ราชวงศ์ถัง

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search


Contents


จากหนังสือ

เกล็ดหิมะในสายหมอก

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 1 ปักกิ่ง หน้า 35

(น.35) เอกสารสมัยราชวงศ์ถัง แสดงให้เห็นถึงวิธีการซ่อมเอกสารเก่า จะต้องหากระดาษใหม่ที่มีความบางเท่ากระ ดาษเก่า เมื่อติดเข้าด้วยกันแล้วจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน สะดวกต่อการดูแลรักษาต่อไป ถ้าไม่ทำเช่นนี้จะเสียหายได้ง่าย

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 2 เหลียวหนิง หน้า 29-31

(น.29) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งมณฑลเหลียวหนิง

(น.29) ห้องที่ 5 สมัยเว่ย จิ้น จนถึงถัง (คริสต์ศตวรรษที่ 3-8) ของที่ตั้งแสดงมีจานฝนหมึก ภาชนะ เครื่องประดับ คนแถวเหลียวหนิงตะวันตกเรียกว่าพวกเซียนเปย เป็นบรรพบุรุษของพวกหนู่เจิน พวกนี้เป็นเผ่าพันธุ์ใกล้เคียงกับพวกกลุ่มชนที่อยู่


Sf2_030_046.jpg

(น.30) รูป 46 หินหลุมศพ

(น.30) แถวๆ ตุนหวง มณฑลกานซู พบหลุมศพน้องกษัตริย์ ของที่พบมีแก้วมาจากทางตะวันตก เข้าใจว่าแถวๆโรม ฉะนั้นถือได้ว่าเส้นทางแถบนี้ต่อมาจากเส้นทางสายแพรไหม มีพระราชลัญจกรทองคำ หมวกทองคำ (มีช่อดอกไม้ทองคำประดับที่ยอดหมวก) มีลักษณะคล้ายๆกับหมวกที่พบในอัฟกานิสถาน อุปกรณ์การขี่ม้า เช่น บังโกลน สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องใช้ของคนในสังคม เลี้ยงสัตว์เร่ร่อนในทุ่งหญ้า


Sf2_031_047.jpg

(น.31) รูป 47 หินหลุมศพ

(น.31) สมัยนี้ทางตะวันตกของมณฑลมีถ้ำพระพุทธรูป พุทธศาสนาเข้ามาทางตะวันตกประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4 ตามเส้นทางแพรไหมสายทุ้งหญ้า โดยที่คนกลุ่มน้อยนำเข้ามา มีศิลาจารึกวางบนหลังเต่า สมัยราชวงศ์เหนือ-ใต้ สิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งคือ รองเท้าหนามสำหรับเดินบนหิมะ สมัยสุยและถังมีเครื่องเคลือบ 3 สี พิพิธภัณฑ์แสดงรูปจำลองหลุมศพ พบในเฉาหยางซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเหลียวหนิง หลุมศพสมัยนี้มีตุ๊กตาเช่นเดียวกับสุสานจิ๋นซี แต่ตัวขนาดเล็ก

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 3 จี๋หลิน หน้า 81-82

(น.81) พิพิธภัณฑ์มณฑลจี๋หลิน

ตู้ต่อไปเป็นเรื่องราชวงศ์โป๋ไห่ ตอนราชวงศ์ถังของจีนมีอำนาจ มีเข็มขัดทอง (คนตายเป็นเชื้อพระวงศ์) ส่งพระโอรสไปเรียนที่ราชสำนักถัง มีภาพทูตราชวงศ์ถังนำพระราชโองการของกษัตริย์โป๋ไห่ มีการชนแก้วกัน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องดินเผาปากเบี้ยว มีผู้พบสุสานเจ้าหญิงโป๋ไห่ มีภาพวาดและจารึกภาพคน 4 คน อธิบายว่าเป็นองครักษ์ประจำเป็นหญิงแต่งเป็นชาย และมีแท่นบูชาทางพุทธศาสนา

(น.82) ขึ้นไปชั้นบนมีเรื่องราชวงศ์เหลียว มีทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ได้จดภาษาอังกฤษมาบ้าง The Organisational System of Liao บรรพบุรุษเป็นชนเผ่าฉีตาน ต่อมารวมชาติเปลี่ยนชื่อประเทศจากฉีตานเป็นเหลียว สถาปนาการปกครองเป็นกรมการเมืองฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ มีรัฐบาลกลางควบคุม มีรูปถ่ายสถานที่เมืองโบราณ 4 เมือง ตอนนี้ดูเป็นแต่กองดิน พบวัตถุโบราณ เช่น กระเบื้องมุงหลังคา หน้ามังกร เจดีย์ ดินเผาเรียกว่าว่านจินถ่า วังใต้ดิน ภาพวาดกษัตริย์ล่าสัตว์ ทุกคนไว้ผมแกละ 2 ข้าง เหรียญเงิน ชาวฉีตานเคยอยู่ในทุ่งหญ้าขี่ม้ามาก่อน ฉะนั้นสิ่งของเกี่ยวกับการขี่ม้าจึงเป็นของสำคัญ เช่น อานม้าต้องทำให้สุดฝีมือ เครื่องปั้นดินเผาสำหรับใส่น้ำแขวนข้างม้า รูปร่างเลียนแบบของโบราณซึ่งเป็นหนัง เครื่องเซรามิกเคลือบสีขาว โอ่งรูปขาไก่สำหรับใส่น้ำ ภาพวาดสมัยเหลียว ได้อิทธิพลทั้งสมัยถังและซ้อง สุสานหมายเลข 1 พบ ค.ศ. 1971

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 4 เฮยหลงเจียง หน้า 6,70-71

(น.6) อาณาจักรโป๋ไห่ พบที่ปาเป่าหลิว เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองทางตะวันออก มีหีบเหล็กสำหรับใส่กระดูก พบที่อำเภอหนิงอัน สมัยนั้นตรงกับราชวงศ์ถังซึ่งกำลังรุ่งเรือง โอรสของกษัตริย์แห่งอาณาจักรโป๋ไห่ก็ได้ไปศึกษาที่ฉางอาน มีบทกวีบทหนึ่งกล่าวถึงการส่งโอรสอาณาจักรโป๋ไห่กลับประเทศ มีอิทธิพลทางพุทธศาสนาอยู่มาก เช่น ที่อำเภอหนิงอัน พบพระพุทธรูปกาไหล่ทอง

(น.70) ในสมัยราชวงศ์ถัง บริเวณหมู่บ้านตานเจียง อำเภอหนิงอัน เป็นที่ตั้งของประเทศโป๋ไห่ซึ่งเป็นอาณาจักรที่มีความเจริญมาก ปัจจุบันมีร่องรอยประวัติศาสตร์เหลืออยู่ที่ซ่างจิง มีนิทาน

(น.71) เรื่องโป๋ไห่สืบทอดกันมา มีเรื่องงิ้วที่ส่งไปแสดงที่ฮ่องกงเกี่ยวกับพระราชธิดากษัตริย์โป๋ไห่ซึ่งมีความงามและความสามารถ

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 4 เฮยหลงเจียง หน้า 98-99

(น.98) เข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์เมืองอ้ายฮุย ซึ่งแสดงความเป็นมาของเมืองนี้ในด้านต่างๆ เรื่องแรกที่ได้ชมกล่าวถึงรอบๆ บริเวณที่เคยเป็นที่บัญชาการของแม่ทัพเฮยหลงเจียงมาแต่ ค.ศ.1683 ในสมัยราชวงศ์ชิงนั้น มีมนุษย์ตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่มาแต่ครั้งโบราณ ขุดค้นพบเครื่องมือหิน หัวลูกศร หัวธนู มีบันทึกประวัติศาสตร์ว่า หัวธนูพวกนี้เป็นบรรณาการส่งเข้าเมืองหลวงมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว นอกจากนั้นได้กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดการปกครองและการทหารของเมืองอ้ายฮุยตั้งแต่สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือมาจนถึงสมัยราชวงศ์ชิง

สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ (ค.ศ.386-534) มีตำแหน่งแม่ทัพประจำที่เมืองอ้ายฮุย

(น.99) สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) มีกองทัพประจำการที่นี่

เกล็ดหิมะในสายหมอก เล่ม 5 หน้า 12

(น.12) ราชวงศ์ที่ปกครองจีน

12. ราชวงศ์ถัง ค.ศ. 618 – 907

แกะรอยโสม

แกะรอยโสม หน้า 162-163

(น.162) วัดหยุนจู สร้างขึ้นในสมัยช่วงคาบเกี่ยวกันระหว่างตอนปลายราชวงศ์สุย ต้นราชวงศ์ถัง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่าวัดซีหยูว อยู่ที่หมู่บ้านฉุ่ยโถว ตำบลฝังชาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของปักกิ่ง

(น.163) สิ่งสำคัญที่สุดในวัดนี้ก็คือแผ่นศิลาจารึกพระไตรปิฎก เข้าใจว่าแผ่นศิลาจารึกนั้นมิได้มีเฉพาะแต่พระไตรปิฎก จะมีประวัติการสร้างพระไตรปิฎกนี้ด้วย จึงทำให้ผู้อ่านได้รับความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ พุทธศาสนา การสลักพระไตรปิฎกนี้ก็ไม่ได้ทำเสร็จภายในคราวเดียวกัน เขาว่าทำในราชวงศ์สุย ถัง เหลียว จิน หยวน หมิง ชิง และน่าภาคภูมิใจว่าเป็นพระไตรปิฎกภาษาจีนที่สมบูรณ์ที่สุด วัดนี้อยู่ระหว่างการบูรณะฟื้นฟู ค่าใช้จ่ายมาจากเงินบริจาคของราษฎร และการอุดหนุนของรัฐบาล เขาว่าที่นี่เป็นถ้ำตุนหวงของปักกิ่งทีเดียว

คืนถิ่นจีนใหญ่

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 9

(น.9) เมืองแต้จิ๋วเป็นเมืองเก่าแก่ ตั้งขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 3 เป็นเขตห่างไกลล้าหลัง ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ตรงกับปลายราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317-420) ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการปกครองแห่งหนึ่งในดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ และมาเจริญรุ่งเรืองมากในราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) เมืองแต้จิ๋วได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งป็นมณฑลที่มีสภาพทำเลที่ตั้งที่เปิดกว้างต่อการติดต่อกับต่างประเทศ

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 38,40-41,44

(น.38) ศาลเจ้าหันเหวินคง อยู่บนเนินเขา ข้างๆ วิทยาลัยครูหันซาน หันเหวินคง คือ หันหยู (ค.ศ. 768-824) นักประพันธ์และกวีสมัยราชวงศ์ถัง เกิดที่เมืองเมิ่งเซี่ยน มณฑลเหอหนาน เป็นนักประพันธ์ร้อยแก้วคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดหลังจากสมัย

(น.40) เขารับราชการในรัชสมัยของจักรพรรดิถังเซี่ยนจง (ค.ศ. 806-820) จนมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีฝ่ายการศึกษา แต่ประสบปัญหาทางการเมืองจึงต้องย้ายออกจากนครฉางอานหรือซีอาน เมืองหลวงสมัยนั้น เมื่อกลับฉางอานได้ร่วมปราบกบฏที่ฮ่วยซี เขาเขียนจารึก (ผิงฮ่วยซี) ใน ค.ศ. 817 เล่าเหตุการณ์ จารึกนี้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างแนวทางด้านวรรณศิลป์ ปรัชญา กับแนวคิดทางการเมืองของเขา

เห็นจะเป็นด้วยความภูมิใจในความสำเร็จในการปราบกบฏและความจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ ใน ค.ศ. 819 เขาจึงกล้าเขียน หลุนโฝกู่เพี่ยว คือ บันทึกเรื่องพระบรมธาตุ กล่าวตำหนิการที่จักรพรรดิทรงบูชาพระบรมธาตุว่าเป็นอันตรายต่อพระชนม์ชีพ ทั้งยังเตือนจักรพรรดิว่าศาสนาในแผ่นดินถังไม่ได้มีเฉพาะพุทธศาสนา จักรพรรดิควรพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ศาสนาต่างๆ ให้เสมอกัน การเขียนเช่นนี้ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างร้ายแรง ถ้าไม่มีคนช่วย เห็นจะต้องถูกประหารชีวิตแน่ๆ เขาถูกเนรเทศให้ไปเป็นเจ้าเมืองที่แต้จิ๋ว ขณะนั้นแต้จิ๋วเป็นเมืองทุรกันดาร ห่างไกลการคมนาคม ประชาชนยากจน การไปรับราชการอยู่ในที่เช่นนั้น ถือเป็นการลงโทษ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่าการส่งคนไปรับราชการอยู่ที่ห่างไกลทุรกันดารควรเป็นคนอย่างไร ข้าพเจ้าได้ยินอยู่เสมอว่า

(น.41) คนที่กระทำความผิดมักจะถูกย้ายไปอยู่ที่ไกลและทุรกันดาร ส่วนคนดีมีความชอบก็อยู่ในพระนคร ถึงงานในพระนครเป็นงานที่มีความรับผิดชอบสูง แต่งานในเขตห่างไกลก็สำคัญไม่น้อย ถ้าคนไม่ดีไปอาจจะไปกดขี่ประชาชนโดยส่วนกลางไม่รับรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่เส้นทางการคมนาคมและโทรคมนาคมยังไม่สะดวก

เมื่อหันหยูไปถึง ได้ไปพัฒนาบ้านเมือง จนเป็นเรื่องที่คนเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้คือ

1. การศึกษา แต่ก่อนประชาชนไม่มีความรู้ ขาดการศึกษา จึงใช้เงินตนเองสร้างสถานศึกษาให้ผู้มีอาวุโสในท้องถิ่นช่วยกันดูแลรับผิดชอบ เนื่องจากเจ้าเมืองเป็นข้าราชการ ย่อมโยกย้ายเปลี่ยนไปตามแต่ทางราชการเห็นสมควร แต่ผู้อาวุโสท้องถิ่นเป็นผู้อยู่ประจำ ตั้งแต่นั้นสภาพของท้องถิ่นก็เปลี่ยนไป กลายเป็นแหล่งนักปราชญ์ สมัยราชวงศ์ถัง มีผู้สอบราชการระดับจิ้นซื่อได้ 3 คน พอถึงราชวงศ์ซ่ง มีถึง 142 คน
2. ปราบจระเข้ในแม่น้ำหัน แม่น้ำสายนี้เป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ ประชาชนต้องใช้เรือสัญจรไปมา จระเข้มักมาคว่ำเรือ ลากคนไปกินจนชาวบ้านเรียกว่า แม่น้ำดุ (ภาษาจีนว่า เอ้อร์) มีเรื่องเล่าว่าเมื่อหันหยูมาถึงเขาเขียนหนังสือทิ้งลงไปในน้ำบอกจระเข้ไม่ให้มารบกวนผู้คน แต่ก็ไม่เป็นผล เลยใช้ธนูอาบยาพิษยิงจระเข้ทีละตัวจนหมด ตั้งแต่นั้นจึงเรียกแม่น้ำสายนี้ว่า แม่น้ำหัน ตามชื่อของหันหยู และเรียกภูเขาว่าหันซานด้วย

(น.44) ที่หมายที่ 3 วัดไคหยวน ต้องยอมรับว่าตอนนี้ชักจะเหนื่อยแล้ว จดหรือดูอะไรไม่ค่อยจะรู้เรื่อง จากศาลเจ้าหันเหวิน เราข้ามแม่น้ำหัน ผ่านประตูเมืองเก่า เข้าซอยทางประตูเล็กข้างๆ สองข้างทางเป็นห้องแถวขายของสารพัดอย่างมากมายยาวสุดลูกหูลูกตา

วัดนี้กล่าวกันว่าสร้างในสมัยราชวงศ์ถังราว ค.ศ. 738 สมัยจักรพรรดิถังสวนจง (หมิงตี้) บางส่วนเป็นศิลปะสมัยราชวงศ์ซ่งและหยวน แต่ก่อนเคยมีเนื้อที่ร้อยกว่าโหม่ว แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 20 โหม่ว ถูกรุกที่บ้าง เอาไปทำอย่างอื่นบ้าง

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 63,73

(น.63) พิพิธภัณฑ์สุสานกษัตริย์หนานเยว่

ตู้แสดงพระราชลัญจกร ซึ่งมีรูปมังกรอยู่ด้านบน กว้าง 3.1 เซนติเมตร ยาว 3 เซนติเมตร หนา 1.8 เซนติเมตร หนัก 148.5 กรัม มีตัวอักษรจารึกว่า เหวินตี้ นับว่าเป็นพระราชลัญจกรที่ใหญ่ที่สุด เดิมไม่ชอบทำใหญ่เพราะต้องพกติดตัวไปไหนๆ สมัยถังและซ้องก็ยังทำเล็กๆ ส่วนสมัยหยวนทำขนาดใหญ่

(น.73) ราชวงศ์ถังการค้าขายทางทะเลสำคัญยิ่งขึ้น และเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยซ้อง จากแผนที่จะเห็นได้ว่าสมัยนั้นทางตะวันตกสุดที่คนจีนเดินทางถึงคือที่ลังกา ส่วนชาวตะวันตกก็มาได้ถึงลังกาเช่นเดียวกัน

ตารางแสดงสินค้าออกสินค้าเข้าในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 141

(น.141) สมัยราชวงศ์ถัง เป็นสมัยที่การค้าทางทะเลรุ่งเรือง ท่าเรือสำคัญคือท่าเรือกวางโจว ในฮ่องกงโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ สุสาน Lei Chen Uk Han มีแหล่งเตาเผา เริ่มมีการโยกย้ายถิ่นฐานจากจีนตอนเหนือลงมาบริเวณที่เป็น New Territories

เจียงหนานแสนงาม

เจียงหนานแสนงาม หน้า 75-76

(น. 75) พิพิธภัณฑ์ศิลปะและโบราณคดีอาเธอร์ เอ็ม. แซคเกลอร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Arthur M. Sackler Museum of Art and Archaeology at Peking University)

9. ศิลปะสมัยราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ. 317 – ค.ศ. 589) และราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – ค.ศ. 907) มีเครื่องปั้นดินเผารูปรถจำลอง กองทหารดินเผา เป็นตุ๊กตาขนาดเล็กของราชวงศ์ฉีเหนือ (Northern Qi ค.ศ. 550 – ค.ศ. 577) พบในสุสานที่เมืองหวังหัง (Wang hang) มณฑลเหอเป่ย รูปปั้นดินเผาของบุคคลต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ถัง รูปอูฐ ภาพชาวต่างชาติ รูปม้า รูปทหารขี่ม้า รูปทำด้วยเครื่องเคลือบสามสีสมัยราชวงศ์ถัง เข้าใจว่าเป็นของที่สำหรับใส่กับศพอีกตามเคย

ทางมหาวิทยาลัยจะทำวิจัยเรื่องราชวงศ์ถังทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมืองและสังคม

(น. 76)

10. เครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์หยวน-หมิง (ค.ศ. 1279 – ค.ศ. 1368 และ ค.ศ. 1368 – ค.ศ. 1644) มีเครื่องเคลือบชนิดต่างๆ สีขาว ขาวลายน้ำเงิน เหลือง สีประสมม่วงออกแดง บางชิ้นมีตราเขียนไว้ที่ชามบอกปีรัชศกที่ทำ มีเครื่องลายครามจากเตาหลวงที่จิ่งเต๋อเจิ้น เตาราษฎร์ทำอ่างลายคราม สิ่งของสมัยจักรพรรดิเจียจิ้งแห่งราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1522 – ค.ศ. 1566) มีเครื่องหยกต่างๆ
11. ของที่พิพิธภัณฑ์ได้มาใหม่ เครื่องปั้นดินเผาจำลองและหม้อเผากำยานสมัยราชวงศ์ฮั่น เครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์ถังและสมัยห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 960) จากหูหนาน มีชาวเกาหลีไปซื้อมาบริจาคให้

