ลัทธิเต๋า

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

Contents


ประเภทคำ

ศาสนาจีน / ความเชื่อจีน ศาสนาและปรัชญาจีน

คำอธิบายเพิ่มเติม

ลัทธิเต้าที่เหลาจื่อเป็นเจ้าลัทธิหรือเต๋า ในภาษาไทย มีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว (770-481 ก่อนคริสต์กาล)

ลัทธิเต้า (เต้าเจีย) หรือเต๋าในภาษาไทย เหลาจื่อเป็นเจ้าลัทธิ

ลัทธิของจีน ศึกษามนุษย์กับธรรมชาติ (โลกของเรา) ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดจากธาตุทั้ง 5 และอินหยัง มีเต๋า มีพลังอำนาจ เห็นฟ้าได้ ไม่ตาย อายุยืน

จากหนังสือ

คืนถิ่นจีนใหญ่

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 39

(น.39) ซือหม่าเชียน เขาได้พัฒนาท่วงทีการเขียนร้อยแก้วเรียกว่า กู่เหวิน หรือร้อยแก้วแบบเก่า ใช้ภาษาเรียบง่าย แต่มีน้ำหนัก เนื้อหาที่เขาเขียนเพื่อพิทักษ์ลัทธิขงจื๊อ เช่น การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ตามแบบขงจื๊อ เนื่องจากขณะนั้นพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรืองปรัชญาของเขาเป็นพื้นฐานของการปรับปรุงลัทธิขงจื๊อใหม่ (Neo Confucianism) ในสมัยราชวงศ์ซ่ง อันเป็นการประสานความเชื่อระหว่างลัทธิขงจื๊อ พุทธศาสนา และลัทธิเต๋า ในด้านการเขียนร้อยกรอง เขาใช้เทคนิคที่แตกต่างจากแนวการเขียนของหลี่ไป๋ หรือ ตู้ฝู่ คือเขียนบทกวีคล้ายกับเขียนร้อยแก้ว บทกวีของเขามักจะยาว ใช้คำเปรียบเทียบ มักจะจับเอาเรื่องที่น่าจะเป็นเรื่องน่าเกลียดน่ากลัวมาสร้างให้เกิดความไพเราะได้ เช่น เรื่องการประหาร คนป่วยอาเจียน หรือเพื่อนกรน บทกวีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือ เรื่องหนานซาน หรือ ภูเขาใต้ (น.39) รูป 28 ศาลเจ้าหันเหวินคง


คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 89

(น.89) เราไปที่ศาลเจ้าจู่เมี่ยว มีรองนายกเทศมนตรีเมืองโฝซาน รองเลขาธิการเทศบาลเมืองโฝซาน ผู้อำนวยการสำนักงานการต่างประเทศเมืองโฝซาน และหัวหน้าพิพิธภัณฑ์เมืองโฝซานต้อนรับ ศาลเจ้าจู่เมี่ยว เป็นวัดลัทธิเต๋า สร้างเมื่อ ค.ศ. 1078-1085 ต่อมาในช่วงปลายราชวงศ์หยวนถูกทำลายเสียหายมาก จึงบูรณะใหม่ใน ค.ศ. 1372 สมัยราชวงศ์หมิง หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ปกครองประเทศแล้ว ได้บูรณะกันอีกหลายครั้ง เหตุที่เรียกว่าจู่เมี่ยวเพราะเป็นศาลที่เก่าแก่ที่สุดในบริเวณนี้คำว่า จู่ หมายถึง บรรรพบุรุษ ศาลตั้งอยู่ในสวน มีประตูชั้นนอกภายในเป็นลานกว้างใหญ่มีหินสลักเป็นรูปงานที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ การทอผ้า การถลุงเหล็กเครื่องปั้นดินเผา เป็นการสลักอย่างสมัยใหม่ ถ้าไม่มีคนอธิบายก็คงเดาได้ยากว่าเขาหมายถึงอะไร เขาอธิบายด้วยว่าเหตุที่เรียกชื่อเมืองนี้ว่า โฝซาน แปลว่า ภูเขาพระพุทธเจ้า เพราะว่าเมื่อ ค.ศ. 624 ขุดพบพระพุทธรูป 3 องค์ (น.89) รูป 93 คำอธิบายว่ารูปภาพต่างๆที่เราเห็นในวัดนี้เป็นวัสดุผสมหลายๆอย่าง

คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 278

(น.278) มีร้านค้าขายหนังสือและของที่ระลึก และมีภัตตาคารให้คนที่มาชมพิพิธภัณฑ์ ได้หนังสือมา 2 เล่ม เรื่อง Memorandum of the Fleets เป็นภาษาโปรตุเกส จีน และอังกฤษ เป็นรูปถ่ายจากต้นฉบับโบราณรูปเรือใบต่างๆ พิมพ์ใน ค.ศ. 1995 และเรื่อง Ship of China เป็นภาษาโปรตุเกส จีน และอังกฤษเช่นกัน เป็นหนังสือทำนองเดียวกับเล่มแรก แต่เป็นภาพเขียนยุคปัจจุบัน เดินออกไปศาลเจ้าเจ้าแม่อาม่า ทินเฮ่า หรือหมาจู่ ซึ่งเป็นเทพลัทธิเต๋าที่คุ้มครองคนเดินเรือดังที่กล่าวถึงแล้วหลายหน ในศาลเจ้านี้มีรูปเจ้าแม่กวนอิมด้วย มีหลวงจีนท่านหนึ่งมาต้อนรับและพยายามอธิบาย แต่สื่อสารกันไม่ค่อยได้ เลยไม่รู้เรื่อง อ่านจากหนังสือว่าศาลแห่งนี้มีมาก่อนที่โปรตุเกสจะเดินทางมาถึงมาเก๊า แต่อาคารที่เห็นปัจจุบันสร้างสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 บางคนบอกว่าชื่อเมืองมาเก๊ามาจากคำว่า อามาเกา หมายถึง ท่าเรือของอาม่า (น.278) รูป 217 ศาลเจ้าเจ้าแม่อาม่า


คืนถิ่นจีนใหญ่ หน้า 301

(น.301) การศูนย์เอเชียศึกษา (Prof. Wong Siu-Lun) เป็นนักสังคมวิทยาศึกษาเกี่ยวกับการลงทุน โครงข่ายทางธุรกิจ เครื่องชี้ทางสังคม เรื่องเกี่ยวกีบจีน Dr. Michael Martin ซึ่งเป็นคณบดีคณะอักษรศาสตร์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ภาษา เป็นรองศาสตรจารย์ในภาควิชาปรัชญา สนใจปรัชญาจีนทั้งโบราณและสมัยใหม่ เป็นคนที่ไปมาเมืองไทยตลอดเวลา และเป็นสมาชิกตลอดชีพของสยามสมาคมด้วย มีอาจารย์ท่านหนึ่งศึกษาเรื่องศาสนาอิสลามในตอนกลางของประเทศจีน เป็นอิสลามนิกายหนึ่ง มีลักษณะพิเศษคือ ยกย่องสตรี สตรีมีมัสยิดเอง เป็นอิหม่ามเอง ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นนิกายที่เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงเป็นคอมมิวนิสต์ แต่อาจารย์บอกว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 และรัฐบาลคอมมิวนิสต์ก็ส่งเสริมดี พบอาจารย์ Wade ที่ศึกษาพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์หมิง อาจารย์อีกท่าน (Dr. Alexei VOLKOV) อยู่ภาควิชาคณิตศาสตร์ คุยให้ฟังเรื่องวิวัฒนาการของคณิตศาสตร์จีน ข้าพเจ้าพูดว่าสนใจ เขาจึงส่งเอกสารมาให้ นอกจากนั้นมีอาจารย์ที่ศึกษาเรื่องลัทธิเต๋า เรื่องศาสนาต่างๆ เรื่องชาวจีนโพ้นทะเล เรื่องเอเชียโดยทั่วไป มีอาจารย์อื่นๆ ที่ไปคุยด้วยไม่ทัน และนักธุรกิจอีกหลายคน ถ้ามีเวลามากกว่านี้คงจะดี

เจียงหนานแสนงาม

เจียงหนานแสนงามหน้า116

(น. 116) ห้องแสดงวัฒนธรรมการดื่มน้ำชา มีกาน้ำชาแบบต่างๆ และถ้ำชานานาชนิด

ศาสนา แสดงของในลัทธิเต๋าและพุทธศาสนา มีพระพุทธรูป รูปงูมีหัวเป็นคน 2 ด้าน เป็นของสมัยห้าราชวงศ์ (ค.ศ. 907 – ค.ศ. 960) มีสิ่งของในพุทธศาสนามหายานนิกายต่างๆ รวมทั้งนิกายตันตระแบบทิเบต เครื่องทำพิธี คัมภีร์พระสูตรต่างๆ เช่น วัชรเฉทิกา สุขาวดีวยูหะ มีห้องขายของห้องใหญ่ ขายทั้งของโบราณและของสมัยใหม่ ของที่ทำเลียนแบบของเก่า หนังสือและหัตถกรรมของที่ระลึก ไม่ได้ซื้ออะไร ตรงไปที่ห้องรับรอง ผู้อำนวยการกล่าวว่าพิพิธภัณฑ์นานกิงนี้มีสิ่งของทุกยุคทุกสมัยรวม 400,000 กว่าชิ้น ของที่สำคัญที่สุดคือเครื่องเคลือบเตาหลวงสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง มีอยู่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของของทั้งหมด ลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์นี้คือ มีสถาบันวิจัย 14 แห่งขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ เช่น สถาบันโบราณคดี สถาบันการอนุรักษ์ สถาบันวิจัยประเพณีพื้นบ้าน สถาบันวิจัยศิลปะโบราณ และสถาบันสถาปัตยกรรมโบราณ เป็นต้น เจ้าหน้าที่มี 200 กว่าคน 2 ใน 3 เป็นนักวิจัย มีนักวิจัยระดับสูงอยู่ประมาณ 1 ใน 3 การจัดแสดงสิ่งของเป็นผลงานของนักวิจัยเหล่านี้ที่ทำมา60กว่าปีแล้ว นอกจากนี้ยังมีวารสารของพิพิธภัณฑ์อีกด้วย ใน ค.ศ. 1948 – ค.ศ. 1949 รัฐบาลก๊กมินตั๋งย้ายของมีค่าที่สุดจำนวนหมื่นกว่าชิ้นไปไต้หวัน เดี๋ยวนี้อยู่ Palace Museum กรุง

