีชื่อเล่นชื่อจริงเหมือนสุภรเพ็ญชื่อแอ๋ว ดาราสิริชื่อตุ๋ย ฯลฯ เวลาเรียกกันก็มักจะเรียกชื่อเล่นแทนชื่อจริง

เงินหยวนนั้นไม่มีใครเรียกว่า หยวน แต่เรียกว่า ขว้าย เหมามีอีกชื่อว่า เจี่ยว (ไม่รู้อันไหนเป็นชื่อเล่นชื่อจริง) ส่วน เฟิน นั้นไม่มีชื่อเล่น เหมือนที่ข้าพเจ้าเรียกอารยาว่าอารยา

(น.80) ซื้อของเสร็จแล้วป้าไลชวนกลับบ้าน จะได้เตรียมตัวไปงานเลี้ยงรับรองที่มหาศาลาประชาชน พอกลับถึงบ้าน ป้าไลบอกว่าให้นั่งรออยู่ในห้อง เดี๋ยวจะไปสั่งนมเย็นมาให้รับประทาน เราก็นั่งรออยู่สักครู่ใหญ่ ป้าไลก็ไม่กลับมา เราจึงแกะรอยไปดูที่ห้องไว้เครื่องดื่ม เห็นป้าไลกำลังเถียงกับ “มหาดเล็ก” ด้วยภาษาทุกภาษา มหาดเล็กหน้าตางงเต็มที่ หยิบน้ำหวาน น้ำแร่ เหมาไถ ฯลฯ และทุกๆ อย่างเท่าที่เขาจะหาได้ ข้าพเจ้าจึงบอกว่าขอเข้าไปเจรจาเอง ปรากฏว่าได้ผลดีเกินคาด ข้าพเจ้าขอนมเย็น เขาฟังอย่างไรก็ไม่ทราบเป็นนมเย็นสองแก้ว

พอได้เวลาเราก็พากันไปงานเลี้ยงซึ่ง ฯพณฯ จ้าวจื่อหยาง เป็นเจ้าภาพ งานเที่ยวนี้เขาเชิญเราหมดทั้งคณะ มีผู้ที่ไม่ยอมไปคือคุณวิไล กับคุณออมทรัพย์ ข้าพเจ้าต้องออกเดินทางตั้งแต่ 18.30 น. เพื่อพบ ฯพณฯ จ้าวพร้อมกับท่านทูตและคุณหญิง คุณพูนเพิ่ม ท่านผู้หญิงทั้งสอง คุณดำรง และอาจารย์สารสินเมื่อเข้าไปถึง ฯพณฯ จ้าว มาพบและพาไปนั่งในรูปเดิมที่ห้อง ฝูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ท่านจ้าวจื่อหยางก็ชวนสนทนาอย่างเดียวกับเมื่อวานที่สนทนากับท่านเติ้งอิงเชา

ท่านจ้าวจื่อหยาง อายุ 62 ปี ปัจจุบันเป็นนายกรัฐมนตรี กรรมการประจำ โปลิตบุโร และเป็นสมาชิกสำนักเลขาธิการของพรรค เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากในการปรับปรุงการเกษตรและสนับสนุนวิสาหกิจขนาดเล็กของเอกชน เมื่อสมัยที่เป็นประธานคณะกรรมการปฏิวัติมณฑลเสฉวน (เท่ากับเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด) ได้แก้ไขภาวะทรุดโทรมและล้าหลังทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีให้ค่าตอบแทน

(น.81) ในการทำงาน ให้โบนัส กำหนดให้ชาวนาปลูกพืชต่างๆ และขายได้เอง เป็นคนที่รู้ปัญหาของจีนมาก

ฯพณฯ จ้าว กล่าวต้อนรับว่าชาวจีนมีความยินดีที่ข้าพเจ้ามาประเทศจีนครั้งนี้ เพราะไทยกับจีนมีความสัมพันธ์อันยาวนาน ตัวฯพณฯ จ้าว เองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากรัฐบาลและประชาชนชาวไทย ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้เข้าเฝ้า เขารู้สึกประทับใจในการเยือนไทยครั้งนั้นมาก และเขาเชื่อมั่นว่าการที่ข้าพเจ้ามาเยือนจีนครั้งนี้ จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสองประเทศ และให้ข้าพเจ้าช่วยทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถึงความปารถนาดีจากรัฐบาล และประชาชนจีนด้วย