เจียงหนานแสนงาม หน้า 111-113,130

(น. 111) พิพิธภัณฑ์นานกิง

เครื่องลายคราม เริ่มมีมาตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ที่จริงแล้วได้เศษมาชิ้นเดียว แต่ว่าพบในชั้นดินสมัยถัง ไม่ทราบว่าในวิชาโบราณคดีสันนิษฐานแบบนี้จะพอหรือไม่ นอกนั้นเป็นสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง

(น. 112) มีเครื่องเคลือบเตาเต๋อฮว่า สมัยราชวงศ์หมิง เป็นเครื่องเคลือบสีขาวงาช้างที่มีชื่อเสียงของมณฑลฮกเกี้ยน ที่ทำได้สวยเป็นที่รู้จักคือ รูปเจ้าแม่กวนอิม

เครื่องเคลือบสีต่างๆ เครื่องปั้นพบในเรือของเนเธอร์แลนด์ที่จม สีคราม แดง เหลือง เป็นพวกของทำส่งออกที่เรียกว่า Exportware มีเครื่องลายครามจากเรือที่จม มีผู้ซื้อบริจาคให้

พิมพ์ต่างๆ เป็นรูปหน้าตุ๊กตาสมัยราชวงศ์ถัง

(น. 113) สมัยราชวงศ์หมิง มีอู่ต่อเรือใหญ่อยู่ที่นานกิง เรือที่ต่อที่นานกิงนี้สามารถออกทะเลใหญ่ได้ เช่น เรือที่เจิ้งเหอ ขันทีผู้ใหญ่ในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ (ค.ศ. 1402 – ค.ศ. 1424) แห่งราชวงศ์หมิงใช้เดินทางสำรวจย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแสดงแสนยานุภาพของจีน ยังมีสมอเหล็กของเรือยุคนั้นเก็บเอาไว้ มีขนาดใหญ่มาก

พาหนะทางบก ได้แก่ รถ มีเครื่องประดับรถ ชิ้นส่วนต่างๆ ของรถทำด้วยสำริด ตั้งแต่ 770 ปีก่อนคริสตกาล มีหุ่นจำลองรถสมัยราชวงศ์ฮั่น และราชวงศ์ถัง รถกลอง รถลาก เกี้ยวเจ้าสาว

เครื่องทอผ้าชนิดต่างๆ เรื่องของผ้า แสดงตุ๊กตาแต่งกายสมัยต่างๆ แสดงให้ดูว่ากิโมโนของญี่ปุ่นก็ดัดแปลงมาจากเสื้อผ้าสมัยราชวงศ์ถัง

(น. 130) หยวนเจิ่น (ค.ศ. 779 – ค.ศ. 831) เป็นกวีเอกและขุนนางสมัยราชวงศ์ถัง เป็นชาวเมืองลั่วหยังในมณฑลเหอหนาน เมื่อเยาว์วัย มีฐานะยากจน ไป๋จวีอี้เองก็อยู่ในสถานะเช่นนี้เมื่อตอนเด็ก หยวนเจิ่นมีพรสวรรค์ในบทกลอน เริ่มเขียนบทกวีตั้งแต่เด็กใน ค.ศ. 800 สอบได้จิ้นซื่อ ปีนั้นมีคนสอบได้ 17 คน ไป๋จวีอี้ก็สอบได้เช่นกัน จิ้นซื่อเป็นการสอบแข่งขันเป็นบัณฑิตระดับประเทศ ผู้ที่สอบจิ้นซื่อได้ที่ 1 เรียกว่า จ้วงหยวน (จอหงวน)

เจียงหนานแสนงาม หน้า 166

(น. 166) หยังโจวเป็นนครอยู่ภาคกลางของเจียงซู มีเนื้อที่ 6,600 ตารางกิโลเมตร ประชาชน 4,500,000 คน ตั้งอยู่บริเวณที่คลองใหญ่จากปักกิ่งมาบรรจบกับแม่น้ำแยงซี มีประวัติเก่าแก่มากว่า 2,480 ปี ในสมัยราชวงศ์ถัง หยังโจวเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 รองจากฉังอาน เมืองนี้ยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิมเอาไว้ได้ เน้นนโยบายอนุรักษ์ด้านผังเมืองและสิ่งแวดล้อม มีโบราณสถานมากมาย

เจียงหนานแสนงาม หน้า 174,176-177,181,195,198,201,210,219

(น. 174) “วิหาร” หลังใหญ่เป็นที่เก็บโบราณวัตถุที่พบในเมืองหยังโจว เมืองนี้มีประวัติมายาวนานมาก มี 3 ช่วงที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งคือสมัยราชวงศ์ฮั่น ถัง และชิง จึงเป็นเมืองหนึ่งใน 24 เมืองที่รัฐบาลประกาศเป็นเมืองสำคัญทางประวัติศาสตร์

(น. 176) ราชวงศ์ถัง มีเครื่องปั้นดินเผา รูปหุ่นคนแบบต่างๆ เป็นคนต่างชาติก็มี สมัยนั้นหยังโจวใหญ่เป็นที่ 2 รองจากฉังอานหรือซีอาน ความเจริญของหยังโจวในสมัยนั้นเห็นได้จากสิ่งต่างๆ ดังนี้

การเกษตร มีเครื่องมือไถนา และมีร่องรอยของการทำชลประทาน

ศิลปหัตถกรรม มีเครื่องประดับ เช่น ตุ้มหู หวีเงินชุบทอง คันฉ่องลายต่างๆ

(น. 177) การวางผังเมือง เป็นเมืองใหญ่ที่จัดส่วนต่างๆ ของเมืองไว้อย่างเป็นระเบียบ

ของอื่นๆ ที่จัดแสดงไว้มีเครื่องเคลือบสามสีแบบราชวงศ์ถัง ในสมัยนั้นหยังโจวเป็นเมืองค้าขายที่สำคัญ เป็นศูนย์ขนถ่ายสินค้า จึงมีสิ่งของต่างๆ เหลือให้เห็นมาก มีของต่างชาติ เช่น ของจากเปอร์เซีย

รูปเจดีย์ เป็นของจำลองทำในสมัยใหม่ แต่รูปปั้นพระโพธิสัตว์และรูปอื่นๆ ที่ประดับอยู่เป็นของเดิมสมัยราชวงศ์ถัง มีเรื่องพระเจี้ยนเจิน (ค.ศ. 688 – 763) นั่งเรือไปญี่ปุ่น

(น. 181) อาคารนี้ยังมีสิ่งของอื่นๆ จัดแสดงไว้ ตั้งแต่เครื่องสำริดสมัยต่างๆ เช่น กลองมโหระทึกมีอักษรจารึก เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบ เช่น ตุ๊กตาอูฐ ม้าสมัยราชวงศ์ถัง เครื่องเคลือบ 5 สี สมัยราชวงศ์หมิง เครื่องประดับเงิน ไม้แกะสลัก สมัยราชวงศ์ชิง มีการสลักรากไผ่อย่างละเอียดประณีต แกะงาเป็นรูปตั๊กแตนในผักกาด แกะรูปปู นอกจากนั้นยังมีเครื่องหยก หินแกะสลัก และเครื่องเขิน

(น. 195) หลังไป 1,500 กว่าปี จักรพรรดิเซี่ยวอู่ตี้ แห่งราชวงศ์หลิวซ่งในสมัยราชวงศ์เหนือใต้เป็นผู้สร้างในรัชศกต้าหมิง อันเป็นรัชศกที่ใช้ในช่วง ค.ศ. 457 – 464 หรือกลางศตวรรษที่ 5 จึงเรียกชื่อวัดตามปีรัชศก คำว่า ต้าหมิง แปลว่า สว่างเจิดจ้า

ในสมัยราชวงศ์ถังเปลี่ยนชื่อเป็น วัดซีหลิง แปลว่า ที่สถิตแห่งจิตวิญญาณ ราชวงศ์ซ่งกลับมาใช้ชื่อเดิมว่า วัดต้าหมิง ในสมัยราชวงศ์ชิง จักรพรรดิเฉียนหลงเสด็จประพาสเมืองหยังโจว เห็นคำว่า ต้าหมิง ทรงไม่พอพระทัย เพราะทรงเกรงว่าจะทำให้ผู้คนคิดถึงราชวงศ์หมิง จึงให้เปลี่ยนชื่อเป็น ฝ่าจิ้งซื่อ หรือ วัดฝ่าจิ้ง คำว่า ฝ่าจิ้ง แปลว่า พระธรรมพิสุทธิ์ ใน ค.ศ. 1980 ได้เปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อดั้งเดิมคือ วัดต้าหมิง เพราะในเดือน 4 ปีนั้นได้อัญเชิญรูปปั้นพระเจี้ยนเจิน (ค.ศ. 688 – 763) จากประเทศญี่ปุ่น กลับมาตั้งบูชาที่วัดนี้

พระเจี้ยนเจินเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของวัดต้าหมิง ใน ค.ศ. 753 สมัยราชวงศ์ถังได้เดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาที่เมืองนาราในประเทศญี่ปุ่น ได้ตั้งนิกายวินัยขึ้นที่นั่น และอยู่ที่ญี่ปุ่นจนถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 763 ท่านเคยฟันฝ่าอุปสรรคเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้งแต่ไปไม่ถึง จนในครั้งที่ 6 จึงประสบผลสำเร็จ ที่วัดต้าหมิงมีหออนุสรณ์พระเจี้ยนเจินที่สร้างตามลักษณะสถาปัตยกรรมราชวงศ์ถัง สร้างแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1973

(น. 198)มณฑลเจ้อเจียง รวมความยาว 1,794 กิโลเมตร เป็นคลองขุดที่เก่าแก่ และยาวที่สุดในโลก เชื่อมต่อแม่น้ำใหญ่ 5 สายคือ ไห่เหอ หวงเหอ (ฮวงโห) หวยเหอ ฉังเจียง และเฉียนถังเจียง ปัจจุบันนี้คลองต้าอวิ้นเหอเดินเรือได้ตลอดปีเฉพาะช่วงจากมณฑลเจียงซูถึงมณฑลเจ้อเจียง ช่วงอื่นๆ เดินเรือได้บางฤดูกาล และบางช่วงก็ตื้นเขินจากการที่แม่น้ำฮวงโหเปลี่ยนเส้นทาง

สภาพทำเลที่ตั้งเช่นนี้ทำให้หยังโจวเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางเรือและเป็นเมืองพาณิชย์มาแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยราชวงศ์ถัง ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิงเป็นศูนย์กลางการค้าการขนส่งข้าวและเกลือทะเล เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านงานเครื่องเขิน ดอกไม้ประดิษฐ์ด้วยผ้าไหม การเจียระไนหยก และการจัดสวนทำเขามอ สามารถประดิษฐ์เขามอให้มีลักษณะ 4 ฤดูต่างกันออกไป ปัจจุบันหยังโจวเป็นเมืองสำคัญของมณฑลเจียงซูทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

(น. 201) ขึ้นไปบนหอสูงเรียกว่า หอฝูหรง (บางคนแปลว่า หอดอกบัว แต่มีผู้บอกว่า ไม่ใช่ดอกบัว ฝูหรงเป็นดอกไม้ไม่มีกลีบ ฟูๆ คล้ายกระถิน แต่เป็นสีชมพู ในพจนานุกรมเขียนว่า cotton rose hibiscus) หอนี้ดั้งเดิมสร้างสมัยราชวงศ์ถัง ตกแต่งด้วยภาพเมืองเจิ้นเจียง เห็นวัดจินซานด้วย มีบทกวีของหวังซังหลิงเขียนไว้ เดิมเป็นหอระฆังของวัด ปัจจุบันนี้เป็นที่รับแขก ชวนแขกดื่มน้ำชา เจ้าหน้าที่ของเมืองชวนดื่มน้ำชา เจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์เล่าว่าชานี้เป็นชาใหม่ เก็บเมื่อวันเช็งเม้งคือเมื่อสามวันก่อนนี้เอง ชาที่นี่ประกวดชนะเสมอ ชาในฤดูชุนเทียนคือชาในช่วงนี้ดีที่สุด เพราะเก็บหลังฤดูหนาว ใบชาจะสะสมธาตุอาหารที่มีประโยชน์และหอมมากกว่าชาที่เก็บในหน้าร้อนซึ่งจะมีรสขม ข้าพเจ้ารู้สึกชอบชานี้ถึงจะอ่อนกว่าชาที่เรานิยมดื่มในเมืองไทย แต่หอมและชุ่มคอดี

(น. 210) เมืองเจิ้นเจียงนี้มีกวีโบราณ (ราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง) มาชุมนุมกันอยู่มาก เขียนโคลงกลอนและบทความมากมาย เช่น หวังเหวย หวังอานสือ หลี่ไป๋ ไป๋จวีอี้ ซูซื่อ (ซูตงปัว) เขียนบทกวีชมเมืองนี้

เจียงหนานแสนงาม หน้า 219

(น. 219) พิพิธภัณฑ์เจิ้นเจียง

โบราณคดีในสมัยนี้ทำให้ได้พบข้อมูลที่สำคัญคือ เดิมนักวิชาการคิดกันว่าป้ายหลุมศพเกิดในสมัยราชวงศ์ถัง แต่ที่นี่ในสมัยหกราชวงศ์ก็มีแล้ว รวมทั้งพบวิธีเขียนลายมือแบบที่เขาจัดแสดงอยู่

3. โบราณวัตถุสมัยราชวงศ์ถัง รูปจำลองดินเผาสมัยนี้เป็นดินเผาเคลือบสี ใน ค.ศ. 1980 พบเครื่องเงินเครื่องทองของสมัยนี้ เขาเขียนภาพสันนิษฐานว่าในสมัยก่อนใช้เครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้อย่างไรบ้าง เช่น เครื่องเล่นเกมพนันกินเหล้า ทำเป็นฉลากเงินมีอักษรจารึก มี 50 อัน ใส่ไว้ในกระบอกวางไว้บนเต่าสำริด

เจียงหนานแสนงาม หน้า 258-259,282-283

(น. 258)สถานที่ที่เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองซูโจวในปัจจุบันจึงมีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์จีนในศตวรรษที่ 19 ที่นี่เขาไม่ได้ให้ดูข้าวของต่างๆ ที่จัดแสดงไว้เพราะมีเวลาจำกัด แต่เอาของชิ้นเอกออกมาให้ชมเลย

1. คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตร สมัยราชวงศ์ถัง เขียนตัวทอง มี 7 ม้วน พบในเจดีย์เมื่อ ค.ศ. 1976
2. คัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตร สมัยราชวงศ์ซ่ง
3. เครื่องถ้วยลายดอกบัว พบที่เนินเสือ เป็นสีเขียวไข่กา จากเตาเผาเย่ว์ ของมณฑลเจ้อเจียง สมัยราชวงศ์เหนือใต้ ใช้อุณหภูมิ

1,000 กว่าองศาในการเผา และจะต้องเผาในสูญญากาศจึงจะออกมาเป็นสีเขียว ถ้าอากาศเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาล กลายเป็นของไม่มีค่า

4. หยกสมัยราชวงศ์ชิง รัชกาลจักรพรรดิเฉียนหลง มาจากเมืองเหอเถียนหรือเมืองโคทาน ในภูมิภาคปกครองตนเองซินเจียง สลักเป็นตัวหนังสือว่า กั๋วไท่หมินอาน แปลว่า ชาติร่มเย็น ประชาเป็นสุข และ ไท่ผิงอู๋เซี่ยง แปลว่า ไม่มีเหตุ ประเทศสงบ หยกสีอย่างนี้หายาก
5. เครื่องปั้นดินเผาสีม่วงแดงรูปพระ เป็นของเมืองซูโจว สมัยราชวงศ์หมิง

(น. 259)

6. ถ้วยสุรา ทำด้วยดินเผาจื่อซา สมัยจักรพรรดิคังซี สลักรูปพืชที่เป็นมงคล เช่น มันฮ่อ (เหอเทา walnut) มีความหมายคือ ให้มีอายุยืน กระจับ ให้ความหมายว่า เฉียบไว ลิ้นจี่ หมายความว่า ได้กำไร มีไหวพริบ ถั่วลิสง หมายความว่า มีลูกหลานมากมาย แปะก๊วย เม็ดแตงโม ไม่ได้บอกว่าหมายความว่าอะไร
7. ที่วางพู่กัน เป็นดินเผาจื่อซา สมัยราชวงศ์ชิง เป็นรูปกิ่งไม้ มีจักจั่นเกาะ
8. ภาพวาดสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ รูปกษัตริย์ 5 พระองค์กำลังทรงพระเกษมสำราญอยู่กับเหล่านางสนมกำนัลในฤดูใบไม้ผลิ ภาพเขียนสีได้สวยงามมาก ภาพเครื่องเรือน อาคาร อาหารสมัยนั้น และการแต่งกายของบุคคลในภาพ แสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนในสมัยนั้นว่าเป็นเช่นใด
9. ภาพวาดสมัยราชวงศ์หมิง เป็นภาพเหมือนของนักปราชญ์ต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ซ่งมาพบปะกัน แล้วร่วมกันเขียนตัวอักษร ที่ซีหยวน ในเมืองลั่วหยัง นักปราชญ์คนหนึ่งที่เห็นในภาพก็คือ ซูตงปัวหรือซูซื่อนั่นเอง
10. ภาพคนแก่ที่เขียนในสมัยราชวงศ์ชิง เขียนแบบโบราณ การใช้เส้นใหญ่ เล็ก หนัก เบา ทำให้ภาพนี้มีชีวิตชีวา ภาพของจงขุย ซึ่งคนจีนเชื่อว่าเป็นยมบาล มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งจักรพรรดิถังเสวียนจง (ค.ศ. 712 – 756) ทรงพระสุบินว่า เห็นผีตัวใหญ่จับผีตัวเล็กกินไปเลย ผีตัวใหญ่ทูลว่า เมื่อเป็นมนุษย์ เคยไปสอบแข่งขันเป็นจอหงวน แต่สอบตก จึงเอาศีรษะชนบันไดหินตายได้ตั้งปณิธานไว้ว่า เมื่อตายแล้ว จะปราบผีไม่ดี เลยกินผีตัวเล็กที่ไม่ดี จงขุยก็คือผีตัวใหญ่นั่นเอง

(น. 282) เมืองซูโจวมีทั้งประวัติศาสตร์อันยาวนานและสภาพภูมิศาสตร์ที่ดี ทั้งเมืองเต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองและทะเลสาบใหญ่น้อย การคมนาคมทางน้ำสะดวก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ภูมิอากาศอบอุ่น จึงเหมาะแก่การเพาะปลูกรวมทั้งการติดต่อค้าขาย ทั้งการค้าภายในและการค้ากับต่างประเทศ ซูโจวเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าแพรไหมมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ช่วงที่ราชวงศ์ชิงยังรุ่งเรืองเมืองซูโจวมีเครื่องทอแพรไหมถึง 3,000 - 4,000 เครื่อง มีคนงานหมื่นกว่าคน

จังจี้ กวีในสมัยราชวงศ์ถังที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 8 ได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับเมืองซูโจวชื่อว่า “จอดเรือที่สะพานเฟิงเฉียวยามราตรี” บทกวีนี้ใช้ภาษาเรียบง่าย กระชับ และบรรยาย

(น. 283) ภาพได้ดี จึงเป็นบทกวีที่รู้จักกันแพร่หลาย และมักจะพูดถึงเมื่อเอ่ยถึงเมืองซูโจว รวมทั้งทำให้วัดหานซานที่เอ่ยถึงในบทกวีนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง นักท่องเที่ยวปรารถนามาเยี่ยมเยือน บทกวีนี้พรรณนาว่า