เจียงหนานแสนงามหน้า211

(น. 211) ในเมืองนี้ยังมีนักวิชาการมีชื่อที่เขียนหนังสือไว้หลายคน เช่น พระโอรสองค์หนึ่งของจักรพรรดิเหลียงอู่ตี้ (ค.ศ. 502 – 519) ได้คัดสรรความเรียงและกวีนิพนธ์ดีๆ มารวมเล่มเผยแพร่ ตอนที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นมาเมืองจีนครั้งแรก ท่านประธานเหมาเจ๋อตงก็มอบหนังสือนี้ให้ มีนักวิชาการชื่อ หลิวเสวีย เขียนตำราเกี่ยวกับกลวิธีการประพันธ์ ตั้งชื่อว่า เหวินซินเตียวหลง (แกะสลักมังกรในหัวใจวรรณคดี) นักวิทยาศาสตร์สมัยราชวงศ์ซ่งชื่อ เสิ่นคั่ว เขียนหนังสือรวมบทความทางวิทยาศาสตร์ ตั้งชื่อหนังสือว่า เมิ่งซีปี่ถาน (เมิ่งซี เป็นชื่อสวนที่เสิ่นคั่วสร้างขึ้น ปี่ถาน แปลว่า งานเขียนเขียนเล่าเรื่อง) เมืองนี้เป็นเมืองท่องเที่ยว มีภูเขาจินซาน เจียวซาน และเป่ยกู้ซาน ยังมีหนานซาน เป็นป่าอนุรักษ์ เหมาซานเป็นเขาศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋า ส่วนเป่าหัวซานเคยเป็นที่มั่นของพวกต่อต้านญี่ปุ่น ที่นี่มีเจดีย์หลายแห่ง ทั้งเจดีย์ไม้ อิฐ หิน เหล็ก เจดีย์ที่จินซานเป็นเจดีย์ไม้ พรุ่งนี้จะได้เห็นเจดีย์เหล็ก เมืองเจิ้นเจียงยังเป็นเมืองวีรชนคนกล้า ต่อสู้ศัตรูผู้รุกรานในสมัยราชวงศ์ซ่ง ตอนสงครามฝิ่นก็ต่อสู้กับพวกอังกฤษที่ภูเขาเจียวซาน ขณะนี้ยังมีปืนใหญ่ที่ใช้รบสมัยนั้น สมัยสงครามต่อต้านญี่ปุ่น นายพลเฉินอี้กับนายพลซู่อวี้รบอยู่ที่ภูเขาเหมาซาน ขณะนี้มีอนุสาวรีย์เป็นเครื่องระลึกถึงคุณความดี ที่ภูเขานี้มีปาฏิหาริย์แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งคือ เวลาจุดประทัด เสียงประทัดจะสะท้อนดังเหมือนเสียงแตร


เจียงหนานแสนงามหน้า260

(น. 260) 11. การเขียนลายมือ (ซูฝ่า) ขนาดใหญ่ คนเขียนชื่อ สวีเหวินฉัง มีชื่อเสียงในการเขียนตัวอักษรจีน นอกจากนั้นยังมีความสามารถทางการพูดและมีความคิดลึกซึ้ง นับถือลัทธิเต๋า ซูฝ่าของเขาเป็นเรื่องธรรมชาติตามแนวลัทธิเต๋า เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างยินและหยัง ธาตุทั้ง 5 หรืออู่สิง (ไม้ ไฟ ดิน โลหะ น้ำ) ลีลาการเขียนของเขาแปลกใหม่ เหมือนกับการร่ายรำที่ต้องอาศัยที่กว้าง ไม่อยู่เฉพาะในกรอบสี่เหลี่ยม 12. คัมภีร์อวตังสกสูตร สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ คนแซ่จางเขียนเก็บไว้ที่บ้านของตน มีลักษณะพิเศษคือตัวอักษรตั้งแต่ตัวแรกถึงตัวสุดท้าย ลายมือสม่ำเสมอเหมือนกันหมด มีการตีตารางกรอบสี่เหลี่ยมสำหรับเขียน กระดาษดีมาก ถึงจะเก่าแก่ก็ยังดูเหมือนของใหม่ 13. จางอวี่ สมัยราชวงศ์หยวน เขียนบทกวีให้เพื่อนๆ 14. ภาพวาดใบไผ่และดอกกล้วยไม้ มองดูอ่อนๆ แต่มีพลัง เขียนสมัยราชวงศ์หมิง เป็นฝีมือของหวังตั๋ว มีบทกวีประเภทซือประกอบภาพด้วย การเขียนภาพประกอบบทกวีนี้เป็นที่นิยมในสมัยราชวงศ์ซ่งถึงราชวงศ์หมิง (น. 260) รูป 181 ภาพวาดกิ่งไผ่และนก


ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย

ต้นน้ำ ภูผา และป่าทราย หน้า 41

(น.41) ขึ้นมาแล้วเดินทางต่อไปเกาเมี่ยว อยู่ในเมืองจงเว่ย วัดนี้สร้างในสมัยจักรพรรดิหย่งเล่อ ราชวงศ์หมิง มีอีกชื่อว่า วัดเป่าอัน (รักษาสันติ) ที่เรียกว่าเกาเมี่ยว (แปลว่า วัดสูง) อาจเป็นเพราะสร้างอยู่บนป้อมเก่า ทำให้สูงกว่าวัดธรรมดา วัดนี้พังเสียหายและซ่อมสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง เช่น หลังแผ่นดินไหวสมัยจักรพรรดิคังซี ราชวงศ์ชิง ต่อมาใน ค.ศ. 1942 ไฟไหม้ต้องบูรณะใหม่อีก เดิมเป็นศาสนสถานของ 3 ศาสนา คือ พุทธ ขงจื้อ และเต๋า แต่ว่าปัจจุบันมีแต่ศาสนาพุทธ เรามีเวลาไม่มากเลยเดินดูคร่าวๆ เท่านั้น วิหารหน้าสุดเมื่อเข้าไปถึงเป็นวิหารจตุโลกบาล มีพระไมเตรยะอยู่ตรงกลาง ขึ้นบันไดไป บันไดชันมาก ผ่านเข้าประตูหัวจ้าง เข้าไปถึงวิหาร 3 ชั้น ชั้นล่างมีรูปพระศากยมุนีกับพระสาวก 2 องค์คือ พระอานนท์กับพระมหากัสสปะ รูปพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ขี่ช้างและพระมัญชุศรีขี่สิงห์ นอกจากนั้นยังมีพระอรหันต์ 18 องค์ พระกษิติครรภ ชั้นที่ 2 เป็นไม้แกะสลัก มีรูปพระอมิตาภะ พระอวโลกิเตศวร พระมหาสถามปราปตะ ชั้นบนสุดมีรูปพระพุทธเจ้าประจำทิศทั้ง 5 คือ พระไวโรจนะ ทิศกลาง พระอมิตายุส (พระอมิตาภะ) อยู่ทิศตะวันตก พระอโมฆสิทธิทิศเหนือ พระอักโษภยะยู่ทิศตะวันออก และพระรัตนสัมภวะอยู่ทิศใต้


มุ่งไกลในรอยทราย

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 65

(น.65) ภาค 1 จางเซียนเดินทางไปตะวันตก ภาค 2 เส้นทางสายตะวันตกเฉียงเหนือ ภาค 3 อูฐและม้าทำด้วยเครื่องเคลือบ ภาค 4 ประเพณีของสังคม ภาค 5 อาหารในราชวงศ์ถัง ภาค 6 พุทธศาสนา ภาค 7 ดนตรีและฟ้อนรำ ข้าพเจ้าถามว่านอกจากศาสนาพุทธแล้วได้ยินว่ามีอีกหลายศาสนามีร่องรอยทางโบราณคดีเหลืออยู่บ้างไหม ผู้อำนวยการอธิบายว่า ศาสนาพุทธมีอิทธิพลมากที่สุด นอกนั้นมีคริสต์นิกายเนสโตเรียน อิสลาม มานีเคียน (Manichaeanism) ลัทธิโซโรอาสเตอร์ (Zoroastrianism-ไหว้ไฟ) และลัทธิเต๋าของจีน มีจารึกเหลืออยู่ เมื่อพูดถึงเรื่องศาสนามานีเคียนนี้หลาย ๆ หน ก็เพิ่งจะนึกออกว่าตอนที่ไปฝรั่งเศสไปเที่ยวทางเขตภูเขาปิเรเน่ส์ มาดามบอนเนอวาลที่พาไปเล่าว่ามีลัทธิศาสนาคริสต์แบบนอกรีตนอกรอย เป็นความเชื่อที่ผสมกันระหว่างคริสต์กับลัทธิมานีเคียน ลัทธินี้มาปรากฏที่จีนอีก และมีผู้กล่าวถึงหลายครั้ง กลับมาจากจีนข้าพเจ้าจึงมาเปิดดูใน The Encyclopedia of Religion มีคำอธิบายยืดยาวพอจะสรุปได้ดังนี้ ศาสดาเจ้าลัทธินี้เกิดประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 3 ในเมโสโปเตเมีย มีคำสอนว่าโลกนี้ถูกครอบงำโดยวิญญาณที่ชั่วร้าย จะต้องเอาชนะความชั่วอันดำมืดนี้ด้วยแสงสว่าง ความเชื่อแบบนี้พบมากในศาสนาของเปอร์เซีย คัมภีร์ศาสนานี้พบมากแถวเมืองทู่หลู่ฟันในซินเกียง และที่ถ้ำตุนหวงเขียนเป็นภาษาเปอร์เซียสมัยกลาง ภาษาปาเถียน ภาษาจีน และภาษา


มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 168

(น.168) อุบาสกอุบาสิกาอวยพร ระหว่างสวดมีการตีมู่หยูว (ปลาไม้) ล่อโก๊ะ กลอง เป็นจังหวะ สวดจบหนึ่งก็ให้ไปจุดธูป ท่านเจ้าอาวาสก็ลงนั่งกราบแล้วลุกยืน แล้วกราบใหม่ 3 หน สวด 3 จบ เสร็จพิธีท่านพามานั่งสนทนาในห้องรับแขก (ระหว่างนี้พวกลูกคู่ยังสวดต่อไปเรื่อย ๆ) บนโต๊ะมีขนม และผลไม้ให้รับประทาน นายกพุทธสมาคม (กลุ่มศาสนามณฑลกานซู) กล่าวนำว่าการที่ข้าพเจ้าเดินทางตามเส้นทางแพรไหมนี้ก็มีส่วนเกื้อกูลความเข้าใจระหว่างพุทธศาสนิกชนไทย – จีน และขอให้ท่านเจ้าอาวาสเล่าประวัติของวัด ท่านเจ้าอาวาสกล่าวต้อนรับและอวยพร แล้วเล่าว่าการก่อสร้างวัดนี้อยู่ในระหว่างราชวงศ์หมิงและชิง ถ้าจะสอบประวัติก็ยากเพราะวัดถูกทำลายหลายครั้ง ไม่มีตำราเขียนเอาไว้เพิ่งบูรณะเมื่อ ค.ศ. 1988 เปิดให้พุทธศาสนิกชนมาบูชา เคยได้ต้อนรับพุทธศาสนิกชนจากญี่ปุ่น ได้รับพระพุทธรูปเป็นของขวัญจากพุทธศาสนิกชนชาวจีนโพ้นทะเลในพม่า ช่วงเวลานี้กำลังบูรณะห้องโถงใหญ่ ฉะนั้นการรับรองอาจจะดีไม่พอ พุทธศาสนิกชนที่นี่เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าจะมาก็สวดมนต์อวยพรให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ จีนกับไทยติดต่อไปมาหาสู่กันมาแต่โบราณ การเดินทางครั้งนี้มีความหมาย เพราะเราเป็นชาวตะวันออกด้วยกันควรจะเกื้อกูลกัน แล้วท่านก็มอบของขวัญให้ข้าพเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ที่พระถังซำจั๋งแปล ภาพพิมพ์ความฝันจากถ้ำตุนหวง เจ้าแม่กวนอิม พระลามะก็ให้ผ้าสีเหลืองคล้องคอตามธรรมเนียม วัดนี้มีทั้งพุทธมหายาน ลัทธิลามะ และลัทธิเต๋า รวม ๆ กัน ข้าพเจ้าถามท่านว่าก่อนจะมาอยู่วัดนี้จำพรรษาอยู่วัดไหน ท่านว่าอยู่ที่เหอซี ท่านบวชมาตั้งแต่เด็ก ช่วงการปลดปล่อยไปเรียนคัมภีร์อยู่ที่

มุ่งไกลในรอยทราย หน้า 231,232

(น.231) ทรัพย์สมบัติสำคัญของประเทศได้รักษาไว้เป็นอย่างดี ใน ค.ศ. 1925 เกือบจะถูกชาวอเมริกันขโมยไปแล้ว ติดกระดาษ นำกาวมาเตรียมจะลอก ประชาชนช่วยกันขับไล่ จึงเอาอะไรไปไม่ได้ เพดานเป็นเรื่องนิยายพื้นบ้านจีนโบราณ เรื่องมนุษย์คู่แรกของโลกคือฟูซีซื่อและหนู่วา เป็นมนุษย์เริ่มแรกของจีน ภาพพระจันทร์ พระอาทิตย์ ตามคติของจีน อาจารย์ต้วนว่ามีรูปเทพเจ้าอพอลโลของกรีกนั่งรถม้า มีม้า 4 ตัวลาก หน้าตาเป็นแบบจีน เทวดาลม เทวดาฟ้าผ่าของจีน นางฟ้าขี่กิเลนในศาสนาเต๋า ข้าพเจ้าก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่องว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ขอกล่าวโดยสรุปย่อๆ ในตอนนี้ว่าห้องนี้มิได้แสดงเฉพาะความเชื่อในพุทธศาสนา แต่จะมีความเชื่อในลัทธิเต๋าและความเชื่อผีสางเทวดาแบบโบราณ เช่นรูปคนหัวเป็นมังกรอยู่ใต้เขาคุนลุ้น ออกจากถ้ำนี้อาจารย์ต้วนชี้ให้ดูซันเหว่ยซานคือภูเขาสามยอด อยู่ทางทิศตะวันออก มีประวัติว่ามีแสงทองอยู่หลังเขา เห็นว่าเป็นสถานที่ศิริมงคลจึงมาเจาะถ้ำ แต่ก็ไม่มีภาพเขียนอะไร มีแต่วัด ข้าพเจ้าถามอาจารย์ต้วนถึงงานด้านอนุรักษ์ว่าทำไปในด้านใด อาจารย์ต้วนว่ามีหลายขั้นตอน 1. ค้นคว้าว่าสีทำด้วยอะไร 2. หาสาเหตุของการเปลี่ยนสี 3. หาวิธีการรักษา 4. ร่วมมือทางวิชาการกับอเมริกาและจีน จริงๆ เกินเวลามาตั้งนานแล้ว แต่ต้องพูดว่า “ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว” เราดูต่อให้ครบตามที่ตั้งใจไว้ดีกว่า ก็น้อยเต็มทีแล้ว เลยบอกอาจารย์ต้วน