ข้าพเจ้ากล่าวว่า ทั้งสองพระองค์ได้ทรงฝากขอบใจนายจ้าวที่ได้เชิญให้ลูกสาวคือข้าพเจ้าและน้องสาวได้มาแสวงหาความรู้ ซึ่งจะใช้เป็นประโยชน์ได้ ข้าพเจ้าเองมีความเสียใจที่น้องสาวของข้าพเจ้าป่วยมากเมื่อก่อนที่จะมาเพียงวันเดียว จึงไม่สามารถมาเยี่ยมประเทศจีนได้ ขณะนี้อาการดีขึ้นบ้าง

ท่านจ้าวบอกว่าฝ่ายจีนก็เสียใจ หวังว่าจะสามารถมาเมืองจีนในภายหน้า หลังจากนั้นท่านจ้าวก็บรรยายนำเที่ยวจีนในที่ที่หมายกำหนดการกำหนดไว้ และได้บอกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยช่วยเกษตรกรมาก เมื่อคราวที่เข้าเฝ้าที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสฟังพระกระแสรับสั่งเกี่ยวกับการชลประทานและการกำเนิดไฟฟ้าในท้องถิ่นทุรกันดาร จีนผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด

(น.82) 200 KW. โดยใช้พลังน้ำ และมีความประสงค์จะถวายชุดหนึ่งว่าท่านจ้าวก็เรียกหยิบแฟ้มผูกโบว์ส่งให้ข้าพเจ้า แล้วบอกว่าในแฟ้มนี้เป็นแบบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 3 แบบ ขอให้ทรงเลือกชนิดที่จะเหมาะสมกับภูมิประเทศของไทยมากที่สุด ถ้าโปรดแบบใดก็ขอให้ทรงแจ้งให้สถานทูตจีนที่กรุงเทพฯ ทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

สุดท้ายก่อนลุกขึ้นไปรับประทานอาหารในห้องโถงตะวันออกท่านจ้าวจื่อหยางกล่าวว่า เมื่อปี 1978 ประธานรัฐสภาจีน จอมพล เย่เจี้ยนอิง และอดีตนายกรัฐมนตรี ฮวากว๋อเฟิง ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน และรัฐบาลจีนชุดนี้ใคร่จะเชิญเสด็จฯ รวมทั้งกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และสมพระศรีนคริทราบรมราชชนนี

ข้าพเจ้าบอกว่าจะกราบบังคมทูลให้ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่โปรดที่จะเสด็จออกนอกประเทศมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วเพราะขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ดีนัก ถ้าเสด็จออกนอกประเทศเสียแล้วประชาชนจะไม่อุ่นใจ เมื่อเข้าไปในห้องที่เลี้ยง ท่านจ้าวก็แนะนำฝ่ายจีนที่ร่วมงานทั้งหมดตามรายชื่อที่เขาให้มาดังนี้

1. Qian Zhengying – Minister of Water Conservancy (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชลประทาน)

2. Xie Bangzhi – Vice – Minister of Justice (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม)

(น.83)

3. Wang Ziyi – Vice – Minister of the 1. Machine – Building (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมจักรกลที่ 1)

4. Shou Hanqing – Vice – Minister of Textile Industry (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมสิ่งทอ)

5. Zhao Qiyang – Vice – Minister of Culture (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)

6. Huang Xinbai – Vice – Minister of Education (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

7. Yang Chun – Vice – Minister of Public Health (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข)

8. Huang Ganying – Vice – Chairman of the National Woman’s Federation (รองประธานสภาสตรีแห่งชาติจีน)

9. Li Ming – Deputy Director General of the CAAC (รองผู้อำนวยการสายการบิน CAAC)

10. Lei Jieqiong – Vice – Mayor of Beijing (รองนายกเทศมนตรีนครปักกิ่ง)

11. Gu Jiexin – Vice – President of the Red Cross Society (อุปนายกสภากาชาดจีน)

12. Long Jiaxing – Soloist, Representative Cultural Circle (นักร้องเดี่ยว ผู้แทนของวงการวัฒนธรรม)

(น.84)