เจียงหนานแสนงาม หน้า 291-292,301-302

(น. 291) พิพิธภัณฑ์มณฑลเจ้อเจียง

สมัยราชวงศ์สุย ถัง ห้าราชวงศ์ แสดงเครื่องประดับ เช่น ปิ่นปักผม และอุปกรณ์เกี่ยวกับอาหารการกิน เช่น ทัพพี ของที่ใช้ในพิธีชงชา กระโถน ชามฝาสลักลายฉลุ

(น. 292) ไปอีกตึกหนึ่ง แสดงเครื่องปั้นดินเผาของเจ้อเจียงตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซังถึงราชวงศ์ชิง สมัยราชวงศ์โจวตะวันตก สมัยชุนชิวพบเครื่องปั้นดินเผาปั้นเลียนแบบเครื่องสำริด สมัยราชวงศ์ฮั่นมีตุ๊กตาหน้าตาเหมือนคนอินเดีย สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก สมัยสามก๊ก สมัยราชวงศ์จิ้นตะวันออกและพวกราชวงศ์ใต้ มีเครื่องปั้นดินเผาสีดำเต๋อชิง สมัยราชวงศ์สุย ถัง ห้าราชวงศ์ มีเครื่องปั้นดินเผาที่ส่งถวายจักรพรรดิ และของที่พบในสุสาน

(น. 301) หังโจวตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมณฑลเจ้อเจียง ในช่วงปลายของแม่น้ำเฉียนถังเจียงทางฝั่งเหนือ คลองขุดต้าอวิ้นเหอไหลมาสิ้นสุดที่หังโจว เป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ปรากฏร่องรอยหลักฐานให้ศึกษาย้อนหลังไปได้ถึง 7,000 ปี (วัฒนธรรมหินใหม่เหอมู่ตู้) ในสมัยราชวงศ์ฉินมีชื่อเรียกขานกันว่า เมืองเฉียนถัง ในสมัยราชวงศ์สุยเปลี่ยนชื่อเป็นหังโจว ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 เคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นอู๋เย่ว์ [หลังจากที่ราชวงศ์ถังล่มสลายใน ค.ศ. 907 แล้ว ประเทศจีนได้แตกแยกกัน

(น. 302) อีกครั้งหนึ่งอยู่ 70 กว่าปี (ค.ศ. 907 – 979) จึงรวมตัวกันได้ใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 979 – 1279) ช่วงแตกแยกนี้ ในประวัติศาสตร์จีนเรียกกันว่า สมัยห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 970 - 960) สิบแคว้น (ค.ศ. 907 – 979) แคว้นอู๋เย่ว์เป็นแคว้นหนึ่งในสิบแคว้น] ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ซึ่งหนีการรุกรานของพวกกิมก๊กมาอยู่ทางใต้ได้มาตั้งเมืองหลวงที่หังโจว และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองหลินอาน

เจียงหนานแสนงาม หน้า 327,331-332

(น. 327) การไปชมเมืองเซ่าซิงทำให้ข้าพเจ้านึกถึงบทกวีชื่อ หุยเซียงโอ่วซู หรือ เขียนเขียนไปเมื่อกลับบ้านเกิด ที่ข้าพเจ้าเรียนและแปลไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. 2525 ตอนที่เรียนอาจารย์บอกว่า เป็นบทกวีสมัยราชวงศ์ถัง กวีที่เขียนชื่อ เฮ่อจือจาง (ค.ศ. 659 – 744) เป็นชาวเซ่าซิง และเป็นเพื่อนกับหลี่ไป๋ เฮ่อจือจางมีพรสวรรค์ในการประพันธ์ เขียนบทกวีมาตั้งแต่เยาว์วัย และเขียนต่อเนื่องมาจนมีชื่อเสียง ชอบดื่มเหล้า เป็นหนึ่งในกวี 8 คนที่เป็นเซียนขี้เมาในสมัยราชวงศ์ถัง ในด้านการงานสอบได้เป็นจิ้นซื่อเมื่อ ค.ศ. 695 สมัยจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน หรือบูเช็กเทียน (ค.ศ. 684 – 705) จึงได้เข้ารับราชการเป็นขุนนาง ซึ่งดำเนินไปด้วยดี จนได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ตอนที่ลาออกจากราชการนั้นอายุ 80 กว่าปี จักรพรรดิถังเสวียนจงจัดงานเลี้ยงส่งและเขียนบทกวีให้ด้วย นอกจากจะเป็นกวีที่มีชื่อเสียงแล้ว ยังได้รับยกย่องว่าเขียนตัวอักษรจีนสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียนแบบหวัด บทกวี หุยเซียงโอ่วซู เขียนพรรณนาว่า

จากบ้านเมื่อเยาว์วัย กลับมายามชรา
ยังคงสำเนียงท้องถิ่น แต่จอนผมบาง
เด็กเด็กพานพบก็ไม่รู้จัก
ถามยิ้มยิ้ม แขกท่านนี้มาจากไหน
คำอ่านภาษาจีน
เส้าเสี่ยวหลีเจียเหล่าต้าหุย
เซียงอินอู๋ไก่ปิ้นเหมาชุย
เอ๋อร์ถงเซียงเจี้ยนปู้เซียงซื่อ
เสี้ยวเวิ่นเค่อฉงเหอชู่ไหล

(น. 331) ช่วงที่ราชวงศ์จิ้นมาอยู่ทางใต้นั้นได้นำวัฒนธรรมจีนในภาคเหนือลงมาด้วย ดินแดนเจียงหนานซึ่งได้สร้างความเจริญด้านวัฒนธรรมของตนเองมาแล้วตั้งแต่สมัยโบราณ จึงได้รับวัฒนธรรมจาดจุดก่อเกิดพัฒนาให้งอกเงยยิ่งๆ ขึ้น ต่อจากราชวงศ์จิ้นตะวันออก มีราชวงศ์ต่างๆ สืบต่อมาจนถึง ค.ศ. 589 อีก 4 ราชวงศ์ เรียกรวมกันว่า ราชวงศ์ใต้ (หนานเฉา) ประวัติศาสตร์จีนในช่วง ค.ศ. 317 – 589 จึงเรียกกันว่า สมัยราชวงศ์เหนือใต้ (หนานเป่ยเฉา) เป็นช่วงแห่งการแตกแยกทางการเมือง มารวมประเทศได้อีกครั้งหนึ่งในสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581 – 618) ต่อด้วยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 907) แม้การเมืองในสมัยนี้จะแตกแยกกันอยู่ 200 กว่าปี แต่วัฒนธรรมรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนาและพุทธศิลป์

อีกช่วงหนึ่งที่มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญในเจียงหนานคือ สมัยราชวงศ์ซ่งอพยพลงมาอยู่ทางใต้ มาตั้งเมืองหลวงที่หังโจว ผู้คนทั้งชาวบ้าน ปัญญาชน พ่อค้า ขุนนาง และวัฒนธรรม

(น. 332) ความเจริญในสมัยราชวงศ์สุย ถัง และซ่งเหนือได้เคลื่อนลงมาด้วย มาเพิ่มความเจริญยิ่งๆ ขึ้นแก่เจียงหนานซึ่งเจริญอยู่แล้วให้โดดเด่นทางวัฒนธรรม ณ ที่นี้ พวกปัญญาชนได้มาชุมนุมกัน และยังเป็นศูนย์รวมของห้องสมุดส่วนตัวที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า นับแต่สมัยราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา เจียงหนานมีผู้สอบได้เป็นจิ้นซื่อมากกว่าภาคอื่นๆ

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 59

(น.59) มีหลักฐานการตั้งถิ่นฐานในชิงไห่เมื่อ 30,000 ปีมาแล้ว มีตำนานว่าในสมัยราชวงศ์ถัง กษัตริย์ซงจ้านกานปู้แห่งราชวงศ์ถู่โป๋ของทิเบต ส่งเสนาบดีไปเมืองฉังอานสู่ขอพระราชธิดาของจักรพรรดิจีน คือ เจ้าหญิงเหวินเฉิง เจ้าหญิงเดินทางไปทิเบตต้องผ่านชิงไห่

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 105,111,118

(น.105) วัดต้าเจาซื่อมีประวัติยาวนานถึงกว่า 1,300 ปี สมัยราชวงศ์ถัง สร้างเมื่อ ค.ศ. 647 สมัยกษัตริย์ซงจ้านกานปู้ เล่ากันว่าเจ้าหญิงเหวินเฉิงพระมเหสีสร้างวัดนี้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระศากยมุนีที่นำมาจากจีน (เชื่อกันว่าพระพุทธรูปองค์นี้หล่อจากพระพักต์ของพระพุทธเจ้าเมื่อมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ใช้โลหะหลายชนิดผสมกัน หล่อที่แคว้นมคธ) มีอีกวัดคือ วัดเสี่ยวต้าเจา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปของพระมเหสีที่เป็นเจ้าหญิงเนปาล เนื่องจากเล่ากันว่าวัดนี้ตะเกียงเนยสว่างตลอดเวลา เพราะชาวบ้านเอาเนยมาถวายเป็นเชื้อไฟตลอด บริเวณที่ตั้งวัดต้าเจาซื่อ เดิมเป็นทะเลสาบ เล่าเรื่องกันว่า เจ้าหญิงเหวินเฉิงศึกษาภูมิประเทศของทิเบต มองเห็นเป็นรูปนางยักษ์ วิธีปราบก็คือ สร้างวัดตามบริเวณสำคัญของนางยักษ์ เพื่อต่อต้านอำนาจของนาง ทะเลสาบนี้อยู่ตรงกลางหัวใจของนางยักษ์พอดี จึงควรสร้างวัดเพื่อกำจัดสิ่งชั่วร้ายบริเวณนั้น (เข้าใจว่าใช้วิธีการดูฮวงจุ้ยตามแบบจีน)

(น.111) ส่วนที่ 2 มีสาระข้อมูลประวัติศาสตร์ที่แสดงว่าทิเบตไม่แบ่งแยกจากจีน เช่น เรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิงและศิลาจารึกพันธมิตรลุง-หลาน ค.ศ. 823 (แสดงการยุติสงครามระหว่างราชวงศ์ถังและอาณาจักรถู่โป๋) แผนที่ทิเบตที่เจ้าหญิงเหวินเฉิงคิดขึ้นเป็นภาพนางยักขินี สร้างวัดที่บริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายนางยักษ์ วัดต้าเจาซื่ออยู่ที่หัวใจ ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ทิเบตมีรัฐบาลท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสาเกีย (Sakya) บัณฑิตสาเกียมีจดหมายเจริญไมตรีกับมองโกล มีตราที่กุบไลข่านให้หลานเจ้าเมืองสาเกียมีอำนาจปกครองทิเบต

(น.118) ตอนค่ำมาดามปาซังเลี้ยง มาดามปาซังเป็นรองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองทิเบต และประธานสมาพันธ์สตรีทิเบต มาดามเล่าว่าทิเบตแบ่งแยกไม่ได้จากจีน ตั้งแต่สมัยราวงศ์ถังก็มีเรื่องเจ้าหญิงเหวินเฉิง ใน ค.ศ. 1279 สมัยพระเจ้ากุบไลข่านแห่งราชวงศ์หยวนจีนกับทิเบตได้รวมกันเป็นปึกแผ่น สมัยราชวงศ์หมิง

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 217

(น.217) ท่านรองนายกฯ ท่องกลอนให้ฟัง เป็นบทกวีของหวังฉังหลิงที่ได้ประพันธ์ไว้เป็นชุด รวม 7 บท ชื่อ บทเพลงเดินทัพ (從軍行 ฉงจวินสิง) มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับสภาพและทหารที่ไปประจำอยู่ ณ ชายแดน บทนี้เป็นบทที่ 4 เส้นทางชิงไห่-กานซู่ ไปด่านอวี้เหมินนั้น ระยะทางห่างกันมาก มีภูเขาหิมะ (ฉีเหลียนซาน) ซึ่งยาวมาก อยู่ระหว่างมณฑลทั้งสอง มีเมืองเดี่ยวเมืองหนึ่งอยู่โดดๆ ซึ่งก็คือ เมืองชายแดนที่ทหารไปประจำการอยู่ ในสมัยราชวงศ์ถังทหารชายแดนพวกนี้ทำหน้าที่ 2 ประการคู่กันไป กล่าวคือ ป้องกันไม่ให้ชนเผ่าถู่โป๋ (ทิเบต) ซึ่งอยู่ทางเหนือรุกรานเข้ามา ในขณะเดียวกันก็ป้องกันการรุกรานของพวกถูเจี๋ย (เตอร์ก) และคอยป้องกันไม่ให้พวกถู่โป๋-ถูเจี๋ย ติดต่อเชื่อมโยงกันได้ด้วย บทกวีมีความตามคำแปลภาษาไทยว่า

ชิงไห่ เมฆทอดยาว ภูเขาหิมะมืดครึ้ม
เมืองโดดเดี่ยว มองไปไกลยังด่านอวี้เหมิน
ทรายสีเหลือง รบร้อยครั้ง เกราะโลหะสึก
หากพิชิตโหลวหลานมิได้ ไม่กลับบ้าน

ใต้เมฆที่เมฆใต้

ใต้เมฆที่เมฆใต้ หน้า 12

(น.12) การมัดผ้าและย้อมนั้นเขาว่ามีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง

ใต้เมฆที่เมฆใต้ หน้า 49-50,86

(น.49) อีกด้านหนึ่งของห้องมีตารางแสดงพระนามกษัตริย์ต้าหลี่ซึ่งเป็นคนแซ่ต้วน ส่วนพวกน่านเจ้านั้นเขาว่าเป็นคนแซ่เหมิง น่านเจ้าเคยทำสงครามกับราชวงศ์ถัง ต่อมามีการทำสัญญาตกลงกันยอมอยู่ในอิทธิพล

(น.50) ของราชวงศ์ถัง กษัตริย์จีนราชวงศ์ถังตั้งเจ้าเมืองที่ปกครองแถบนี้ (มีจารึก) จารึกที่น่าสนใจคือจารึกที่เขียนในรัชสมัยพระนางอู๋เสอเทียน (บูเช็กเทียน) คือคำว่า กว๋อ ที่แปลว่า ประเทศ ใช้ตัวอักษร แทนตัว 國

ซึ่งใช้เช่นนี้จนสิ้นราชวงศ์หมิง ที่ให้ใช้ตัว เพราะอักษร 方 ที่อยู่ด้านในสี่เหลี่ยม หมายถึง ทิศ คือ การคุมอำนาจได้ 4 ทิศ

จารึกปี ค.ศ. 766 เล่าประวัติอาณาจักรน่านเจ้าอยู่ที่เต๋อหัวเหนือไท่เหอ 5 กิโลเมตรจากพิพิธภัณฑ์นี้

(น.86) วัดพระเจดีย์ 3 องค์ หรือที่เรีกกันว่าวัดช่งเซิ่น วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยน่านเจ้า มีพระเจดีย์ 3 องค์อยู่ในวัด พระเจดีย์องค์แรกสร้างในสมัยราชวงศ์ถังราวปี ค.ศ. 823 มีรูปร่างสี่เหลี่ยม สูง 69 เมตร มี 16 ชั้น องค์เล็ก 2 องค์สร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง สูง 43 เมตร 10 ชั้น รูปร่างแปดเหลี่ยม เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งในแถบนี้

ใต้เมฆที่เมฆใต้ หน้า 209-212,214,216-217,223

(น.209)เขตการปกครองต่างๆ ของจีนทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น ผู้เขียนพยายามหาคำศัพท์ภาษาไทยที่มีความหมายใกล้เคียงสอดคล้องกับคำในภาษาจีน ในขณะเดียวกันก็หาศัพท์ที่คนไทยคุ้นเคย เพื่อสื่อความหมายให้ใกล้เคียงที่สุด และให้คนไทยเข้าใจได้ด้วย คำแปลเหล่านี้จึงเป็นเพียงการเสนอแนะของผู้เขียน เพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าทางด้านจีนวิทยาได้ช่วยกันอภิปรายพิจารณากันต่อไป

1. เขตการปกครองของจีนในอดีต

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน ศูนย์กลางของสังคมอยู่ที่หมู่บ้าน แล้วจึงค่อยๆ พัฒนามาเป็นสังคมเมืองที่มีการจัดระเบียบสังคมและการปกครองที่ซับซ้อนขึ้น จีนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน การจัดระเบียบเขตการปกครองของจีนมีหลักฐานให้ศึกษาย้อนกลับไปได้ถึงสมัยชุนชิว (770-476 ปีก่อน ค.ศ.) ในสมัยนี้มีการจัดตั้งเขตการปกครองที่เรียกว่า “เสี้ยน” (Xian) หลังจากนั้นการจัดตั้งเขตการปกครองได้ปรับเปลี่ยนวิวัฒนาการสืบต่อมา จนกล่าวได้ว่าลงตัวในสมัยราชวงศ์ถัง ในสมัยราชวงศ์ซ่ง หยวน หมิง และชิง มีการปรับเปลี่ยนหรือมีการจัดเขตการปกครองที่ใช้เฉพาะสมัยบ้าง แต่ยังคงใช้โครงสร้างหลักสมัยราชวงศ์ถัง

คำศัพท์เกี่ยวกับเขตการปกครองของจีนในอดีตที่จะกล่าวถึงในภาคผนวกนี้มี 10 คำ คือคำว่า เสี้ยน (Xian) จวิ้น (Jun) โจว (Zhou) เต้า (Dao) ฝู่ (Fu) ลู่ (Lu) จวิน (Jun) เจี้ยน (Jian) สิงเสิ่ง (Xing Sheng) หรือเสิ่ง (Sheng) และทิง (Ting) ดังจะได้กล่าวอย่างสังเขปตามลำดับต่อไป

1.1 เสี้ยน (县) ตามหลักฐาน การจัดตั้งเขตการปกครองที่เรียกว่า “เสี้ยน” มีขึ้นครั้งแรก เมื่อประมาณ 688 หรือ 687 ปีก่อน ค.ศ. ดังที่ปรากฏคำนี้ในแคว้นฉิน แคว้นจิ้น และแคว้นฉู่ “เสี้ยน”

(น.210)ได้พัฒนาต่อมาจนลงตัวดีในสมัยการปฏิรูปของซางหยางแห่งแคว้นฉินระหว่าง 359-350 ปีก่อน ค.ศ. เขตการปกครอง “เสี้ยน” จะประกอบด้วยเมืองที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบกับบริเวณรอบนอกตัวเมือง “เสี้ยน” ในความหมายดั้งเดิมจึงหมายถึงเขตการปกครองระดับ “เมือง” ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Perfecture” ในสมัยราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618) “เสี้ยน” ถูกลดระดับให้เล็กลงจากเดิม ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Subprefecture” ถึงสมัยราชวงศ์ถัง “เสี้ยน” หมายถึง เขตการปกครองระดับ “อำเภอ” ภาษาอังกฤษใช้ว่า “County” บ้าง หรือ “District” บ้าง คำว่า “เสี้ยน” ที่หมายถึงเขตการปกครองระดับอำเภอได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

1.2 จวิ้น (郡) ในสมัยการปฏิรูปของซางหยางได้มีการจัดตั้งเขตการปกครองที่เรียกว่า “จวิ้น” ตามอาณาบริเวณพรมแดนของแคว้น เป็นเขตการปกครองที่เน้นเรื่องการทหาร มีฐานะต่ำกว่า “เสี้ยน” เมื่อพระเจ้าฉินสื่อหวงตี้ทรงรวมประเทศจีนได้แล้ว ได้ขยายและปรับเขตการปกครอง “จวิ้น” ให้ใหญ่ขึ้น แบ่งการปกครองประเทศจีนออกเป็น 36 จวิ้น ต่อมาเพิ่มเป็น 42 จวิ้น จวิ้นในสมัยนี้จึงหมายถึงเขตการปกครองระดับ “แคว้น” และปกครองดูแล “เสี้ยน” “จวิ้น” ถูกยกเลิกไปในสมัยราชวงศ์สุย
1.3 โจว (洲) เป็นเขตการปกครองที่เริ่มใช้ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าฮั่นหวู่ตี้ (140-87 ปีก่อน ค.ศ.) ในสมัยนี้ได้แบ่งประเทศจีนเป็น 13 โจว ระดับการปกครองลดหลั่นจากโจว (แคว้นใหญ่) จวิ้น (แคว้นเล็ก) - เสี้ยน (เมือง) ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง “โจว” จะถูกลดระดับลงมามีฐานะเป็น “เมือง”
1.4 เต้า (道) ความหมายเดิมของคำว่า “เต้า” หมายถึง หนทาง วิถี วิธีการ เหตุผล แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ในความหมายถึง