(น.232) ว่าดูเสียอีกถ้ำก็แล้วกัน เราเลยเข้าไปที่ถ้ำที่ 017 ถ้ำนี้เป็นที่เก็บคัมภีร์และเอกสารต่างๆ เป็นที่เร้นลับไม่มีใครทราบ พระลัทธิเต๋ารูปหนึ่งชื่อหวางเต้าซือ มาบำเพ็ญพรตอยู่ที่นี้ วันหนึ่ง (ปรามาณ ค.ศ. 1900) ทรายก็ร่วงลงมา หวางเต้าซือจึงเรียกพวกลูกน้องให้มาช่วยกันขุดทรายออกไป ก็ได้พบประตูเปิดเข้าไปเป็นห้องเต็มไปด้วยคัมภีร์และเอกสาร ผ้าไหมและภาพวาดอยู่เต็มถ้ำ เอาผ้ามัดไว้ เป็นของสมัยราชวงศ์ถัง พวกภาพวาดมี 800 กว่าชิ้น มีคัมภีร์และเอกสารประมาณ 4-5 หมื่นเล่ม ได้ความว่าฝรั่งเช่นเซอร์ออเรล สไตน์มาซื้อไปถูกๆ ก็ตั้งแยะ ที่ยังคงเหลือที่จีนเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติปักกิ่งประมาณ 10,000 กว่าเล่ม เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วรรณคดี ศิลปะ คณิตศาสตร์ การแพทย์ เศรษฐกิจ ฯลฯ ข้างในห้องมีรูปปั้นพระหงเปี้ยน อยู่ในสมัยปลายราชวงศ์ถัง รับหน้าที่เป็นพระที่ควบคุมฉนวนเหอซี เมื่อมรณภาพแล้วลูกศิษย์จึงสร้างรูปปั้นนี้ขึ้น จารึกประวัติที่ฝาผนังมีรูปต้นโพธิ์ 2 ต้น มีกระเป๋าคัมภีร์แขวนไว้ (กระเป๋าคัมภีร์ดูยังกับกระเป๋าถือสมัยใหม่) มีลูกศิษย์ถือผ้ามือหนึ่ง อีกมือถือไม้เท้า แม่ชีถือพัดบังแดดบังลม ภาพสมัยถังตอนปลายใช้วิธีเขียนเส้นง่ายๆ มีชีวิตชีวา ด้านนอกห้องมีภาพเขียนสมัยซีเซี่ย ตรงเครื่องประดับทำลวดลายเป็นเส้นนูนขึ้นมา ถ้าหวางเต้าซือไม่เห็นทรายร่วงก็คงไม่มีใครทราบว่ามีห้องเก็บคัมภีร์ เพราะเขาเก็บได้แนบเนียน เอาปูนโบกประตูและเขียนภาพทับ ก่อนกลับอาจารย์ต้วนให้หนังสือภาพตุนหวง 2 เล่ม ถ่ายภาพชัดกว่าที่เห็นในถ้ำ รวมบทความในการสัมมนาและบทความต่างๆ หนังสือเหล่านี้เขียนเป็นภาษาจีนที่ค่อนข้างจะยากสำหรับข้าพเจ้าจึงยังไม่ได้ค้นดู ถ้าจะ