13. Situ – Zhiwen – Cellist, Representative from Culture Circle (นักดนตรีเชลโล ผู้แทนของวงการวัฒนธรรม)

14. Fang Bihui – Teacher of Special Classification, Representative from Education Circle (ครูที่ได้รับรางวัลพิเศษ ผู้แทนของวงการการศึกษา)

15. Wang Biling – Teacher of Special Classification, Representative from Education Circle (ครูที่ได้รับรางวัลพิเศษ ผู้แทนของวงการการศึกษา)

16. Prof. Jin Lan – Doctor of the Capital Hospital (แพทย์แห่งโรงพยาบาลนครหลวง)

17. Dr. Zhang Huifen – Doctor of the Beijing Hospital (แพทย์แห่งโรงพยาบาลปักกิ่ง)

18. Tong Ling – Table tennis player, Champion of the Woman’s single at the 36th World Table Tennis Championship (นักปิงปอง เป็นแชมเปี้ยนหญิงเดี่ยวในการแข่งขันชิงแชมเปี้ยนโลกเทเบิลเทนนิส ครั้งที่ 36)

19. Song Youping – Badminton player (นักแบดมินตัน) เป็นอันว่าฝ่ายจีนเขาพยายามจัดรายการให้พวกเราได้พบกับคนหลายๆ วงการ แต่ก็ไม่มีโอกาสจะสนทนากันเลย เมื่อวันวานที่มาดามเติ้งอิงเชาเลี้ยงนั้น ก็มีครูสอนภาษาอังกฤษกับนักร้องเสียงโซปราโน

(น.85) การที่ข้าพเจ้าต้องลอกชื่อทุกๆ คนเป็นภาษาอังกฤษเพราะว่าเกรงจะออกเสียงไม่ถูก เนื่องจากใบที่เขาเขียนให้มานั้นไม่มีเครื่องหมายบอกวรรณยุกต์ อีกประการหนึ่งเขาไม่ได้บอกว่าคนไหนเป็นผู้หญิง คนไหนเป็นผู้ชาย เขียนไปเกรงจะจำผิด ส่วนตำแหน่งนั้นพยายามแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยเอาไว้ เขียนภาษาอังกฤษไว้ด้วยเพื่อผู้อ่านจะเช็คได้ถ้าเกิดความสงสัย

สำหรับมาดาม เฉียนเจิ้งอิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงชลประทานนั้น ข้าพเจ้าได้ส่งพวงมาลัยดอกไม้ให้ตั้งแต่วันแรกถึงปักกิ่งและนั่งโต๊ะข้าพเจ้าในงานเลี้ยงวันนี้ด้วย มาดามอายุ 59 ปี ได้เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2522 และเป็นสมาชิกคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มาดามจบวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย ต้าถง นคร เซี่ยงไฮ้ ทำงานทางด้านการชลประทานและอนุรักษ์แหล่งน้ำมาตลอด เมื่อ พ.ศ. 2502 ได้เป็น ร.ม.ช. ชลประทานและพลังไฟฟ้า เมื่อได้มีการแยกกระทรวงชลประทานออกจากการพลังไฟฟ้า ก็ได้รับเลื่อนเป็นรัฐมนตรีข้าพเจ้าได้เล่าให้มาดามฟังถึงที่ได้สนทนากับอธิบดีเสิ่นผิง ถึงเรื่องกรรมวิธีสำรวจและจัดทำชลประทานแบบพื้นเมืองของจีน แต่ข้าพเจ้าไม่สู้จะเข้าใจนัก ถ้ามีภาพยนต์หรือภาพถ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ช่วยหาให้ดูด้วย

ฯพณฯ จ้าวได้บอกว่า ที่รับรองข้าพเจ้าด้วยตนเองในวันแรกไม่ได้ เพราะต้องต้อนรับประธานาธิบดีแห่งซิมบับเว ซึ่งมาเจรจาปรึกษาข้อราชการบางประการ ท่านประธานาธิบดีซิมบับเวนี้คงจะเหนื่อยมาก เพราะว่านอกจากต้องเจรจาความเมือง ยังต้อง