(น.211) เขตการปกครองด้วย ในสมัยราชวงศ์ถังได้จัดเขตการปกครอง “เต้า” ขึ้นเป็นเขตการปกครองสูงสุดระดับมณฑล ในตอนแรกมี 10 เต้า ต่อมาเพิ่มเป็น 15 เต้า ในสมัยราชวงศ์ซ่งได้เปลี่ยนชื่อเขตการปกครองระดับมณฑลมาเป็น “ลู่” (路) มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ขอบเขตและการรวมอำนาจเข้าส่วนกลาง แต่แนวคิดก็ยังเป็นเขตการปกครองระดับมณฑลอยู่ ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงได้จัดตั้งเขตการปกครอง “เต้า” ขึ้นอีก แต่มิได้อยู่ในฐานะของมณฑล หากมีฐานะกลางๆ ระหว่าง “มณฑล” และ “เมือง” ทำหน้าที่ตรวจตราราชการของเมืองในฐานะตัวแทนของมณฑล เช่น ในสมัยราชวงศ์ชิงที่มณฑลยูนนานได้จัดตั้ง “ผู่เอ๋อเต้า” ขึ้นที่ด้านเหนือของเชียงรุ่ง เพื่อกำกับดูแลสิบสองปันนาและหัวเมืองใกล้เคียง

1.5 ฝู่ (府) ความหมายเดิมของคำว่า “ฝู่” หมายถึง ทำเนียบ คฤหาสน์ของขุนนางผู้ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ในความหมายถึงเขตการปกครองด้วย ในสมัยราชวงศ์ถังได้จัดตั้งเขตการปกครอง “ฝู่” ขึ้น หมายถึง เมืองที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญ ส่วนเมืองที่ขนาดรองลงมาเรียกว่า “โจว”

การแบ่งเมืองออกเป็นระดับต่างๆ นั้นไทยเราก็แบ่งเช่นกันเป็นเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี เมืองจัตวา เมืองเอก เมืองโท เมืองตรีนั้นยังมีเมืองเล็กๆ เป็นเมืองบริวารมาขึ้นอยู่ด้วย ดังนั้น คำว่า “เมือง” ในความรับรู้ของคนไทยจึงสื่อความหมายถึง หน่วยการปกครองเหนือระดับหมู่บ้านขึ้นมาจนถึงประเทศ มีระดับของความเป็นเมืองต่างกัน และตรงกับคำภาษาอังกฤษหลายคำตั้งแต่ town, city จนถึง nation state เช่น เมืองบางละมุง เมืองมโนรมย์ (town) เมืองพิษณุโลก เมืองนครศรีธรรมราช (city) เมืองไทย เมืองจีน เมืองอังกฤษ (nation state)

(น.212) ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง มีทั้งโจวที่ขึ้นกับฝู่ และโจวที่มีฐานะเป็นเมืองอิสระ คำว่า “โจว” เป็นคำเก่าแก่ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การปกครองของจีน เช่นเดียวกับคำว่า “เสี้ยน” ทั้งสองคำนี้มีการปรับเปลี่ยนขอบเขตในแต่ละช่วงสมัย และยังเป็นคำที่ใช้อยู่ในการจัดระเบียบเขตการปกครองของจีนในปัจจุบัน คำว่า “ฝู่” ที่แปลว่า “เมือง” นี้ คนไทยออกเสียงเพี้ยนไปเป็น “ฟู” เช่น ต้าหลี่ฝู่ เป็น ตาลีฟู

1.6 ลู่ (路) ความหมายเดิมของคำว่า “ลู่” หมายถึง ทาง เส้นทาง ถนน ลู่ทาง แนวทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ใช้ในความหมายถึงเขตการปกครองด้วย ในสมัยราชวงศ์ซ่งได้จัดเขตการปกครอง “ลู่” ขึ้นเป็นเขตการปกครองสูงสุดระดับมณฑล แทนที่เต้าซึ่งได้จัดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง การยุบเลิกเต้าเปลี่ยนมาเป็นลู่เป็นการปรับเปลี่ยนในแง่ของพื้นที่ขอบเขตและการรวมอำนาจเข้าส่วนกลาง แต่แนวคิดยังคงเป็นเขตการปกครองระดับมณฑล สมัยราชวงศ์ซ่งในตอนแรกมี 21 ลู่ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนขึ้นลงเป็น 15 ลู่บ้าง 18 ลู่บ้าง และ 23 ลู่บ้าง ในสมัยราชวงศ์หยวนได้เปลี่ยนมาเรียกเขตการปกครองระดับมณฑลเป็น “สิงเสิ่ง” หรือ “เสิ่ง” ส่วนคำว่า “ลู่” หมายถึง เขตการปกครองที่รองลงมาและขึ้นกับเสิ่ง “ลู่” ในสมัยราชวงศ์หยวนเทียบเท่า “ฝู่” ในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ถึงสมัยราชวงศ์หมิงได้ยุบเลิก “ลู่” เปลี่ยนมาตั้ง “เต้า” ขึ้นมาแทน เป็นหน่วยการปกครองที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมณฑลและเมืองดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
1.7 จวิน (军) ความหมายเดิมของคำว่า “จวิน” หมายถึง ทหาร กองทัพ และเป็นคำนามที่ใช้ประกอบกับคำอื่นๆ ในการจัดระเบียบหน่วยการปกครองของกองทัพมาตั้งแต่สมัยชุนชิว แต่

(น.214)

2. เขตการปกครองของจีนในปัจจุบัน

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน ค.ศ. 1949 รัฐบาลจีนได้ยกเลิกการจัดระเบียบเขตการปกครองแบบเสิ่ง ฝู่ โจว และเสี้ยน และได้จัดระเบียบเขตการปกครองขึ้นใหม่ แต่ยังคงยึดหลักการปกครองลดหลั่นกันตามลำดับ เพียงแต่ว่าในแต่ละระดับมีการแบ่งแยกออกไป เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมหรือความสำคัญของพื้นที่ มีฐานะที่เท่ากันในระดับนั้นๆ แต่มีการจัดองค์กรที่แตกต่างกันไปบ้าง ดังแผนผังที่แสดงดังต่อไปนี้

(น.216) ต่อจากจังหวัดและจังหวัดปกครองตนเองลงมา หน่วยงานที่มีฐานะเท่ากันในระดับนี้ก็จะเป็น “อำเภอ” (เสี้ยน) “อำเภอปกครองตนเอง” (จื้อจื้อเสี้ยน) และ “เมืองที่ขึ้นต่อจังหวัดหรือจังหวัดปกครองตนเอง” (ตี้ชีว์เสียซื่อ, จื้อจื้อโจวเสียซื่อ) ส่วนนครที่ขึ้นต่อมณฑล หรือภูมิภาคปกครองตนเองก็จะมีเขตและอำเภออยู่ใต้การปกครองเช่นกัน ในด้านสาระสำคัญของเขตการปกครองต่างๆ ที่แสดงในแผนผังนั้นอาจสรุปได้ดังนี้

2.1 เสิ่ง (省) คำว่า “เสิ่ง” ที่เป็นศัพท์แสดงเขตการปกครองในภาษาจีนนั้นเริ่มใช้ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หยวน และใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ภาษาอังกฤษใช้ว่า “Province” ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง

(น.217) พัฒนาจัดระเบียบเขตการปกครอง “เต้า” ขึ้นแล้ว กล่าวได้ว่าการจัดระเบียบการปกครองส่วนภูมิภาคได้ลงตัว รัฐบาลกลางได้เข้าไปมีบทบาทและอำนาจในการควบคุมการปกครองส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวได้ดำเนินสืบเนื่องต่อมาในสมัยหลัง เพียงแต่ว่ามีการปรับปรุงระดับการควบคุมและขอบเขตพื้นที่บ้างในราชวงศ์ต่อๆ มา รวมทั้งมีการเปลี่ยนชื่อเขตการปกครองแบบ “เต้า” ไปเป็น “ลู่” บ้าง “เสิ่ง” บ้าง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

(น.223)

2.7 เสี้ยน (县) คำว่า “เสี้ยน” เป็นศัพท์เก่าแก่ทางด้านการปกครองของจีนที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัยชุนชิว (770-476 ปีก่อน ค.ศ.) ในระยะแรกมีฐานะเป็นเมือง ต่อมาได้ลดฐานะลงเป็นเพียงแค่อำเภอในสมัยราชวงศ์ถัง นับจากนั้นเป็นต้นมาคำนี้ก็ใช้สื่อความหมายถึงเขตการปกครองระดับอำเภอมาจนถึงทุกวันนี้ คำว่า “เสี้ยน” ภาษาอังกฤษใช้ว่า “County” ส่วนในภาษาไทยนั้นก็แปลลงตัวกันดีใช้ว่า “อำเภอ” ซึ่งก็สอดคล้องกับความหมายในภาษาจีนและสื่อสารได้ตรงกับความรับรู้ของคนไทยถึงเขตการปกครองระดับนี้ ปัจจุบันประเทศจีนมีอำเภอทั้งหมดประมาณ 2,200 อำเภอ

มุ่งไกลในรอยทราย

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 53,63

(น.53) ห้องมณฑลส่านซี จุดเน้นของห้องนึ้คือสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ เรื่องราวสมัยราชวงศ์ถัง รูปนางสนมหยางกุ้ยเฟยซึ่งเป็นบุคคลที่สวยงามมาก จักรพรรดิถังเสวียนจงมัวแต่หลงใหลนางจนกระทั่งต้องเสียบ้านเสียเมือง สตรีในสมัยราชวงศ์ถังนั้นจะต้องอ้วน หน้ากลมจึงจะถือว่าเป็นสาวงาม มีลายผ้าปักแบบส่านซี มีภาพวาดเมืองเยียนอัน ซึ่งเป็นที่มั่นของพรรคคอมมิวนิสต์ในสมัยต่อต้านญี่ปุ่น

(น.63) วัดแห่งหนึ่งชื่อฝ่าเหมินซื่อ เพิ่งค้นพบเมื่อ 2 ปีก่อน เปิดนิทรรศการปีที่แล้ว พบพระธาตุนิ้วพระหัตถ์พระพุทธเจ้า มีประวัติว่าเคยนำไปบูชาในวัง 7 ครั้ง มีของล้ำค่าจากราชวงศ์ถังมากมาย เป็นของถวายเป็นพุทธบูชา ถ้วยชามของถังซีจง ปลายราชวงศ์ถัง มีแพรไหมที่ใช้ในวัง แพรไหมที่พบมีจำนวนมากมายกว่าที่เคยพบมา การรักษาแพรไหมเป็นงานที่ละเอียดมาก แพรไหมที่รักษาไว้ได้ดีที่สุดคือแพรไหมที่ทอกับเส้นทอง นอกจากนั้นมีเครื่องแก้ว บางส่วนมาจากอาหรับ ท่านรองบอกว่าจะหาข้อมูลไว้ให้ทั้งภาพถ่าย หนังสือ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บอกว่าจะถ่ายเอกสารเรื่องสุสานเฉียนหลิง และจุดเริ่มต้นเส้นทางแพรไหมมาให้

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 71,76-77,79,81,83,87-88,91,93-95,105-106

(น.71)ถนนในซีอานปัจจุบันตามแบบราชวงศ์หมิง สมัยถังกว้างกว่าปัจจุบัน 8 เท่า ถ้าอยากจะทราบว่าบรรยากาศราชวงศ์ถังเป็นอย่างไรก็ต้องอ่านบทกวีต่าง ๆ เช่น หลี่ไป่ ตู้ฝู่ หวางเหว่ย บทกวีเหล่านี้กล่าวถึงวัฒนธรรมชีวิตของคนในประวัติศาสตร์เมื่อประกอบกับสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน จะประสานอดีตและปัจจุบันเข้าด้วยกันได้

(น.76) สุสานเฉียงหลิงที่เรากำลังจะไปให้ฟังอย่างย่อ ๆ ว่าเป็นสุสานของพระจักรพรรดิถังเกาจง (หลี่จื้อ) จักรพรรดิองค์ที่ 3 ของราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 628 – 683) และจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน หรือบูเช็กเทียน (ค.ศ. 624 – 705) สุสานนี้อยู่บนเขาเหลียงซานอยู่ห่างอำเภอเฉียนเซียนไป 6 กิโลเมตร

ถังเกาจงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ของหลี่ซื่อหมิ่น (ถังไท่จง) จักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์ถัง ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อ ค.ศ. 649 สวรรคตใน

(น.77) เมืองลั่วหยางเมื่อ ค.ศ. 683 (เมืองลกเอี๋ยงในวรรณคดีเรื่องสามก๊ก) และฝังที่เฉียนหลิงนี้ อู่เจ๋อเทียนมีนิวาสถานเดิมอยู่ที่เหวินสุ่ย (มณฑลส่านซีในปัจจุบัน) เคยเป็นพระสนมที่มีฐานะอยู่ในกลุ่มพระสนมอันดับ 5 ของพระเจ้าถังไท่จง เมื่อพระเจ้าถังไท่จงสวรรคตแล้วตามปกติพวกสนมจะต้องไปบวชชีกันหมด แต่อู่เจ๋อเทียนทำอย่างไรไม่ทราบ สึกออกมาเป็นมเหสีของพระเจ้าถังเกาจงได้ มีอายุมากกว่าถังเกาจง 4 ปี เห็นจะเป็นเพราะฉลาด มีความรู้ เมื่อพระเจ้าถังเกาจงเริ่มประชวรใน ค.ศ. 659 พระเนตรบอด ปวดพระเศียรทุกวัน ราชการงานเมืองอะไรก็ปล่อยให้อู่เจ๋อเทียนทำหมด พอพระเจ้าถังเกาจงสวรรคต พระนางก็ตั้งตัวเองเป็นจักพรรดิ เป็นองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีนที่เป็นผู้หญิง เมื่อได้ขึ้นครองราชย์ก็ปฏิรูปภายในประเทศ เปลี่ยนชื่อราชวงศ์เป็นราชวงศ์โจว ภายหลังได้มอบอำนาจให้ลูกชายคือถังจงจง ซึ่งได้เปลี่ยนราชวงศ์กลับไปเป็นราชวงศ์ถังตามเดิม อู่เจ๋อเทียนสวรรคตที่ลั่วหยาง เมื่อ ค.ศ. 705 และถูกนำมาฝังที่เฉียนหลิงเช่นเดียวกับพระเจ้าถังเกาจง (ที่เรียกว่าเฉียน เพราะอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซีอาน) หมอดูจีนโบราณเรียกทิศนี้ (เวลาผูกดวง) ว่าเฉียน รอบ ๆ สุสานเฉียนหลิงมีสุสานเจ้าชาย เจ้าหญิง และเสนาบดี สุสานเฉียนหลิงสูงประมาณ 1,040 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในบริเวณส่านซีมีสุสาน 72 แห่ง คุณหันพูดว่าคนกล่าวกันบ่อย ๆ ว่าสุสานใหญ่จะถูกขโมย แต่เฉียนหลิงไม่มีคนขโมย ไม่มีในเอกสาร และไม่มีร่องรอยการถูกขโมยด้วย ฉะนั้นข้างในอาจมีศิลปวัตถุอยู่

(น.79) สุสานของเจ้าหญิงหย่งไท่ เจ้าหญิงหย่งไท่มีพระนามเดิมว่าหลี่เสี่ยนหุ้ย (ค.ศ. 684-701) เป็นหลานของพระเจ้าถังเกาจง พระธิดาพระเจ้าถังจงจง (หลี่เสี่ยน) สิ้นพระชนม์ที่ลั่วหยาง และภายหลังย้ายมาฝังที่นี่

(น.81) ภาพวาดในสุสานนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพวาดที่เขาวาดขึ้นใหม่ แทนของเดิมที่ลอกไปไว้พิพิธภัณฑ์ เป็นภาพแสดงชีวิตประจำวัน เป็นแฟชั่นที่ผู้หญิงจะแต่งตัวแบบผู้ชาย คือส่วนใหญ่จะแต่งตัวทำผมแบบสตรีชั้นสูงสมัยถัง ของใช้ต่าง ๆ มีหีบ พัด ไม้เกาหลัง กาน้ำแบบราชวงศ์ถัง ซึ่งได้ทราบว่ามาจากทิศตะวันตก องุ่นเป็นพันธุ์มาจากอิหร่าน ตามเส้นทางค้าแพรไหม

(น.83) ออกจากสุสานเข้าในพิพิธภัณฑ์ เขามีภาพแสดงสุสานของจักรพรรดิราชวงศ์ถังที่อยู่ที่ซีอาน 18 แห่ง ในราชวงศ์ถังมีกษัตริย์ 21 พระองค์ สุสานมีอยู่ที่ซีอาน 18 ที่ขาดไปอยู่ที่ซานตงกับลั่วหยาง นักโบราณคดียังไม่ได้ขุดค้นสุสานมากนัก แต่ก็มีคนลักลอบขุด ในสมัยก่อนมีขุนศึกเจิ้นเถาซึ่งเที่ยวไปขุดค้นสุสานต่าง ๆ แต่ไม่ได้ขุดเฉียนหลิง เพราะเมื่อจะขุดเกิดฝนตก ลมพัดแรงขุดไม่ได้ (ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องบุญญาบารมีของจักรพรรดิหรือเปล่า) ตามหลักฐานโบราณคดีก็เห็นว่าคงไม่มีการทำลาย ประตูทางเข้าก็ยังอยู่ดี

(น.87) รูปอูฐบรรทุกผ้าแพรไหม มีถุงน้ำแขวนข้าง ๆ สมัยฮั่นนั้นคนมั่งมีจะต้องมีข้าวแยะ ส่วนคนมั่งมีสมัยราชวงศ์ถังคนมีผ้าไหมแยะแปลว่ารวย

(น.88) ภาพฝาผนังต่าง ๆ ที่คัดลอกมาจากสุสานเป็นเรื่องการรับทูต มีเจ้าหน้าที่กรมพิธี และทูตจากโรมัน เกาหลี ชนกลุ่มน้อย ในสมัยราชวงศ์ถังมีหลักฐานว่าจีนมีความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ 300 กว่าประเทศ

สุสานจำลองจากสุสานเจ้าหญิงหย่งไท่ (ทำด้วยไม้อัดปะกระดาษ)

ภาพตีคลี เกมนี้เป็นเกมจากอิหร่าน แต่เป็นที่นิยมมากในสมัยราชวงศ์ถัง สถานที่ราชการหรือตามหมู่บ้านมักจะมีสนามตีคลี

ในประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าครั้งหนึ่งมีทีมตีคลีจากทิเบตมาแข่งขันกับทีมชาติของราชวงศ์ถัง ปรากฏว่าทีมชาติแพ้ จักรพรรดิองค์ที่ 7 (ถังเสวียนจง-หมิงหวง) ซึ่งยังไม่ขึ้นครองราชย์จึงจัดนักกีฬาไปแข่งอีกครั้งและเอาชนะทิเบตได้ สมัยราชวงศ์ถังพวกเจ้านาย ขุนนางตีคลีกันเป็นส่วนมาก นับว่าเป็นกีฬาใหม่ที่มาตามเส้นทางค้าแพรไหม ปัจจุบันเข้าใจว่ายังมีเหลืออยู่แต่ที่มองโกเลีย