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 52

(น.52) สมัยราชวงศ์ซ่งถือเป็นจุดสุดยอดของการศึกษาแบบประเพณี การศึกษาเจริญมาก มีบุคคลสำคัญหลายท่าน เช่น หลี่กัง นักปรัชญาจูซี แสดงแท่นฝนหมึกแบบต่างๆ กระจกทองแดง (สำริด?) รูปเซียนข้ามสมุทร ลัทธิเต๋า สมัยราชวงศ์ซ่งต่อกับราชวงศ์หยวน สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) นายพลเจิ้งเหอ เดินเรือไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเทียบเรือที่มณฑลฝูเจี้ยน สร้างระฆังใบหนึ่งไว้เป็นที่ระลึก มีอักษรสลักและมีลวดลายปากั้ว เป็นศิลปะสมัยหมิงที่เลียนแบบซ่ง ภาพแสดงความสามารถของคนในมณฑลนี้สอบจอหงวนได้ มีทั้งจอหงวนสายทหาร (บู๊-อู่) จอหงวนสายพลเรือน (บุ๋น-เหวิน) (น.52) รูป

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 130

(น.130) เดินผ่านถนนที่มีของขาย ส่วนมากเป็นพวกงานฝีมือ ไปดูพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานของจูซี นักปรัชญาสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ เกิดที่เจียงซี เป็นปรมาจารย์ของลัทธิหลี่เสวียเจียคือ Neo Confucianism หรือขงจื่อใหม่ รวมแนวคิดลัทธิขงจื่อ พุทธ และเต๋าเข้าด้วยกัน ลูกศิษย์ของเขามักมีตำแหน่ง

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 169,190

(น.169) ชิงหยวนซาน (ภูเขาสวนน้ำใส) เป็นสวนสาธารณะ ในสวนดูหินแกะเป็นรูปเหลาจื่อ (เล่าจื้อ) สูง 5.5 เมตร สร้างสมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1017) รูปเหลาจื่อ ทำให้คิดโยงไปถึงเรื่องศาสนาเต้า (เต้าเจี้ยว) คำว่า “เจี้ยว” แปลว่า ศาสนา ศาสนาเต้าหรือเต้าเจี้ยวก่อกำเนิดในสมัยจักรพรรดิซุ่นตี้ (ค.ศ. 125-144) ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ผู้ก่อตั้งชื่อ จางหลิง แนวคิดศาสนานี้ รวมแนวคิดหลายๆ แนวเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องความเชื่อผีสางเทวดา คำพยากรณ์ ฮวงจุ้ย และลัทธิเต๋า เอาคัมภีร์ของเหลาจื่อมาเป็นคัมภีร์หลัก และยกย่องเหลาจื่อเป็นใหญ่สูงสุด ลัทธิเต้าที่เหลาจื่อเป็นเจ้าลัทธินั้น (หรือเต๋า ในภาษาไทย) มีมาตั้งแต่สมัยชุนชิว (770-481 ก่อนคริสต์กาล) ต่อมาถูกจางหลิงอ้างเป็นเต้าเจี้ยว (ศาสนาเต้า) จึงควรแยกกันระหว่าง ลัทธิเต้า (เต้าเจีย) และศาสนาเต้า เพราะต่างกัน (น.169) รูป

(น.190) ศิลาจารึกหรือหินจารึกที่สุสานด้านหนึ่งเขียนเป็นภาษาจีน อีกด้านหนึ่งเขียนเป็นภาษาอาหรับ ในเฉวียนโจวมีสุสานมุสลิมอยู่มาก ศาสนาคริสต์ มีหลักฐานว่าแพร่เข้ามาในจีนตั้งแต่ราชวงศ์หยวน มีจารึกที่เขียนเป็นภาษาตุรกีโบราณที่ใช้ในซีเรียโบราณ ยังไม่มีคนอ่านได้เพราะตัวอักษรเลือนมาก หินหลุมศพมีรูปไม้กางเขนของศาสนาคริสต์นิกายฟรานซิสกัน เป็นนิกายหนึ่งของคาทอลิก นักบวชชาวอิตาลีชื่อ ฟรานซิส แห่งเมืองอัสซีซิ (Assisi) เป็นผู้ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1209 แพร่เข้ามาในจีนที่เมืองปักกิ่งและเฉวียนโจวเมื่อ ค.ศ. 1294 แล้วหยุดชะงักไปพักหนึ่ง จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในสมัยราชวงศ์ชิง ศาสนาคริสต์จึงแพร่เข้ามาในจีนอีกครั้งหนึ่งหลายนิกายทั้งคาทอลิก โปรเตสแตนต์ และออร์โธดอกซ์ นอกจากนั้นนำเสนอเรื่องลัทธิเนสตอเรียน ซึ่งเป็นนิกายเล็กๆ นิกายหนึ่งของศาสนาคริสต์ ไม่ได้รับการยอมรับ ถูกตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีตเมื่อ ค.ศ. 1431 พวกเนสตอเรียนไม่ยอมรับเคาน์ซิลออฟเอเฟซุส และสอนว่าพระเยซูเป็นมนุษย์ปุถุชน (ไม่ได้เป็นพระผู้เป็นเจ้า) ในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ถูกขับไล่ออกจากกรุงคอนสแตนติโนเปิล มาอยู่แถวซีเรีย เมโสโปเตเมียปัจจุบันยังมีอยู่ในเคอร์กิซสถาน ลัทธิเนสตอเรียนแพร่เข้ามาในจีนตามเส้นทางแพรไหมสมัยราชวงศ์ถัง ภาษาจีนเรียกว่า จิ่งเจี้ยว ข้าวของในลัทธิเนสตอเรียนที่นำมาจัดแสดงมีจารึกเป็นภาษามองโกลซึ่งจารึกอยู่กำแพง ภาพสลักเทวดาบินถืออะไรก็ไม่ทราบ อีกรูปเป็นเทวดาถือไม้กางเขน ในเฉวียนโจว ศาสนาพุทธกับเต๋านับถือแบบปนๆ กัน ภาพวัดแบบอินเดีย เป็นวัดที่สร้างด้วยหิน มักจะสลักลวดลายอย่างสวยงาม มีหิน Beryl และหินทรายสีเขียว เป็นวัดฮินดูไศวนิกาย วัดฮินดูถูกทหารเปอร์เซียและมองโกลทำลายในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีจารึกภาษาทมิฬ ค.ศ. 1281 มีรูปพระศิวะ ศิวลึงค์ ปัจจุบันไม่มีลูกหลานที่สืบเชื้อสายจากพวกฮินดูเหล่านี้อยู่เลย