(น.86) ไปชมที่ต่างๆ ไปแสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมีพวกแอฟริกาที่พำนักอยู่ในกรุงปักกิ่งด้วย (สังเกตดูจากที่เดินอยู่ในร้านมิตรภาพก็มีจำนวนไม่น้อย)

นอกจากนั้น ฯพณฯ จ้าว ได้กรุณาเล่าเรื่องเกี่ยวกับพัฒนาทางการเกษตร การใช้ปุ๋ยธรรมชาติและแก๊สธรรมชาติ พร้อมทั้งเรื่องอาหารต่างๆ ที่รับประทาน อีกเรื่องที่ข้าพเจ้าท่านจ้าวคือเรื่องที่ได้เห็นงานศิลปหัตถกรรมบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องถมปัด ซึ่งทางจีนทำได้ดีมาก จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะขอครูจากจีนไปสอนที่เมืองไทยหรือส่งนักเรียนไทยมาศึกษาที่ประเทศจีน ท่านจ้าวบอกว่าทำได้ทั้งสองอย่าง จะจัดการให้ถ้าต้องการเมื่อไรก็ให้ติดต่อผ่านทางสถานทูตทั้งสองก็สะดวกดี (ก่อนมาพวกเราก็กะกันเล่นๆ ว่าน่าจะให้ตุ๋ยมาเรียนเพราะจบเพาะช่าง มีความรู้อยู่แล้ว ภาษาจีนหัดเอาทีหลังได้)

เราคุยกันเรื่องการทำไหม ท่านจ้าวบอกว่า ตอนมาเมืองไทยได้ดูกิจการทอผ้าไหมของไทย รู้สึกว่าทำได้ดีมาก สำหรับของจีนจะได้ดูเมื่อไปที่เสฉวน จะเห็นการปลูกหม่อนบนคันนา เพื่อไม่ให้เสียที่ ท่านผู้หญิงสุประภาดาบอกว่า ของไทยมักนิยมมีไร่แยกออกไปจากนา ข้าพเจ้าเล่าถึงการทอผ้ามัดหมี่ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านอีสาน ในแถบที่แห้งแล้งมากที่สุดได้มีอาชีพและมีรายได้เพิ่มเติมจากการเกษตรสำหรับบางปีที่นาล่มเสียหาย หม่อนเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีมาที่สุดอย่างหนึ่ง การเลี้ยงไหมของไทยก็ทำอย่างง่ายๆ อยู่ใต้ถุนบ้านของชาวนาฉะนั้นไม่ต้องลงทุนมาก ท่านผู้หญิงสุประภาดาเป็นคนที่มีความ

(น.87) ชำนาญในเรื่องนี้มาก เพราะเป็นคนที่สมเด็จฯ ทรงใช้ไปเยี่ยมชาวบ้าน ตั้งกลุ่ม และไปช่วยซื้อผ้าชาวบ้านแทนนายทุนที่ซื้อของชาวบ้านในราคาต่ำ อย่างนี้ชาวบ้านก็ได้ราคาเต็มที่ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านมีฐานะดีขึ้น ซื้อวัวควาย ซ่อมบ้านได้ วันนี้นึกไม่ออกแล้วว่ารับประทานอะไรบ้าง จำได้เพียงว่ามีขนมเข่ง (อร่อยมาก) และซุปเห็ดหูหนูขาวพอสรุปได้ว่าอาหารวันนี้ก็อร่อยอีกนั่นแหละ เมื่อได้เวลาท่านจ้าวก็ออกไปปราศรัยต้อนรับ ที่ปราศัยตอนนี้เขาทำดี มีไมโครโฟนติดบนโต๊ะปาฐกถาคู่กันสองตัว (อีกตัวสำหรับล่าม) เมื่อท่านจ้าวปราศรัยเสร็จก็เชิญชวนดื่มเพื่อมิตรภาพ เพื่อสุขภาพของข้าพเจ้าของรัฐบาล ของท่านทูต ของคุณหญิง แล้วเดินชนแก้วไปรอบๆ ตามเคย เมื่อฝ่ายจีนกล่าวและชนแก้วเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงตาข้าพเจ้าคราวนี้ข้าพเจ้าเตรียมตะเบ็งเต็มที่ทั้งๆ ที่มีไมโครโฟน คราวที่แล้วถูกฝ่ายไทยต่อว่าว่าพูดค่อยฟังไม่ได้ยิน ส่วนอาจารย์สารสินก็ถูกว่าว่าพูดดังสู้ล่ามจีนไม่ได้