(น.91) ดังที่กล่าวแล้วว่าประเทศจีนสมัยราชวงศ์ถังมีความสัมพันธ์กับแคว้นต่าง ๆ กว่า 300 แคว้น ฉะนั้นพอจักรพรรดิถังเกาจงสวรรคต จึงมีผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ประมาณ 60 ประเทศมาร่วมพิธีพระศพ และพระนางอู่เจ๋อเทียนได้สั่งให้แกะหินเอาไว้ บางชาติก็ไม่มีจารึกอะไรไว้ แต่บางชาติมีจารึกชื่อประเทศ เช่น ชาติจากเอเชียกลาง อัฟกานิสถาน เป็นเมืองที่มีการคมนาคมสะดวกที่สุดในสมัยนั้น พุทธศาสนาในจีนอาจจะเข้ามาทางนี้ด้วยทางหนึ่ง ที่อัฟกานิสถานก็มีถ้ำแกะสลักเป็นรูปพระเช่นเดียวกัน

(น.93) จารึกสรรเสริญพระนางอู่เจ๋อเทียน และถังเกาจง เรื่องพระนางอู่เจ๋อเทียนนี้มีทั้งคนรักมากเกลียดมาก คนบางคนเขาบอกว่าพระนางทำประโยชน์แก่บ้านเมืองหลายอย่าง แต่ก็เสียตรงที่มีความรุนแรงในการกำจัดผู้ที่ขัดแย้ง จารึกสรรเสริญหลักนี้ผู้เขียนคือจักรพรรดิถังจงจงลูกชาย

(น.94) ภาพวาดชีวิตความเป็นอยู่สมัยถังในสวน เขาให้สังเกตคนว่าต้นราชวงศ์ถังคนจะผอม ส่วนถังตอนกลางที่รุ่งเรืองที่สุดนั้นคนจะอ้วน ในเมื่ออ้วน ๆ

(น.95) กันทั้งนั้น ความงามในอุดมคติก็เลยต้องเป็นความงามอย่างอ้วน ๆ เรียกว่าสวยท้วมคงจะดีกว่า อีกอย่างหนึ่งเล่ากันว่านางหยางกุ้ยเฟย พระสนมคนโปรดของพระเจ้าถังเสวียนจงเป็นคนท้วม (หรือจะอ้วนเลยก็ไม่ทราบ) จึงทรงกำหนดว่าภาพเขียนทุก ๆ ภาพต้องอ้วน ข้อนี้เรียกว่าเป็นพระราชนิยม

(น.105) ระบำปิงอู่ เป็นระบำอ่อนช้อยตามแบบราชวงศ์ถัง แสดงความยินดีของชาวนาในการเก็บเกี่ยว

(น.106) ระบำต้าหนั่ว การเต้นแสดงความเข้มแข็ง ระบำแม่มดสมัยฮั่นและถัง เพื่อไล่ผีปีศาจโรคระบาด เพื่อความสวัสดีมีชัย ใส่หน้ากาก

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 110,120,122

(น.110) กำแพงเมืองที่เห็นเป็นของราชวงศ์หมิงแต่มีรากฐานราชวงศ์ถัง ผ่านวังซิ่งชิงกงของพระเจ้าถังเสวียนจงหรือหมิงหวงรัชกาลที่ 7 ของราชวงศ์ถัง ขณะนี้ใช้เป็นสวนสาธารณะ หมิงหวงโปรดกีฬาตีคลี โปรดการดนตรี มีความสามารถหลายอย่าง ยุคนั้นราชวงศ์ถังรุ่งเรืองมาก ภายหลังทรงหลงใหลพระสนมหยางกุ้ยเฟย (ที่กล่าวถังหลายครั้งแล้ว) พระสนมจึงเป็นคนมีอิทธิพลมากในวงราชการ ใครอยากได้อะไรก็ต้องไปหาเธอ พวกกวีบางคนเป็นพวกมีอุดมคติไม่พอใจ ฉะนั้นจึงไม่ยอมอยู่ในวัง ออกไปเร่ร่อนแต่งบทกวี ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะไปสู่ความเสื่อมนี้ กวีหลายคนเห็นความขัดแย้งในสังคมว่าในวังมีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ในถนนมีคนตาย สังคมซบเซา ก็แต่งบทกวีบรรยายไว้ แต่บทกวีเหล่านี้ก็ไม่ได้เตือนใจจักรพรรดิตอนนั้นเลย ให้ดูบทกวีที่ตู้ฝู่เขียนตอนไปสุสานของพระราชบิดาพระเจ้าหมิงหวง

บทกวีบทยาวของไป๋จู่อี้ เรื่องเพลงแห่งความแค้นอันยาวนาน ฉางเหิ้นเกอเป็นบทที่บรรยายความเจริญรุ่งเรือง ความงามของพระสนมหยาง และพระราชวัง ภายหลังเมื่อเกิดการกบฏขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหลือเป็นเพียงฝุ่นธุลี กวีเขียนได้ลึกซึ้งกินใจ แสดงถึงธรรมะของโลกที่ทุกอย่างมีการเกิด เสื่อมสลาย และแตกดับไปเป็นธรรมดา

(น.120) วัดที่นี่สร้างขึ้นในค.ศ. 684 เพื่อเป็นที่ทำพิธี 100 วัน พระบรมศพพระจักรพรรดิถังเกาจง ชื่อว่าวัดเซี่ยนฟู่ หมายถึงวัดสำหรับทำพิธีบูชาเพื่อให้ความสุข ตอนนั้นพระจักรพรรดิถังจงจงยังครองราชย์อยู่ครองได้ไม่นานจักรพรรดิอู่เจ๋อเทียนพระมารดาก็ขึ้นครองแทน และให้วัดนี้เป็นวัดหลวง

สำหรับเจดีย์ห่านฟ้าเล็กเป็นของหลวงจีนอี้จิงซึ่งไปจาริกแสวงบุญและไปสืบหาพระคัมภีร์ที่อินเดีย ในตอนนั้นพระถังซำจั๋งกลับมาแล้ว หลวงจีน

(น.121) อี้จิงไปลงเรือที่กวางตุ้ง ใน ค.ศ. 671 เดินทางผ่านมะละกาไปอินเดีย เรียนอยู่ทีอินเดียเป็นเวลาถึง 25 ปี แสดงให้เห็นว่าสมัยราชวงศ์ถังน่าจะมีเส้นทางแพรไหมทั้งทางบกและทางทะเล บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่เดินทางตามเส้นทางแพรไหมทางบกได้แก่ พระถังซำจั๋ง ส่วนผู้ที่เดินทางเรือที่สำคัญคือ หลวงจีนอี้จิง เมื่อท่านกลับมาถึงประเทศจีนใน ค.ศ. 695 ท่านได้เดินทางไปที่ลั่วหยาง ขณะนั้นพระจักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียนประทับอยู่ลั่วหยาง ไปรับพระอี้จิงด้วยพระองค์เอง พระอี้จิงได้ตามเสด็จกลับมาเมืองฉางอานเพื่อแปลคัมภีร์ในวัดนี้ เมื่อ ค.ศ. 705 จักรพรรดิอู่เจ๋อเทียนสวรรคต จักรพรรดิจงจงได้ขึ้นครองราชย์อีกครั้ง หลวงจีนอี้จิงแปลคัมภีร์ไปได้ 56 ม้วน 230 เล่ม ถึง ค.ศ. 707 จึงได้สร้างเจดีย์ ใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี การก่อสร้างเจดีย์ห่านฟ้าเล็กใช้วัสดุคล้ายคลึงกับเจดีย์ห่านฟ้าใหญ่ของพระถังซำจั๋ง แต่รูปแบบต่างกัน และการก่อสร้างเจดีย์ห่านฟ้าเล็กทำอย่างประณีตกว่า

เจดีย์ห่านฟ้าเล็กชำรุด เพราะมีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง

1. สมัยราชวงศ์หมิง ค.ศ. 1487 แผ่นดินไหว ระดับ 6 (ทราบได้อย่างไร) แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เกิดรอยร้าวตรงกลาง

2. ค.ศ. 1521 แผ่นดินไหวอีกครั้ง รอยร้าวที่มีอยู่เลยปิดสนิทไปเองโดยธรรมชาติ ทำให้มีการเล่าลือกันในหมู่ประชาชนว่าเทวดามาช่วยปิด

3. ค.ศ. 1556 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ระดับ 8 ยอดเจดีย์พังลงมา เจดีย์นี้จึงไม่มียอด ไม่ได้บูรณะมา 400 ปีแล้ว น้ำฝนไหลมาตามช่อง ช่องจึงโตขึ้นจนเกือบเหมือนช่องหน้าต่าง

สมัยนี้ได้มีการสำรวจดู ปรากฏว่าเจดีย์นี้ไม่มีการเอียงข้าง ยังตรงดี ๆ อยู่ ตามที่นักโบราณคดีสำรวจอิฐ บอกว่า 99% เป็นของสมัยราชวงศ์

(น.122) ถัง ในรอยต่อใช้สอด้วยดินเหลืองอย่างละเอียด ไม่ได้ผสมอย่างอื่น แสดงว่าคนโบราณวางโครงการอย่างละเอียด ทำให้เจดีย์นี้อยู่ได้พันกว่าปี

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 136-137,152-156

(น.136) ราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581 – 618) ซึ่งยึดอำนาจจากราชวงศ์โจวภาคเหนือ และราชวงศ์ฉินในภาคใต้ได้ ราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 – 907) แสดงหีบใส่พระธาตุซึ่งมี 3 ชั้น พระพุทธรูปสมัยสุยและสมัยถังหน้าตาเหมือนคนจีน (แบบอ้วน ๆ ) ส่วนพระพุทธรูปสมัยราชวงศ์ฮั่นยังหน้าตามีเค้าอินเดีย

(น.137) เครื่องเคลือบสมัยราชวงศ์ถังเป็นเคลือบ 3 สี รูปทวารบาลเป็นสัตว์ประหลาดสำหรับป้องกันภูตผีปิศาจ

(น.152) สมัยราชวงศ์ฮั่นเป็นช่วงที่บุกเบิกการติดต่อค้าขายกับตะวันตก ก็มีเส้นทางที่จะเรียกว่าเส้นทางแพรไหม เส้นทางสมัยฮั่นต่างจากยุคหลัง คือ มี 3 เส้น ดังนี้

  1. เส้นที่จะเรียกว่าเป็นเส้นทุ่งหญ้า เดินทางจากฉางอาน (ซีอาน) ข้ามแม่น้ำหวงเหอ ผ่านมองโกเลียใน มองโกเลียนอก เข้าไซบีเรีย รัสเซีย ไปยุโรป
  2. เส้นทางทะเลทราย มี 2 เส้น เส้นเหนือ และ เส้นใต้

(น.153)

เส้นเหนือจากซีอานไปตุนหวง โหลวหลาน คอร์ลา คูเชอ อักซู ข่าชือ เฟอร์กานา ซามาร์คาน แล้วต่อไปอัฟกานิสถาน และอิหร่าน
เส้นใต้จากตุนหวง เฉี่ยม่อ เหอเถียน ยาร์คาน บรรจบกับทางแรกที่ข่าชือ หรือจะไปต่อทาชเคอร์คานก็ได้ แล้วไปต่อแบกเทรียในอัฟกานิสถานปัจจุบัน ออกอิหร่านไปริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ยังมีเส้นทางอื่นอีกหลายเส้น แต่พูดเฉพาะเส้นทางหลัก ๆ ที่รู้จักกันดี พอถึงสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง เส้นทางหลักจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อาจจะเป็นเพราะมีการติดต่อกันมากขึ้น สมัยราชวงศ์ถังอาจจะเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของอารยธรรมจีนสมัยโบราณ คนจึงรู้จักกันมาก เมื่อพูดถึงเส้นทางแพรไหมก็มักจะคิดถึงเส้นทางสมัยราชวงศ์ถัง

ในสมัยราชวงศ์ใต้และเหนือซึ่งเป็นยุคที่แตกแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่าหลายแคว้นหลายราชวงศ์ ก่อนที่จะเป็นปึกแผ่นในราชวงศ์สุย หลวงจีนฟาเซียนได้เดินทางไปตะวันตกเพื่อสืบหาพระพุทธศาสนาในอินเดีย ออกจากจีนใน ค.ศ. 399 ตามทางสายใต้ ข้ามภูเขาฮินดูกูชไปอินเดีย และเดินทางกลับจีนทางทะเลใน ค.ศ. 414

สมัยราชวงศ์ถังคนที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่พระถังซำจั๋ง ซึ่งเดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 629 ท่านผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการที่จะศึกษาพระพุทธศาสนา ถ้าจะศึกษาให้ถ่องแท้ก็ต้องอ่านคัมภีร์เดิม ประเทศอินเดียเป็นแหล่งกำเนิดพุทธศาสนา ฉะนั้นต้องไปให้ถึงที่อินเดียจึงจะแก้ข้อสงสัยในเรื่องคัมภีร์พุทธศาสนาได้

ในช่วงนั้นทางการกำหนดว่าใครจะออกนอกประเทศจะต้องขออนุญาตคณะของพระถังซำจั๋ง (มีหลายองค์) ขอพระราชทานพระบรมราชา

(น.154) นุญาตจากพระเจ้าถังไท่จง (มีพระนามเดิมว่าหลี่ซื่อหมิ่น) แต่พระเจ้าถังไท่จงไม่ทรงอนุญาต เพราะว่าในช่วงนั้นเพิ่งจะตั้งราชวงศ์ยังไม่มีความมั่นคง พระสงฆ์องค์อื่นก็เลิกล้มความตั้งใจ เหลือแต่พระถังซำจั๋งเท่านั้นที่ยังมีความคิดอยู่ ใช้เวลาที่คอยเรียนภาษาอินเดีย ขณะนั้นที่ฉางอานเกิดทุพภิกขภัย จักรพรรดิมีพระราชบัญชาให้ประชาชนไปที่อื่นที่อุดมสมบูรณ์ พระถังซำจั๋งเลยถือโอกาสเดินทางไปตะวันตก

ท่านเดินทางผ่านหลานโจวไปถึง เหลียงโจว (ปัจจุบันเรียกอู่เว่ย) พวกขุนนางที่อยู่ที่นั่นจะบังคับให้กลับไป ท่านก็ไม่ยอม จึงหนีออกไป ขุนนางให้นักรบไล่ตาม พอดีพระสงฆ์ท้องถิ่นที่เลื่อมใสท่านจึงส่งลูกศิษย์ตามไปส่งอย่างลับ ๆ คณะสงฆ์นอนกลางวันเดินทางกลางคืน เพราะไม่กล้าปรากฏตัว จนถึงกานโจว (จางเย่) ข้าราชการที่นั่นเป็นพุทธศาสนิกชนจึงอำนวยความสะดวกถวาย ในการเดินทางผ่านหอไฟรักษาการณ์ต่าง ๆ (นอกเขตตุนหวง) ต้องเสี่ยงกับการที่ขุนนางประจำหอจะไม่เห็นด้วยกับการเดินทาง แต่โชคดีที่ทุกคนเลื่อมใสท่าน จากนั้นรอนแรมไปในทะเลทรายที่มีแต่หัวกะโหลกคนตายกับขี้ม้าเป็นเครื่องบอกทางสู่ทิศตะวันตก เดินทางไปร้อยลี้ไม่พบน้ำเป็นเวลา 4 คืน 5 วัน เดินทางไปร้อยลี้ (แถว ๆ ฮามี) กลางวันลมร้อน พัดทรายเข้าตา กลางคืนมีแต่แสงเรืองแห่งฟอสฟอรัส ในที่สุดก็ล้มลงทั้งคนทั้งม้า จนมีลมพัดจึงฟื้น ทันใดนั้นม้าพาเดินไปที่บ่อน้ำ ท่านได้ดื่มน้ำบรรเทาความกระหายและเติมใส่ถุงหนัง เดินทางอีก 2 วันจึงผ่านทะเลทรายไปเมืองอีอู่หรือฮามี กษัตริย์เมืองนี้ปฏิบัติต่อพระถังซำจั๋งเป็นอย่างดี ท่านจึงพักอยู่ 10 วัน และเดินทางต่อไปถึงเมืองเกาชาง (เป็นเมืองโบราณ ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองทู่หลู่ฟัน) กษัตริย์เมืองเกาชางเคารพท่านอย่างจริงใจ จึงไม่อยากให้ท่านจากไป ท่านรู้สึกเกรงใจแต่ก็จำเป็นจะต้องไปให้บรรลุจุดหมายจึงใช้วิธีอดข้าว กษัตริย์เกาชางเห็นความเด็ดเดี่ยวจึงยอมให้ท่านไป โดย

(น.155) ขอให้อยู่สอนคัมภีร์อีกสักเดือน เมื่อถึงที่หมายกลับมาแล้วขอให้พักที่เกาชางสักสามปี พระถังซำจั๋งก็รับคำ

จากเกาชางเดินทางไปทางตะวันตกตามเส้นทางแพรไหมเส้นเหนือถึงเมืองคูเชอ จนถึงเขตที่ราบสูงปามีร์ เข้าทัชเคนท์ ข้ามไปอินเดีย ขากลับ (ค.ศ. 645) ไม่ได้แวะเกาชางเพราะได้ตกเป็นของทางราชการจีนแล้ว จึงไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญา (กลับทางเส้นทางสายใต้ กาชการ์ ยาร์คาน เหอเถียน)

เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในการสนทนากับนักวิชาการ และไม่ค่อยเข้ากับเรื่องตอนนี้สักเท่าไรนัก แต่ข้าพเจ้าอยากใส่ลงไปเพราะข้าพเจ้าชอบพระถังซำจั๋งมาก จริง ๆ แล้วเรื่องที่ข้าพเจ้าทราบมามีรายละเอียดยาวกว่านี้อีก แต่ว่าเกรงจะนอกเรื่องนานเกินไป ถ้าใครสนใจเรื่องพระถังซำจั๋งก็ขอเชิญอ่านไซอิ๋ว ซึ่งจะพูดถึงเมืองต่าง ๆ ที่พระถังซำจั๋งเดินทางไปอย่างละเอียด (อาจารย์สารสินแนะนำ) ข้าพเจ้าอ่านตั้งแต่อายุ 7 – 8 ขวบ ลืมไปหมดแล้ว

เส้นทางแพรไหมสมัยถังนี้เปลี่ยนแปลงไป เส้นทางสายทุ่งหญ้าหายไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะพวกฉยุงหนูย้ายถิ่นไป เส้นทางเดินทางนั้นจะต้องมีการค้าขายตลอดทาง ฉยุงหนูเป็นผู้ร้าย แต่จะรบกันตลอดก็เป็นไปไม่ได้ คงต้องค้าขายกันไปบ้าง นี่ก็เป็นทฤษฎีหนึ่ง หรือว่าเส้นทางอื่นสะดวกกว่า

เส้นทางแพรไหมสายสำคัญในสมัยราชวงศ์ถังมี 3 ทาง ยึดตามภูเขาสำคัญคือ

1. เทียนซานเป่ยลู่ คือเส้นทางเหนือของเทือกเขาเทียนซาน ผ่านเมืองสำคัญคือเมื่อไปถึงอานซีแล้วจะแยกขึ้นทางฮามี อู่หลู่มู่ฉีหรืออุรุมชีเข้ารัสเซียทางทัชเคนท์ ซามาร์คาน

(น.156)

2. เทียนซานหนานลู่ คือเส้นทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน ถึงอานซีแล้วจะไปต่อที่ทู่หลู่ฟัน คอร์ลา (คู่เอ๋อเล่อ) คูเชอ ไป้เฉิง อาเคอซู (อักซู) ปาฉู่ ข่าชือ ต่อไปเฟอร์กานา ซามาร์คาน บรรจบกับทางแรก
3. คุนลุ้นเป่ยลู่ หรือจะเรียกว่ากู่หนานเต้า คือเส้นทางเหนือภูเขาคุนลุ้น คือจากอานซีไปตุนหวง โหลวหลาน ทะเลสาบลบนอร์ หมี่หลาน รั่วเจียง เฉี่ยม่อ (ชาร์ชาน) เหอเถียน ยาร์คาน แล้วบรรจบกับสายที่สองที่เมืองข่าชือหรือกาชการ์

ยังมีเส้นทางอื่นอีกแล้วแต่จะลัดไป เมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่มีร่องรอยทางโบราณคดีเหลืออยู่ แต่ละเมืองมีชื่อกันคนละหลาย ๆ ชื่อ ได้แก่ชื่อ สมัยใหม่ที่จีนเรียก ชื่อที่ฝรั่งเรียกตามภาษาคนกลุ่มน้อย เช่น ภาษาเตอร์กหรือมองโกล ข้าพเจ้าจะพยายามรวบรวมชื่อพวกนี้ใส่ไว้ในภาคผนวก ตอนนี้ขอผ่านไปก่อน

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 212

(น.212) นิทานเรื่องซิยิ่นกุ้ยปราบตะวันตก ในรัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์ถัง อาหารที่ติดมาเป็นเสบียงไม่เพียงพอ ต้องขุดรากหญ้ามากิน หญ้าชนิดนี้เรียกว่าซั่วหยวน ภายหลังจึงตั้งเป็นอำเภอซั่วหยวน แถบนี้แต่โบราณเป็นสนามรบ จีงมีสุสานอยู่มากมาย เส้นทางที่จะไปถ้ำโมเกาเป็นสถานที่ที่ทุกคนจะต้องช่วงชิง ในสมัยฮั่นและสมัยถังถ้าควบคุมบริเวณนี้ได้เมืองซีอานก็ปลอดภัย ถ้าชนชาติกลุ่มน้อยควบคุมได้ตอนไหนก็ต้องเดือดร้อนกัน

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 225-226,232,249

(น.225) พระอมิตาภะ ในคัมภีร์สุขาวตีวยูหะก็ได้ (ข้าพเจ้าคิดเอง) ภาพพระพุทธเจ้าประจำ 4 ทิศ

ถ้ำที่ 130 มีพระพุทธรูปถังปางมารวิชัย สร้างขึ้นในปีที่ 7 ของรัชกาลที่ 7 (ถังเสวียนจง) พระพุทธรูปนี้ไม่ได้ซ่อมแซม นอกจากที่พระหัตถ์นิดหน่อย ข้างๆ เขียนรูปพระโพธิสัตว์ ราชวงศ์ถัง (หน้าดำ) สูงประมาณ 10 เมตร ถือว่าเป็นภาพฝาผนังที่สูงที่สุด รัศมีของพระพุทธรูปเป็นลายสมัยซีเซี่ย อาจารย์ต้วนเล่าว่าในตอนแรกพระพุทธรูปองค์นี้ปิดทองทั้งองค์ แต่ถึงราชวงศ์ชิงมีขโมยมาขโมยทองไป สังเกตว่าพระพุทธรูปในสมัยราชวงศ์ถังจะแสดงความอุดมสมบูรณ์ แข็งแรง และสง่างาม

ถ้ำที่ 220 ดูนายช่างกำลังลอกภาพ ถ้ำนี้สร้างในปีที่ 16 แห่งรัชกาลพระเจ้าถังไท่จง

ถ้ำที่ 217 เป็นถ้ำราชวงศ์ถังในสมัยที่เจริญที่สุด การเขียนลายละเอียดมาก มีสีมากขึ้น แสดงสวรรค์ในพุทธศาสนา ตามคัมภีร์ฝ่าหัวจิง

(น.226) (สัทธรรมปุณฑริก?) มีใจความว่าพระพุทธเจ้าทรงเกื้อกูลประชาชนทั่วทั้งปฐพี เบิกลู่ทางให้สัตว์โลกทั้งปวงให้ล่วงพ้นภัยในวัฏสังสาร

ภาพที่เขียนประกอบเป็นภาพผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนาขอคัมภีร์ภาพพุทธประวัติตอนเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ข้อที่ควรสังเกตคือการเขียนรูปพระได้อย่างมีชีวิตชีวา แฝงลักษณะของคนจีนไว้

ออกมาข้างนอกเพื่อเดินลงมาชั้นล่าง อาจารย์ต้วนอธิบายว่าถ้ำนี้สมัยราชวงศ์ถังทำเป็น 3 ชั้น สมัยอู่ใต้ (ห้าราชวงศ์) เป็น 5 ชั้น ราชวงศ์ชิง เพิ่มเป็น 9 ชั้น

ถ้ำที่ 96 เป็นถ้ำพระพุทธรูปที่ว่าสูงเป็นที่ 4 อนุญาตให้ประชาชนเข้าบูชาได้ แต่เดิมไม่อนุญาต คนก็โยนเงินบริจาคเอาไว้ แล้วก็มีคนมาเก็บ ดูไม่เข้าที ก็เลยตั้งตู้เผื่อจะได้เงินไปบูรณะ

ถ้ำที่ 254 สมัยก่อนราชวงศ์ถัง มีพระพุทธรูปสมัยราชวงศ์เป่ยเว่ย สร้างประมาณในช่วง ค.ศ. 439-534 ประทับขัดสมาธิหลวมๆ หรือห้อยพระบาท

(น.232) ถ้ำที่ 017 ถ้ำนี้เป็นที่เก็บคัมภีร์และเอกสารต่างๆ เป็นที่เร้นลับไม่มีใครทราบ พระลัทธิเต๋ารูปหนึ่งชื่อหวางเต้าซือ มาบำเพ็ญพรตอยู่ที่นี้ วันหนึ่ง (ปรามาณ ค.ศ. 1900) ทรายก็ร่วงลงมา หวางเต้าซือจึงเรียกพวกลูกน้องให้มาช่วยกันขุดทรายออกไป ก็ได้พบประตูเปิดเข้าไปเป็นห้องเต็มไปด้วยคัมภีร์และเอกสาร ผ้าไหมและภาพวาดอยู่เต็มถ้ำ เอาผ้ามัดไว้ เป็นของสมัยราชวงศ์ถัง พวกภาพวาดมี 800 กว่าชิ้น มีคัมภีร์และเอกสารประมาณ 4-5 หมื่นเล่ม ได้ความว่าฝรั่งเช่นเซอร์ออเรล สไตน์มาซื้อไปถูกๆ ก็ตั้งแยะ ที่ยังคงเหลือที่จีนเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติปักกิ่งประมาณ 10,000 กว่าเล่ม เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วรรณคดี ศิลปะ คณิตศาสตร์ การแพทย์ เศรษฐกิจ ฯลฯ

ข้างในห้องมีรูปปั้นพระหงเปี้ยน อยู่ในสมัยปลายราชวงศ์ถัง รับหน้าที่เป็นพระที่ควบคุมฉนวนเหอซี เมื่อมรณภาพแล้วลูกศิษย์จึงสร้างรูปปั้นนี้ขึ้น จารึกประวัติที่ฝาผนังมีรูปต้นโพธิ์ 2 ต้น มีกระเป๋าคัมภีร์แขวนไว้ (กระเป๋าคัมภีร์ดูยังกับกระเป๋าถือสมัยใหม่) มีลูกศิษย์ถือผ้ามือหนึ่ง อีกมือถือไม้เท้า แม่ชีถือพัดบังแดดบังลม ภาพสมัยถังตอนปลายใช้วิธีเขียนเส้นง่ายๆ มีชีวิตชีวา

(น.249) ในคริสต์ศตวรรษที่ 8 พวกทิเบตยึดอำนาจในตุนหวงพักหนึ่ง กองทัพจีนยึดคืนในสมัยราชวงศ์ถังในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 10 พวกอุยกูร์ (บรรพบุรุษของเววูเอ๋อร์) ครองอำนาจในแคว้นซาโจว (ตุนหวง) มีการแต่งงานระหว่างตระกูลขุนนางจีนที่ตุนหวงกับตระกูลกษัตริย์เหอเถียน คริสต์ศตวรรษที่ 11 ตกอยู่ใต้อิทธิพลอาณาจักรซีเซี่ย พอคริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นของอาณาจักรมองโกล

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 261

(น.261) เมืองโบราณเกาชาง อยู่ห่างทู่หลู่ฟันไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 47 ก.ม. สร้างขึ้นประมาณศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล เป็นศูนย์รวมชาวฮั่น (จีน) ในซินเกียงเคยเป็นค่ายทหาร ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 7 รับพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อพระถังซำจั๋งเดินทางไปอินเดียเพื่อหาคัมภีร์ได้เดินทางผ่านตุนหวง ฮามี (สมัยนั้นเรียกอีอู่) และได้มาถึงเมืองนี้ หยุดสอนคัมภีร์แก่กษัตริย์พักหนึ่งแล้วจึงเดินทางต่อไป โดยมีสัญญาว่าถ้าไปได้คัมภีร์เมืองอินเดียกลับมาแล้วจะต้องมาสอนที่เกาชาง 3 ปี แต่ปรากฏว่าขากลับได้ข่าวว่าพระเจ้าถังไถ่จงมาตีเมืองเกาชางกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ถังแล้ว ก็ถือว่าไม่ต้องกระทำตามสัญญา และตอนขากลับก็กลับทางเส้นทางสายใต้ ผ่านเมืองเหอเถียน

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 315

(น.315) ตามนิทานปรัมปราเล่ามาว่าชายคนหนึ่งแต่งงานกับหมาป่าศัตรูได้ฆ่าชายผู้นั้นเสียชีวิตไป เหลือแต่หมาป่าซึ่งออกลูกมาเป็นคน 10 คน เป็นต้นกำเนิดของพวกเตอร์ก ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6 มาอยู่บริเวณเทือกเขาอัลไต คริสต์ศตวรรษที่ 8 เกิดเป็นอาณาจักรเววูเอ๋อร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับจีนราชวงศ์ถังในช่วงที่มีกบฏอันลูชาน (ค.ศ. 755 – 763) แต่ถูกเผ่าเคอร์กิซตีออกไปตั้งอาณาจักรอยู่ที่ตุนหวงและจางเย่กับแถว ๆ เทียนซานควบคุมเส้นทางการค้า แต่เดิมนับถือเจ้าถือผี ต่อมารับนับถือมานีเคียนพุทธ และถืออิสลาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 และได้ให้อิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมแก่พวกมองโกลอย่างมาก แม้แต่ในด้านตัวอักษร

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 367,369

(น.367) 12. ราชวงศ์ถัง ค.ศ. 618 – 907

(น.369) รายพระนามพระจักรพรรดิที่กล่าวถึงใน “มุ่งไกลในรอยทราย” และปีที่ครองราชย์

ราชวงศ์ฉิน ฉินซื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) เจ้าผู้ครองแคว้นฉิน ก่อน ค.ศ. 246 - 221 จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์ฉินก่อน ค.ศ. 221 – 210

ราชวงศ์ฮั่น ฮั่นอู่ตี้ ก่อน ค.ศ. 140 – 87

ราชวงศ์ถัง

ถังไท่จง ค.ศ. 626 – 649
ถังเกาจง ค.ศ. 649 – ปลาย ค.ศ. 683
ถังจงจง ค.ศ. 684 ครองราชย์ได้เพียงเดือนเศษก็ถูกพระนางอู่เจ๋อเทียน(บูเช็กเทียน) ซึ่งเป็นพระราชมารดาปลดออกจากตำแหน่ง
ถังรุ่ยจง ค.ศ. 684 – 690 เป็นจักรพรรดิแต่ในพระนามอำนาจการปกครองอยู่ที่พระนางอู่เจ๋อเทียน
จักรพรรดินีอู่เจ๋อเทียน ค.ศ. 690 – 705 (ตั้งนามราชวงศ์ว่าโจว)
ถังจงจง ค.ศ. 705 – 707
พระมเหสีของจักรพรรดิถังจงจง และพระญาติของพระนาง (ตระกูลเว่ย) ยึดอำนาจการปกครองอยู่ 3 ปี ค.ศ. 707 – 710
ถังรุ่ยจง ค.ศ. 710 – 712
ถังเสวียนจง (หมิงหวง) ค.ศ. 712 – 756

ย่ำแดนมังกร

ย่ำแดนมังกร หน้า 145,150-152,162-163,180

(น.145) เฉิงตู เป็นเมืองเก่า มีกวีจำนวนมากเขียนบทกลอนพรรณนาเอาไว้ ยกตัวอย่าง มีกวีสมัยฮั่นชื่อ หยางฉยุง (เขียนถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้) หลี่ไป๋ ไป๋จูอี้ ตู้ฝู่ กวีสมัยราชวงศ์ ถัง และ ซูตงโพ กวีสมัยซ้อง ที่ เฉิงตู (นครหลวงของมณฑลเสฉวน) ยังมีที่พักของ ตู้ฝู่ และ หลี่ไป๋ จีนมีหนังสือรวมบทกวีของกวีหลายสมัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ถัง

(น.150) เมืองซีอานและสถานที่ต่างๆ ซึ่งข้าพเจ้าพยายามจดเอาไว้ อาจจะวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่บ้างก็ขออภัยเป็นครั้งที่ 2

เขาว่าเมืองซีอาน เคยเป็นเมืองหลวงของจีนมาหลายยุคหลายสมัย กว่าสองพันปีมาแล้ว จนถึงราชวงศ์ ถัง เคยมีจักรพรรดิอยู่ถึง 11 ราชวงศ์ มีซากเมืองโบราณสมัย โจว ฉิน ฮั่น ถัง และ เหม็ง เมืองปัจจุบันเป็นเมืองสมัย เหม็ง แต่ก่อนนี้เมือง ซีอาน เรียกกันว่า ฉางอัน หรือ เฉี่ยงอาน ในภาษาแต้จิ๋ว ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อ ซีจิง ภายหลังที่ย้ายนครหลวงไป ปักกื่ง แล้วมีบางคนเรียกเมืองปักกิ่งว่าฉางอานด้วย ปัจจุบันนี้ซีอานเป็นเมืองสำคัญของจีนในตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการคมนาคมของมณฑล ส่านซี อุตสาหกรรมหลักของเมืองซี-อานคือการทอผ้า และอุตสาหกรรมเบาโดยทั่วไป เครื่องจักรมีอยู่บ้าง

(น.151) สุสานราชวงศ์ ถัง หรือสุสาน เฉียนหลง เป็นฮวงซุ้ยของจักรพรรดินี อู่เจ๋อเทียน หรือที่คนไทยเรียกว่า บู่เช็กเทียน และฮวงซุ้ยบุคคลอื่นๆ ทางจีนจะเปิดค้นคว้าสุสาน อู่เจ๋อเทียน เร็วๆ นี้ บริเวณฮวงซุ้ยมีศิลาจารึก รูปปั้นหิน มีฮวงซุ้ยใต้ดิน แห่งหนึ่งเปิดแล้ว ทางการจีนได้นำวัตถุที่พบแสดงในพิพิธภัณฑ์

(น.152) ประตูสันติภาพ พอดีเห็นเจดีย์ห่านอยู่แถวๆ นั้น คุณซุนหมิงเลยอดจะเล่าไม่ได้ทั้งๆ ที่พรุ่งนี้ก็จะได้ไปอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเลยได้ฟังเรื่องล่วงหน้าว่า เจดีย์นั้นสร้างในราชวงศ์ ถัง ศตวรรษที่ 7 ผู้สร้างเจดีย์ 7 ชั้น สูง 46 เมตรนี้คือพระถังซำจั๋ง (เสวียนจ้าง) ผู้ที่เดินทางไปอินเดีย เพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกมาสู่ประเทศจีน เจดีย์เก่าสร้างในศตวรรษที่ 7 ผุพังไปแล้ว ที่เห็นในปัจจุบันสร้างในศตวรรษที่ 13 บูรณะเสร็จในศตวรรษที่ 16 พระถังซำจั๋งนี้ใครๆ ก็รู้จักเพราะเราชอบอ่านเรื่อง ไซอิ๋ว ที่เขาพิมพ์ออกมาเป็นเล่มเล็กๆ มีรูปเขียนภาษาไทยและจีน ดูเหมือนจะออกอาทิตย์ละเล่ม คนจีนในปัจจุบันนี้ยกย่องท่านในฐานะที่เป็นบุคคลที่มีบทบาทในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ตำนานอีกอย่างว่า พระถังซำจั๋งเห็นว่าที่อินเดียบริเวณที่เป็นอัฟกานิสถานปัจจุบันมีเจดีย์เช่นนี้ เมื่อเอาพระไตรปิฎกจากอินเดีย ก็ต้องสร้างเจดีย์ให้เหมือนกัน

(น.162) ตำนานเกี่ยวกับหวาชิงฉืออีกเรื่องหนึ่งว่า ในสมัยราชวงศ์ ถัง พระจักรพรรดิแห่งสมัยราชวงศ์ ถัง มีพระสนทคนหนึ่งชื่อ หยางกุ้ยเฟย ซึ่งเป็นพระสนมที่พระจักรพรรดิทรงรักมา ถึงกับสร้างที่ประทับบริเวณบ่อน้ำร้อนนี้เพื่อมาประทับแรมกับพระสนมในฤดูหนาว ครั้งเหล่าเสนาบดีพยายามจะเอาพระทัยพระจักรพรรดิ จึงเอาหยก

(น.163) ขนาดใหญ่แกะสลักเป็นรูปมังกร เอาไปใส่ไว้ในบ่อน้ำที่พระจักรพรรดิจะมาสรงน้ำกับพระสนม เมื่อจักรพรรดิมาถึงเห็นมังกรอยู่ในน้ำกระเพื่อมๆ ก็ตกพระทัยสะดุ้งกลัว เพราะคิดว่าเป็นมังกรเป็นๆ เลยสรงน้ำไม่ได้ จนเสนาบดีต้องมาเอามังกรหยกออก

(น.180) หวาชิงฉือ เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติ อยู่เชิงเขา หลีซาน นี้ อยู่ทางด้านตะวันออกของซีอานประมาณ 36 กิโลเมตร เริ่มใช้บ่อน้ำนี้ตั้วแต่สมัยราชวงศ์ ซีโจว (โจว ตะวันตก) ราชวงศ์ต่างๆ มี โจว ฉิน ฮั่น ถัง ต่างได้มาตั้งเมืองหลวงที่นี่ ราชวงศ์ ถัง ได้มาสร้างพระราชวังฤดูร้อนที่ใหญ่ที่สุด

(น.205) เจดีย์ห่านฟ้านั้นสมัยราชวงศ์ถังใช้เป็นสถานที่สอนพระไตรปิฎกซึ่งพระถังซำจั๋งนำมาจากอินเดีย เจดีย์นี้อยู่ในเขตวัดซึ่งพระเจ้าถังเกาจง เป็นผู้สร้าง

ต้าสยุงเป่าเตี้ยน ซึ่งเป็นอาคาร มีพระพุทธรูป 2 องค์ และพระอรหันต์ 18 องค์ แล้วจึงไปที่เจดีย์ห่านฟ้า หรือ ต้าเอี้ยนถ่า ซึ่งสร้างเป็น 5 ชั้น สมัยจักรพรรดินี อู่เจ๋อเทียน เพิ่มเป็น 10 ชั้น ต่อมาเกิดสงคราม เจดีย์ได้รับความเสียหายสร้างขึ้นใหม่เป็น 7 ชั้น

(น.206) จากชั้นบนของหอ เราจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองซีอาน แนวต้นไม้ซึ่งปลูกในสมัย ถัง ทางทิศตะวันออกมีสุสานของหลายราชวงศ์ และเห็นเจดีย์ห่านฟ้าเล็ก ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อหลวงจีน อี้จิง ไปสืบพระศาสนาที่อินเดีย