พูดเสร็จกลับมานั่งโต๊ะรับประทานต่อ มีการดื่มให้กันเบี้ยบ้ายรายทางอีกหลายครั้ง ถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่า ทางฝ่ายจีนก็เชิญให้เรากลับไปพักผ่อนเมื่อถึงบ้านเจอคุณวิไล และคุณออมทรัพย์นอนเล่นกันอยู่ ถามว่าได้รับประทานอาหารหรือเปล่า ป้าไลบอกว่ามีคุณ หวังไห่ฟง ข้าราชการกรมพิธีการทูตกระทรวงการต่างประเทศ โทรศัพท์มาถามทุกข์สุขว่ามีอะไรรับประทานหรือยัง จะแบ่งอาหารจากงานมาให้เอาไหม ป้าไลบอกว่าไม่ต้องเพราะในห้องก็มีผลไม้อะไรต่อมิอะไรเยอะแยะอยู่แล้ว ป้าไลเล่าว่า มีเจ้าหน้าที่จีนเดินเข้ามาในห้องที่ข้าพเจ้าพักเพื่อมาช่วยจัดของ ทำความสะอาด แล้วเขาชะโงก

(น.88) ดูโต๊ะเขียนหนังสือ ท่าทางคางตกใจว่าทำไมโต๊ะของ “กงจู๊” จึงรกมีอะไรเต็มไปหมดอย่างนี้

ข้าพเจ้ารีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกมาจัดของ ต้องช่วยกันกับแอ๋ว อารยา ทิพย์ อารยามีหน้าที่เกี่ยวกับข่าวที่จะส่งกรุงเทพฯโดยทาง Telex ซึ่งทางกรุงเทพฯ จะเอาทุกวัน ท่านผู้หญิงสุประภาดาช่วยในการทำเป็นภาษาอังกฤษ แอ๋วเอายาจีนต่างๆ ที่ใครๆ ในขบวนรวมทั้งป้าจัน สั่งซื้อ ทุกคนก็วานให้คุณ ช้าง (คุณ สวนิต คงสิริ อัครราชทูตที่ปรึกษา) ไปซื้อ มีบางอย่างที่ไม่ได้มาก็ต้องเช็คกันว่าได้อย่างไหนแล้ว ชนิดที่ยังไม่ได้ก็ให้หาต่อไปอีก ส่วนยาแก้ปวดเมื่อยนั้นคุณช้างซื้อมาหลายขวด แต่เป็นขวดเล็กๆ ทั้งนั้นเลยต้องซื้อเพิ่มเติมอีก

วันนี้ต้องจัดการเรื่องของขวัญให้เสร็จเสียก่อนเพราะวันรุ่งขึ้นมีงานที่สถานทูตไทย นอกจากนั้นจะต้องไปต่างจังหวัดด้วย กว่าจะจัดของและเช็คชื่อคนที่ควรให้ของต่างๆ เสร็จก็เกือบตีหนึ่ง

เรามีรายชื่อทั้งบุคคลสำคัญและเจ้าหน้าที่ฝ่ายจีน มีทั้งระดับผู้ใหญ่ คือรัฐมนตรี และ ร.ม.ช. ระดับอธิบดี รองอธิบดี ระดับเจ้าหน้าที่และผู้บริการ พร้อมทั้งเตรียมของที่ระลึกสำหรับข้าราชการสถานทูตด้วย เมื่อเตรียมเสร็จ ดึกแล้ว ก็เอาของใส่ห้องข้างๆเอาไว้ก่อน แล้วค่อยให้วันรุ่งขึ้น คุณหญิงบอกว่า ทางฝ่ายจีนเขาให้เอาของขวัญทั้งหมดมอบเขา เขาจะจ่ายให้แต่ละคนเอง ก็ขนไปให้ห้องฝ่ายจีน


Dl_089_044.jpg

(น.89) รูป 44 กลับจากงานเลี้ยง

Personal tools