บนชั้นสูงของเจดีย์ห่านฟ้า บริเวณรอบๆ เขาจัดบริเวณไว้สวยงาม มีต้นไม้และพุ่มไม้ต่างๆ รอบนอกของเจดีย์มีจารึกที่พระเจ้าถังเกาจงเขียนชมเชยพระถังซำจั๋ง เบื้องบนเป็นรูปพระพุทธรูปประทับห้อยพระบาท ดูมีเค้าศิลปะอมราวดี บนทับหลังเหนือประตูก็มีภาพสลักบนหินเป็น

(น.212) รูปม้า 6 ตัวที่พระเจ้า ถังไท่จง เคยทรง (เหมือนที่ทำ postcard ที่ข้าพเจ้าซื้อฝากน้องเล็กเมื่อคืนนี้) มีประวัติว่าพระเจ้า ถังไท่จง เคยทรงม้าเหล่านี้ตั้งแต่ยังมิได้ครองราชย์ เมื่อครองราชย์แล้วโปรดฯ ให้สลักหินเป็นรูปม้าทั้ง 6 เขาบอกว่าม้าพวกนี้เป็นม้าของจีนจากมณฑณ ซิน เกียง และ มองโกเลีย ในม้าแต่ละตัวมีชื่อบอกไว้ เขาสลักเป็นทางทางต่างๆ ไม่เหมือนกัน มีตัวหนึ่งถูกลูกศรยิง

ตามตู้มีพระพุทธรูป ดูเหมือนจะเป็นสมัยฮั่น ซึ่งเป็นระยะต้นๆ ที่จีนรับพุทธศาสนาจากอินเดีย ลักษณะพระพุทธรูปองค์นี้จึงมีเค้าคนอินเดีย หรือพระพุทธรูปอินเดียมากทีเดียว มาถึงสมัย ถัง พระพุทธรูปจะมีเค้าพระพักตร์กระเดียดไปทางจีนมากขึ้น

(น.213) อาคารเก็บศิลาจารึกหรือ ป่าจารึก (เปยหลิน)

ป่าจารึกนี้เป็นที่รวบรวมศิลาจารึกทั้งหมดหลานสมัย ตั้งแต่สมัย ฮั่น ถัง ซ้อง เช่น บทเรียน 12 เล่ม (จารึก 12 แผ่น) ของสมัยโบราณเขาจะจารึกใส่หินและวางไว้ในห้องสมุด ให้นักเรียนไปคัดเอาเอง จีนรวบรวมหนังสือเรียนถึง 7 ครั้ง มาสมบูรณ์ที่สุดในสมัยราชวงศ์ ถัง มีตัวหนังสือถึง 6 แสน 5 หมื่นกว่าตัว ฐานของจารึกทำเป็นรูปเต่า ลายที่กระดองของเต่าแต่ละตัวทำไม่เหมือนกันเลย จีนถือว่าเต่าเป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืน เขาเอาคนที่ลายมือสวยในราชวงศ์ ถัง เขียน ฉะนั้นคนที่จะฝึกหัดคัดลายมือ เขาจะถือลายมือในจารึกที่อยู่ในเปยหลินนี้เป็นหลัก แม้แต่ลายมือของท่านประธาน เหมาเจ๋อตง เขาก็ว่าเลียนแบบจากจารึกสมัยราชวงศ์ ฮั่น (เป็นลายมือหวัดที่ดีที่สุด) มีบางคนว่าสมัยจิ้น

เย็นสบายชายน้ำ

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 22-23

(น.22) มีถ้ำที่มีชื่อว่าเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ ภาษาจีนเขียนว่า หยวนจย๋วยเต้าฉ่าง คำว่า จย๋วย คือ การรู้แจ้งนั้นจะเกิดได้จากเหตุ 3 ประการ คือ จากสำนึกของตนเอง ประพจน์บอกว่าหมายถึงโยนิโสมนสิการในพุทธศาสนา ภาษาจีนเรียกว่า จื้อจย๋วย สำนึกจากภายนอก หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า ทาจย๋วย ข้อนี้ประพจน์ว่าคือกัลยาณมิตร ที่ประเสริฐที่สุด (กุ้ยจย๋วย) มาจากการบำเพ็ญบารมี เรียกว่า ซิวสิง มาจากธรรมชาติคือ การตรัสรู้ธรรมะสูงสุด ทั้ง 3 ประการนี้รวมเรียกว่า หยวนจย๋วย

(น.23) ในถ้ำนั้น เป็นภาพพระโพธิสัตว์ อยู่ 2 ข้างพระพุทธเจ้า ข้างละ 6 องค์ รวมแล้วมี 12 องค์ แต่ละองค์มาถามธรรมะ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยข้อสงสัย คำไขข้อธรรมะของพระพุทธองค์ รวมแล้วเป็นพระสูตร สันนิษฐานว่าเป็นอวตังสกสูตร ภาพในถ้ำนี้อยู่ในสภาพที่ดีมาก ถึงสีจะลอกไปบ้างแต่สภาพทั่วไปเรียกว่าดี 90% ศิลปะของถ้ำนี้เป็นแบบราชวงศ์ซ่ง ยังมีอิทธิพลของราชวงศ์ถังคือ อ้วนๆ หน้าปากถ้ำมีสิงโต ซึ่งถือเป็นสัตว์สวรรค์ในจินตนาการคือว่าจะเฝ้าสถานที่ประกอบพิธีศาสนา

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 76

(น.76) ลิง ในบริเวณนี้มีหินสลักอยู่ใต้น้ำหลายสมัย เริ่มตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ประมาณ 10 ปีน้ำจะลดพอที่จะมองเห็นหินสลักเหล่านี้ ทางการจีนกำลังคิดหาวิธีการสร้างโครงกระจกคลุมหินสลักเอาไว้ หาวิธีให้คนดำน้ำหรือทำเรือดำน้ำให้คนลงไปดูหินสลักได้ ฝ่ายจีนยืนยันว่าถ้าทำโครงการแล้วน้ำจะใสกว่านี้ บริเวณที่มีหินสลักมีระยะทางราว 2 กิโลเมตร มองเห็นปากแม่น้ำอูเจียง

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 177,179

(น.177) หอนกกระเรียนเหลือง

ไปที่ห้องหนึ่ง ซึ่งทำหอจำลองนกกระเรียนเหลืองในสมัยต่างๆ เล่าประวัติว่าหอนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสามก๊กประมาณ ค.ศ. 223 ซุนกวนสร้างเป็นหอดูข้าศึก เขาเล่าเรื่องสามก๊กตอนเล่าปี่ตีกังตั๋ง เรื่องกวนอูฆ่าตัวตาย

สมัยราชวงศ์ถัง เป็นสถานที่ใหญ่โตหรูหรา มีหลายตึก

สมัยราชวงศ์ซ่ง ก็ใหญ่เหมือนราชวงศ์ถัง

สมัยราชวงศ์หยวน ใช้ในทางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริงคือ เอาไว้ดูข้าศึก

(น.179) ฝาห้องติดลายมือเขียนต่างๆ มีบทประพันธ์ของนักปราชญ์สมัยราชวงศ์ถัง ใช้ตัวอักษร 246 ตัว รำลึกถึงการสร้างหอนี้ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับประวัติของหอนี้ไว้ด้วย

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 203

(น.203) บทกวีสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่งเป็นคำสั้นๆ ที่สรุปสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจีนได้ดีที่สุด เกี่ยวกับซานเสียนั้น หลี่ไป๋แต่งบทกวีมีชื่อเสียง หลี่ไป๋ยังได้ไปที่หอนกกระเรียนเหลือง ท่านท่องบทกวี ที่หอนกกระเรียนเหลืองส่งเมิ่งฮ่าวหรานไปกว่างหลิง

เย็นสบายชายน้ำ หน้า 304-309

(น.304) พู่กัน (ปี่)

ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าชาวจีนเริ่มใช้พู่กันเมื่อใด ต้นกำเนิดของพู่กันนั้นเล่ากันไปต่าง ๆ ในสมัยราชวงศ์ถังมีพระเถระรูปหนึ่งเล่า

(น.305) นิทานต้นกำเนิดพู่กันไว้ว่า เทพเจ้าจุ้ยเซิ่งลอกหนังตนเองมาเป็นกระดาษ ใช้เลือดเป็นหมึก กระดูกมาทำพู่กัน อีกเรื่องกล่าวว่าเมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรน่าจะคิดทำพู่กันไว้เขียนด้วย หนังสือหวยหนานจื่อกล่าวถึงการนำขนกระต่ายมาทำพู่ของพู่กัน แต่มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งกล่าวว่าเดิมนั้นปลายพู่กันเป็นไม้ไผ่ พู่กันสมัยแรก ๆ คงทำจากไม้ไผ่ เหลาปลายให้แหลมใช้จุ่มหมึกเขียนลงบนแผ่นไม้ไผ่ เมื่อเขียนผิดก็จะตัดไม้ไผ่ส่วนนั้นออก ดังนั้นตำแหน่งอาลักษณ์จดกระแสรับสั่งจึงเรียกในภาษาจีนว่า เตาปี่ลี่ แปลว่า ผู้ที่ต้องใช้มีด (ตัดไม้ไผ่) และพู่กัน

ต่อมาสมัยราชวงศ์จิ้น เหมิงเถียนคิดทำพู่กันชนิดที่มีปลายเป็นขนกวางและขนแพะ พู่กันชนิดใหม่เป็นที่นิยมกันมาจนทุกวันนี้ พู่ของพู่กันนั้นนิยมใช้ขนแพะ ขนกระต่าย หรือขนกวาง มีผู้ใช้ขนสัตว์ชนิดอื่นบ้าง เช่น ขนชะมด ขนสุนัขจิ้งจอก ขนเสือ ขนเป็ด ขนห่าน ขนไก่ หนวดหนู ผมของเด็กอ่อน เป็นต้น

ด้ามพู่กันนั้นนิยมใช้ไม้ไผ่ ถ้าจะให้มีราคาขึ้นก็ใช้งาช้าง นอแรด หยก หินคริสตัล หรือถ้าจะให้แปลก บางทีก็ใช้เปลือกผลน้ำเต้า ก้านสน

พู่กันที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ถังและซ่งคือ พู่กันฝีมือจูเก๋อ เรียกกันว่า พู่กันจูเก๋อ ราชวงศ์หยวนมีพู่กันฝีมือจางจิ้นจงและเฝิงยิ่งเคอ ราชวงศ์หมิงมีพู่กันของลู่จี้เวิง จางเหวินกุ้ย และราชวงศ์ชิงมีพู่กันฝีมือซุนจือฟาและเฮ่อเหลียงชิง

แหล่งผลิตพู่กันที่มีชื่อสมัยราชวงศ์ถังและซ่งคือ เมืองซวนเฉิง มณฑลอันฮุย สมัยราชวงศ์หยวนนิยมพู่กันที่ทำจากตำบลซ่านเหลียนสั่ว อำเภออู๋ซิ่ง มณฑลเจ้อเจียง เดิมอำเภอนี้เรียกว่า เมือง

(น.306) หูโจว พู่กันที่ทำที่เมืองนี้จึงเรียกกันว่า หูปี่ นับถือกันว่ามีคุณสมบัติเป็นเลิศครบ 4 ประการคือ หัวพู่กันกลมมน ขนพู่เสมอกัน ด้ามแข็งแรง ปลายแหลมคม พู่กันนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เหมิงซี เป็นอนุสรณ์แด่เหมิงเถียนผู้ประดิษฐ์พู่กันชนิดใช้ขนสัตว์เป็นพู่ การผลิตพู่กันที่เมืองนี้เจริญรุ่งเรืองมาก และทำส่งใช้ในราชสำนักด้วย

พู่กันมีหลายขนาด ที่ใช้เขียนหนังสือตัวโต ๆ เรียกว่า โต้วปี่ หัวพู่กันใหญ่ ขนหนา อุ้มน้ำหมึกได้มาก ขนาดมีลดหลั่นกันลงมาจนถึงขนาดเล็กปลายแหลมมาก พระเจ้าหย่งเจิ้ง ราชวงศ์ชิงโปรดทรงใช้พู่กันขนาดเล็กชื่อเสี่ยวจื่อหยิ่ง ปลายแหลม แต่พู่แตกง่าย เมื่อทรงพระอักษรแต่ละครั้งจึงต้องทรงใช้พู่กันเป็นร้อย ๆ ด้ามทีเดียว

หมึก (โม่)

การใช้หมึกน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชาง ในการขุดค้นสุสานสมัยจ้านกว๋อและสมัยฮั่นพบหมึกก้อนฝังอยู่ด้วย ตรงกับที่หนังสือจวงจื่อว่าในสมัยชุนชิวจ้านกว๋อมีหมึกใช้กันแพร่หลายแล้ว แต่เดิมชาวจีนใช้พู่กันจุ่มรักเขียนหนังสือ ต่อมาจึงรู้จักทำหมึกใช้ มีการขุดพบกระบอกไม้ไผ่โบราณ มีตัวอักษรที่ใช้รักปนกับที่ใช้หมึก

ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มทำหมึกนั้นมีกล่าวไว้ต่าง ๆ กันไปไม่เป็นที่ยุติ ในหนังสือต่าง ๆ กล่าวถึงผู้ผลิตหมึกที่มีชื่อเสียงในสมัยต่าง ๆ เช่น สมัยสามก๊ก เหวยต้าน ชาวเว่ย ผลิตหมึกคุณภาพเยี่ยม สีประดุจรัก สมัยราชวงศ์จิ้นมีหมึกของจางจิ้น ราชวงศ์ซ่งมีหมึกของจางหย่ง หลิวฝาในราชวงศ์จิน หูเหวินจงในราชวงศ์หยวน หลอหลงเหวิน เฉินจนฝัง หูคายหยวน ฯลฯ ในราชวงศ์หมิงและชิง ตระกูลเหล่านี้ต่างก็จัดทำหนังสือเรื่องการผลิตหมึก มีภาพแสดงหมึกแบบ

(น.307) ต่าง ๆ เป็นการแข่งขันทางการค้า เป็นผลงานที่เหลือตกทอดมาถึงรุ่นหลัง

หมึกรุ่นแรกมักทำจากตะกั่วดำ หญิงสมัยโบราณใช้ทาคิ้ว เมื่อประสมกับน้ำจะกลายเป็นหมึก เชื่อกันว่าเริ่มใช้กันที่เมืองเอี๋ยนอาน ทางเหนือของมณฑลส่านซี ต่อมาสมัยราชวงศ์ฮั่นจึงเปลี่ยนเป็นหมึกก้อน ถึงสมัยราชวงศ์ถัง เกาหลีถวายหมึกทำจากเขม่าเป็นบรรณาการ จีนจึงเริ่มผลิตหมึกด้วยเขม่าต้นสนและไขกวางใช้ ต่อมาจึงทำจากเขม่าต้นหลานและต้นนุ่นผสมกับชะมดและไขสัตว์ ให้กลิ่นหอม หมึกชนิดนี้จึงมีชื่อว่า หลงเซียง แปลว่า หมึกที่เก็บไว้ได้นานหอมทน

หมึกสำหรับพระจักรพรรดิโดยปกติทำเป็นลายมังกร ฝีมือสลักประณีตสวยงามปิดทองคำเปลวหรืออาจจะทำด้วยดินสีทอง หมึกของจักรพรรดิราชวงศ์ชิงเน้นเรื่องรูปร่างก้อนหมึกและลวดลาย จิตรกรในราชสำนักเป็นผู้ออกแบบให้สวยงามน่าเก็บสะสม หมึกเหล่านี้มิได้มีเพียงสีดำเท่านั้น แต่มีสีแดง น้ำเงิน เหลือง และขาวด้วย

มีคำโบราณว่า หมึกเมืองฮุยหรือฮุยโจว เมืองนี้เป็นแหล่งผลิตหมึกชั้นเยี่ยมและที่เป็นยอดหมึกต้องเป็นฝีมือหลี่ถิงกุ้ย คำในราชวงศ์ถังว่า กระดาษของเฉินซินถัง หมึกของหลี่ถิงกุ้ย และแท่นฝนหมึกหินหางมังกร สามสิ่งนี้เป็นของล้ำค่าในโลก หมึกแท่งหลี่ถิงกุ้ยนี้ขอบแข็งคม ถึงตัดกระดาษได้

กระดาษ (จื่อ)

ก่อนที่ชาวจีนจะรู้จักใช้กระดาษ ได้ใช้วัสดุต่าง ๆ เช่น กระดองเต่า กระดูกสัตว์ หนังสัตว์ ไม้ไผ่ ผ้าไหม เขียนหนังสือ เราไม่ทราบ

(น.308) แน่นอนว่าชาวจีนเริ่มใช้กระดาษตั้งแต่เมื่อไร มีหนังสือโบราณเล่มหนึ่งกล่าวว่า ชาวจีนทำกระดาษจากใยไหม กระดาษนี้ใช้ใยไหมที่ลอยอยู่ในน้ำเป็นแพมาต่อกันเป็นแผ่น ตากบนตะแกรงไม้ไผ่จนแห้ง เป็นแผ่นกระดาษใช้เขียนหนังสือได้ กระดาษนี้เป็นสี่เหลี่ยม ด้านหน้ามันวาวเขียนหนังสือได้ดี ในราชวงศ์ฮั่น ไช่หลุนคิดทำกระดาษจากเปลือกไม้ เศษผ้า ป่าน และแหอวนที่เปื่อยขาด นำสิ่งเหล่านี้มาประสมน้ำตำจนละเอียดตากจนแห้งก็จะได้กระดาษ

ในราชวงศ์ถังการผลิตกระดาษเจริญรุ่งเรืองมาก มีกระดาษแบบต่าง ๆ มากมาย กระดาษชนิดหนึ่งสีเหลืองทำจากกระดาษขาวหรือกระดาษที่ทำจากป่านนำไปย้อมเปลือกต้นสนจีนหวงเป๋อ กระดาษชนิดนี้แมลงไม่กิน ราคาจึงแพงมาก จึงมีกฎหมายว่ากระดาษชนิดนี้ใช้สำหรับเขียนพระราชโองการเท่านั้น ในการเขียนคัมภีร์พระพุทธศาสนาก็ใช้กระดาษสีเหลืองชนิดพิเศษชนิดหนึ่งเหมือนกัน

กระดาษที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ มีกระดาษของต้วนเฉิงซื่อ เมืองจิ่วเจียง เรียกกันว่า หยุนหลานจื่อ มีผู้นิยมใช้มาก นอกจากนี้ที่เสฉวนมีกระดาษที่มีชื่อเสียงหลายอย่าง ที่นิยมมากคือ กระดาษสีแดงที่นางคณิกาเสวียเถาคิดผลิตขึ้นเรียกว่า เสวียเถาเจียน กวีและจิตรกรนิยมใช้เขียนจดหมาย โคลงกลอน วาดภาพ ตู้มู่ ไป๋จู้อี้ หลิวอวี้ก็ชอบใช้กระดาษชนิดนี้ สมัยราชวงศ์ซ่งกระดาษที่นิยมกันคือกระดาษของเฉินซินถัง กระดาษนี้เนื้อขาวละเอียดเป็นมันเงา ราชวงศ์ชิงมีกระดาษที่ทำจากนุ่นและจากต้นไผ่

ปัจจุบันกระดาษที่ถือว่าเป็นรัตนะประจำห้องหนังสือคือ กระดาษซวนจื่อแห่งเมืองซวนเฉิงหรือซวนโจว มณฑลอันฮุย กระดาษนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์ถัง ความจริงแล้ววัตถุดิบที่ใช้ทำคือเปลือกไม้ซิงถังผี มี

(น.309) อยู่มากทางมณฑลอันฮุยตอนใต้ แต่ที่อำเภอจิงเซี่ยนและอู๋ซีของเมืองนี้มีน้ำพิเศษที่ทำให้กระดาษขาวกว่าที่อื่น น้ำหมึกไม่ซึม ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย จึงมีชื่ออีกอย่างว่า กระดาษพันปี

แท่นฝนหมึก (เอี้ยน)

ชาวจีนเริ่มใช้แท่นฝนหมึกเมื่อไรไม่มีใครทราบ มีหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า ในราชวงศ์ฮั่นมีใช้แล้ว เดิมชาวจีนใช้มีดแกะสลักตัวอักษร หรือใช้พู่กันจุ่มรักเขียนไม่ต้องใช้แท่นฝนหมึก เมื่อนิยมทำหมึกเป็นก้อน เป็นแท่งจากตะกั่วดำก็ใช้อิฐหรือกระเบื้องแผ่นเป็นที่ฝนเพราะแท่งหมึกอ่อน ต่อมาทำหมึกจากวัสดุอื่น หมึกแข็งขึ้นจึงเริ่มใช้หินทำที่ฝน

แหล่งหินฝนหมึกที่มีชื่อคือ ที่เมืองตวนซี มณฑลกวางตุ้ง มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อฝู่เคอซาน มีผาหินสีม่วงเมื่อแช่น้ำจะเป็นสีเขียวแก่ ยอดเขามีหินสีแดงเป็นหินที่ถือว่าเป็นยอดแห่งหินฝนหมึก หินจากผามีเนื้อละเอียดชุ่มชื้นเงามัน ลวดลายงาม ฝนหมึกออกได้มาก สึกช้า สมัยราชวงศ์ถังและซ่งถึงกับมีการตั้งข้าราชการมาดูแลการผลิตเพื่อนำส่งราชสำนักโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีแหล่งหินเมืองเส่อ เริ่มผลิตสมัยราชวงศ์ถังเช่นกัน คุณภาพหินเหมือนเมืองตวนซี แต่สมัยราชวงศ์ซ่งใช้หินที่นี่มากจนแหล่งหินหมดสิ้น

แท่นฝนหมึกจะมีราคาหรือไม่ขึ้นอยู่กับลายหินและเนื้อหินรวมทั้งลวดลายที่สลักซึ่งมักยึดลายหินเป็นพื้นฐาน

รัตนะประจำห้องหนังสือมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมทางอักษรศาสตร์จีนเป็นอย่างมาก การที่เรามีหลักฐานศึกษาวัฒนธรรมจีนได้ก็เพราะเครื่องเขียนที่มีคุณภาพดีนี่เอง

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 49-50,59,60-61,64

(น.49) พิพิธภัณฑ์ฝูเจี้ยน(ฮกเกี้ยน)

สมัยราชวงศ์ถัง แสดงกระจกสำริด (เป็นสำริดขัดมันด้านหนึ่ง ส่องได้เหมือนกระจก อีกด้านสลักลวดลายต่างๆ)

(น.50) ปลายสมัยราชวงศ์ถัง ราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 มีเรื่องตระกูลอ๋องหมิ่นและชาวนาจากเหอหนานเข้ามาที่ผู่เถียน

(น.59) งิ้วหมิ่นหนาน ไม่มีร้อง มีแต่ดนตรีท้องถิ่นที่มีมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง มีรูปปรากฏที่วัดไคหยวน ปี่ที่ใช้กับงิ้วแบบนี้ยังมีใช้ที่ญี่ปุ่น เครื่องดนตรีผีผาก็มีแบบพิเศษ เล่นทางนอน ผีผาอื่นๆ ต้องวางตั้ง

(น.60) เรื่องหุ่น

แสดงขั้นตอนการทำหุ่น ใช้ไม้แกะ มี 9 ขั้นตอน ตัวอย่างงิ้วในราชวงศ์ชิง ตัวเป็นหวายสาน ผูกเชือก

(น.61) หุ่นมีหลายประเภท มีชนิดที่มีเท้า มีเชือกชัก หุ่นมือ มีมาแต่สมัยราชวงศ์ถัง หุ่นที่ใช้ก้านเหล็ก 3 ก้านเชิด อยู่เขตเจ้าอานติดกับซัวเถา (ซ่านโถว) มีรูปคนทำหุ่นที่มีชื่อเสียงปลายราชวงศ์ชิง

(น.64) ก. เครื่องถ้วยที่เริ่มทำในแถบนี้ สมัยราชวงศ์ใต้-เหนือ และเจริญต่อมาจนถึงสมัยราชวงศ์ถัง และห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 420-960) มีเตาหวยอาน (Huai an Kiln-ตัวอักษรจีน) เป็นต้น เครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ใต้มีเคลือบบางๆ เตาเจียงโข่ว (ตัวอักษรจีน)

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 151

(น.151) 1. วัดหนานผู่โถว อยู่ทางใต้ของเขตเมืองเก่าบนเกาะเซี่ยเหมิน สร้างสมัยราชวงศ์ถัง เปลี่ยนชื่อมาเรื่อยๆ จนมาใช้ชื่อนี้

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 163,169-170,177,180

(น.163) วัดไคหยวน สร้าง ค.ศ. 686 สมัยราชวงศ์ถัง แต่ก่อนนี้เคยเป็นสวนหม่อน และมีนิทานเล่าว่าหม่อนที่สวนนี้ออกดอกมาเป็นดอกบัวซึ่งถือว่าเป็นสิริมงคล เพราะเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา วัดนี้จะเหลือต้นหม่อนเก่าแก่อยู่ต้นหนึ่ง เรียกกันว่า หม่อนพันปี ค.ศ. 1925 ฟ้าผ่าต้นหม่อนต้นนี้เป็น 3 ส่วน ทางวัดเอาเสามาค่ำเอาไว้ ค.ศ. 1994 พายุพัดมาอีก นอกจากนั้นมีต้นโพธิ์มาจากวัดหนานผู่ถัวคู่หนึ่งอายุราว 100 กว่าปี

(น.169) ชิงหยวนซาน (ภูเขาสวนน้ำใส) เป็นสวนสาธารณะ ในสวนดูหินแกะเป็นรูปเหลาจื่อ (เล่าจื้อ) สูง 5.5 เมตร สร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1017) รูปเหลาจื่อ ทำให้คิดโยงไปถึงเรื่องศาสนาเต้า (เต้าเจี้ยว) คำว่า “เจี้ยว” แปลว่า ศาสนา ศาสนาเต้าหรือเต้าเจี้ยวก่อกำเนิดในสมัยจักรพรรดิซุ่นตี้ (ค.ศ. 125-144) ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ผู้ก่อตั้งชื่อ จางหลิง แนวคิดศาสนานี้ รวมแนวคิดหลายๆ แนวเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องความเชื่อผีสางเทวดา คำพยากรณ์ ฮวงจุ้ย และลัทธิเต๋า เอาคัมภีร์ของเหลาจื่อมาเป็นคัมภีร์หลัก และยกย่องเหลาจื่อเป็นใหญ่สูงสุด ลัทธิเต้าที่เหลาจื่อเป็นเจ้าลัทธินั้น (หรือเต๋า ในภาษาไทย) มีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว (770-481 ก่อนคริสต์กาล) ต่อมาถูกจางหลิงอ้างเป็นเต้าเจี้ยว (ศาสนาเต้า) จึงควรแยกกันระหว่าง ลัทธิเต้า (เต้าเจีย) และศาสนาเต้า เพราะต่างกัน

(น.170) ศาสนาเต้าหรือเต้าเจี้ยวเจริญมากในสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง

(น.177) ห้องนิทรรศการ มีคำอธิบายภาษาจีนและอังกฤษ แสดงเรื่องศาสนาอิสลามในเฉวียนโจว เริ่มด้วยการแสดงวิธีการทำละหมาดที่ถูกต้อง ต่อด้วยสาระความรู้อื่นๆ เช่น

ในสมัยราชวงศ์ถัง เฉวียนโจวเป็นท่าเรือที่สำคัญ 1 ใน 4 ของจีน ได้แก่

1) เฉวียนโจว
2) กว่างโจว (เมืองกวางตุ้ง)
3) หังโจว
4) หมิงโจว (เมืองหนิงโปในปัจจุบัน)

(น.180) สุสานอันศักดิ์สิทธิ์ (หลิงซานเซิ่งมู่) ตั้งอยู่บริเวณภูเขาหลิงซาน มีประวัติว่าสมัยราชวงศ์ถังสานุศิษย์ของพระมะหะหมัด 4 ท่าน เดินทางมาเผยแพร่ศาสนาอิสลามในประเทศจีน คนแรกไปที่กว่างโจว คนที่ 2 ไปหยังโจว คนที่ 3 และคนที่ 4 มาที่เฉวียนโจว และมาถึงแก่กรรมที่เมืองนี้ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7) สุสานของท่านถือเป็นศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ใน ค.ศ. 1988 รัฐบาลขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอนุรักษ์

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 203

(น.203) อู่กงฉือ เป็นหอบรรพบุรุษผู้มีชื่อเสียง 5 ท่าน เป็นอาคารแรกที่สร้างในเกาะไหหลำ สร้างสมัยจักรพรรดิกวางสู ปีที่ 15 (ค.ศ. 1889) เป็นสถานที่แสดงความเคารพ เสนาบดีผู้มีความรู้สมัยราชวงศ์ถังและซ่งใต้รวม 5 ท่าน ที่ถูกเนรเทศมาอยู่เกาะไหหลำ ที่สร้างอาคารชื่อ จูไฉ่ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในเกาะไหหลำสมัยนั้น

เสนาบดีผู้ใหญ่ทั้ง 5 คือ

1. หลี่เต๋ออวี้ (ค.ศ. 787-850) เป็นขุนนางจากมณฑลเหอเป่ยสมัยราชวงศ์ถัง เคยเป็นอัครมหาเสนาบดี (ไจ่เซี่ยง-นายกรัฐมนตรี) ถึง 2 ครั้ง ในสมัยนั้นท่านขัดแย้งกับนักการเมือง กลุ่มหนิวเซิงหรู ในด้านการปฏิรูปการปกครองและระบบสอบรับราชการ ท่านหลี่เต๋ออวี้และพวกต้องการเพิ่มอำนาจให้รัฐบาลกลางด้วยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ให้คุมอิทธิพลท้องถิ่นได้ แต่พวกกลุ่มหนิวเซิงหรูมีนโยบายกระจายอำนาจ ต้องการให้ทหารระดับภูมิภาคปกครองตนเอง ทั้งสองกลุ่มขัดแย้งกัน 40 ปี เมื่อจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิเชื่อกลุ่มหนิวเซิงหรู หลี่เต๋ออวี้จึงถูกเนรเทศไปเกาะไหหลำ สมัยนั้นเรียกว่า หยาโจว (ตัวอักษรจีน) และไปตายที่นั่น

หวงเหออู่อารยธรรม

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 68

(น.68) พิพิธภัณฑ์มณฑลซานตง

ตุ๊กตาหินแกะสลัก สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) มีรูปผู้หญิงเล่นโปโล แสดงว่าสมัยราชวงศ์ถังผู้หญิงยังมีสิทธิทำอะไรได้เหมือนผู้ชาย รูปไม้สลักสมัยราชวงศ์ซ่ง และมีไม้เขียนสีลายพระอรหันต์

สมัยราชวงศ์หมิง มีเครื่องเขิน ฝังมุก สมัยราชวงศ์ชิงมีงาช้างสลัก เครื่องเคลือบ 3 สีของราชวงศ์ถัง มีพระมาลาทำด้วยหนัง ปักด้วยดิ้นเป็นของพระเจ้าอู่เหลียน

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 126-127

(น.126) สมัยราชวงศ์ฮั่น เว่ย (ก๊กของโจโฉ) จิ้น ราชวงศ์เหนือใต้ มีรูปอาคารจำลองทำด้วยเครื่องปั้นดินเผาสำหรับฝังลงไปในสุสาน หวังว่าบุคคลผู้ตายจะมีความเป็นอยู่ในปรโลกเหมือนเมื่อยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนั้นยังมีนักดนตรี นักละคร พวกคนแคระ ซูโม่ อาวุธต่างๆ สันนิษฐานว่าสมัยราชวงศ์ฮั่นและถังนำการแสดงซูโม่ไปที่ญี่ปุ่น จนปัจจุบันคนญี่ปุ่นถือว่าซูโม่เป็นกีฬาสำคัญ

สมัยราชวงศ์สุยและถัง ในเมืองลั่วหยัง สมัยราชวงศ์สุยเมื่อ 1,500 ปีมาแล้วเน้นความสมดุลมีอาคารที่พระนางบูเช็กเทียนเคยประทับและทรงงานว่าราชการ แต่ภายหลังถูกไฟไหม้ ใน ค.ศ. 1980 พบซากรากฐาน

(น.127) อีกอย่างหนึ่งคือ ได้พบแผ่นทองจารึกพระนามของบูเช็กเทียน เรื่องมีอยู่ว่าพระนางประชวรหวัดอย่างรุนแรง จึงนึกขึ้นมาได้ว่าคงจะต้องทำสิ่งเลวร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง เคราะห์กรรมจึงบันดาลให้เป็นแบบนี้ จึงคิดล้างบาปโดยการนำแผ่นทองจารึกพระนามและให้ขันทีชื่อหูเชานำไปไว้ที่ภูเขาซงซานใน ค.ศ. 700 ใน ค.ศ. 1980 ชาวนาพบเข้านำมาให้พิพิธภัณฑ์ (เราสองคนเห็นจะบาปหนาจึงคัดจมูกกันทั้งปี แต่คงไม่มีเงินมาทำนามบัตรทอง ต้องทาวิกไปพลางๆ ก่อน)

พระพุทธรูปในลัทธิมี่จง (ตันตระ) พระพักตร์งาม อวบอิ่มแบบผู้หญิงสมัยราชวงศ์ถัง มีพักตร์ 11 พระหัตถ์ 6

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 154,156,165

(น.154) พวกที่เริ่มสลักหินที่ถ้ำที่นี่คือ พวกทั่วป๋าเว่ย หรือที่ภาษาไทยเรียกเคลื่อนมาว่าโทปาเว่ย เป็นคนกลุ่มน้อยที่รับนับถือพุทธศาสนา อาจจะก่อนชาวจีนเสียด้วยซ้ำไป เริ่มสลักใน ค.ศ. 495 ในช่วงนี้พวกเว่ยย้ายศูนย์กลางการปกครองของแคว้นเว่ยเหนือจากเมืองต้าถงมาที่ลั่วหยัง เมื่ออยู่ที่ต้าถงได้แกะสลักพระพุทธรูปที่ถ้ำหยุนกั่ง (ที่ฉันจะได้ไปดูทีหลัง) หินปูนที่หลงเหมินแข็งกว่าที่หยุนกั่ง จึงสลักยากกว่า มีถ้ำ 3 กลุ่ม คือ ถ้ำกู่หยัง ปินหยัง และเหลียนฮวา หลังจากสมัยเว่ยก็สลักถ้ำต่อมาเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ สมัยราชวงศ์ถังตอนสมัยพระนางบูเช็กเทียน ซึ่งเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้าในพุทธศาสนา ผู้ที่อุปถัมภ์การสลักถ้ำคือ จักรพรรดิ พระราชวงศ์ ตระกูลที่ร่ำรวย เพื่อหวังทำบุญ นายพลที่ต้องการชัยชนะในสงคราม เขาว่าทั้งหมดมีของสมัยเว่ยราว 30% เท่านั้น

ถ้ำกลางเป็นถ้ำที่สลักในยุคต้นจักรพรรดิเซวียนอู่ทำบุญถวายพระราชบิดาและพระราชมารดา จารึกบอกไว้ว่าใช้กรรมกร 8 แสนกว่าคน สลักตั้งแต่ ค.ศ. 500 ถึง ค.ศ. 523 มี 3 ถ้ำ มีร่องรอยว่าสมัยก่อนคงจะระบายสีด้วย ถ้ำอีกสองข้างสร้างเสร็จสมัยราชวงศ์ถัง

(น.156) ถ้ำ 140 มีพระพุทธรูป 3 องค์ เสร็จแต่รูปพระศากยมุนี สมัยนั้นแฟชั่นยังชอบผอมๆ มาสมัยราชวงศ์ถังจึงชอบอ้วนๆ บริเวณที่ว่างเปล่าหลังรูปพระทำเป็นรูปนางอัปสรเหาะเหมือนที่ถ้ำตุนหวง

(น.165) จักรพรรดิถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ทรงจารึกไว้ว่าตอนที่ยังเป็นอ๋องถูกจับไป พระเซ่าหลิน 13 รูปช่วยไว้ได้ จึงเขียนขอบคุณท่านทั้ง 13 ไว้ อีกป้ายหนึ่งเขียนเป็นอักษรโบราณ รำลึกถึงพระเซียวซาน (ที่ต่อต้านโจรสลัด) ด้านหลังเป็นรูปกลมๆ มีภาพพระอยู่ด้านใน เป็นคำเฉลยคำถามที่ตั้งเอาไว้ตอนที่ดูป่าเจดีย์ ที่นี่พุทธศาสนา ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื่อ (เรียกว่า หรูเจี้ยว คำว่า หรู หมายถึง ปัญญา หรือขุนนางข้าราชการ ในที่นี้อาจจะหมายถึงลัทธิขงจื่อเพราะเกี่ยวกับการปกครอง)

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 205

(น.205) หนังสือ เชียนเจียซือ เป็นหนังสือรวมบทกวี 1,000 บทสมัยราชวงศ์ถังและซ่ง หลิวเค่อจวงเป็นผู้รวบรวมในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (ค.ศ. 1127-1279) แยกเป็นหมวดหมู่ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไป ของเดิมคงจะสูญหายไปแล้ว ที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีไม่กี่สิบบท และไม่ใช่ของหลิวเค่อจวงรวบรวม แต่ยังใช้ชื่อ เชียนเจียซือ เป็นหนังสือที่ชาวจีนใช้สอนลูกหลานให้ท่องจำบทกวีดีๆ ฉบับที่ดูนี้อายุ 500 กว่าปีช่วงกลางสมัยราชวงศ์หมิง เป็นหนังสือเขียนด้วยลายมือและมีภาพประกอบด้วย

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 244,246

(น.244) ถ้ำหยุนกั่งสร้างสมัยราชวงศ์เป่ยเว่ย สร้างก่อนหลงเหมินที่ลั่วหยัง (ตุนหวง ค.ศ. 366 มีทั้งภาพสลักและภาพเขียน หยุนกั่ง ค.ศ. 460 หลงเหมิน ค.ศ. 494 สองถ้ำหลังนี้เป็นหินแกะสลัก) วัดถ้ำที่มีหินแกะสลักสวยงามมีมากที่ซินเกียง กานซู่ เสฉวน รวม 500 กว่าแห่ง บริเวณวัดถ้ำหยุนกั่งกว้างมาก ผู้สร้างเจาะเข้าไปในภูเขา ให้วัดหันหน้าทางทิศใต้ ถ้ำที่ขุดเจาะเข้าไปเป็นแนวตะวันตก ตะวันออก มี 53 ถ้ำ มีพระพุทธรูปกว่า 51,000 กว่าองค์ ที่เก่าที่สุดคือ ที่สลักในสมัยราชวงศ์เป่ยเว่ย เป็นแบบอย่างของศิลปะจีนที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะคันธาระของอินเดีย ต่อไปจะให้อิทธิพลต่อศิลปะสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง ถ้ำหยุนกั่งเป็นคลังวิเศษแห่งศิลปกรรม และเป็นหลักฐานของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างจีนกับต่างประเทศด้วย

(น.246) ถ้ำที่ 3 พระพุทธรูปหินแกะสลักสมัยต้นราชวงศ์ถัง มี 3 องค์เรียกถ้ำนี้ว่า วัดหลิงเหยียน ลักษณะพระพุทธรูปนี้ มีพระกายอวบอ้วน จีวรพลิ้วตามองค์เป็นรูๆ เวลาสลักต้องเจาะสำหรับใส่ไม้ปีนขึ้นไป แล้วเอาดินเหนียวหุ้ม แต่ตอนนี้ดินหลุดออกมา

Personal tools