เยือนถิ่นจีนโพ้นทะเล หน้า 208

(น.208) สมัยนั้น คนส่วนใหญ่ของเกาะไหหลำเป็นคนพื้นเมืองเผ่าหลี มีชาวจีนฮั่นไม่มากนัก ซูตงปัวมาถึง ก็ได้มาสร้างความสามัคคีระหว่างชาวฮั่นและชาวหลี โรงเรียนของซูตงปัวเป็นโรงเรียนแรก หน้าศาลซูตงปัว ต้นท้อกำลังออกดอก มีหลายคนปรารภว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะปกติท้อจะออกดอกฤดูชุนเทียน (ฤดูใบไม้ผลิ) แต่คราวนี้มาออกดอกฤดูชิวเทียน (ฤดูใบไม้ร่วง) แต่ข้าพเจ้าว่าไม่แปลกเพราะขณะนี้อากาศจริงๆ ไม่ใช่อากาศฤดูชุนเทียนหรือชิวเทียน แต่เป็นฤดูเซี่ยเทียน คือ ฤดูร้อนแบบร้อนมากๆ ด้วย ศาลเหลี่ยงฝูปอฉือ เป็นศาลรำลึกถึงทหารราชวงศ์ฮั่น 2 คน (สมัยฮั่นตะวันตก) รบกับคนกลุ่มน้อยทางภาคใต้ของจีนชื่อ ลู่ป๋อเต๋อ อีกคนหนึ่งอยู่สมัยฮั่นตะวันออกชื่อ หม่าหยวน ทั้ง 2 คน มาตั้งระบบราชการในไหหลำ ปัจจุบันศาลนี้ใช้เป็นที่เก็บลายมือของนักเขียนพู่กันจีนที่มีชื่อเสียง ด้านนอกมีจารึกที่วางบนหลังเต่าเป็นลายพระหัตถ์จักรพรรดิฮุยจง สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ ค.ศ. 1119 พระองค์ทรงนับถือลัทธิเต๋า ให้เขียนจารึกเผยแพร่ลัทธินี้ไปทั่วประเทศจีน (น.208) รูป

หวงเหออู่อารยธรรม

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 37

(น.37) รูป 27 บริเวณเจดีย์เป๋าถ่าซาน ซึ่งอยู่บนเขาจึงเป็นที่ชมทิวทัศน์เมืองเหยียนอาน (น.37) ความสำคัญของเจดีย์นี้ในยุคปัจจุบันที่พอจะมองเห็นได้คือ เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่จะใช้เป็นจุดอ้างอิงได้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือเจดีย์ตั้งอยู่ที่สูง ถ้าไต่ขึ้นไปถึงยอดชั้นที่ 9 ก็ยิ่งสูงเข้าไปใหญ่ (เขาไม่ได้เชิญให้ฉันไต่ขึ้นไปและฉันก็ไม่ได้เรียกร้องที่จะไต่) รอบๆ บริเวณนั้นมีระฆังสมัยราชวงศ์หมิง สร้างในเดือนเมษายน ค.ศ. 1628 ตรงกับรัชศกฉงเจิน ปีที่ 1 มีรูปยันต์ 8 ทิศ ระฆังนี้เคยเก็บรักษาไว้ที่วัดเต๋า ตอนสงครามต่อต้านญี่ปุ่นจึงยกมาใช้ที่นี่ ค.ศ. 1938 มีเครื่องบินญี่ปุ่นมาทิ้งระเบิดที่เหยียนอาน ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ต้องย้ายที่มั่นอยู่เรื่อยๆ มองภูมิประเทศเหมือนกับที่อนุสรณ์สถานที่ดูเมื่อวานนี้ แต่เป็นของจริง คือมีภูเขาล้อมรอบ 3 ด้าน และมีแม่น้ำผ่านกลาง มองเห็นยอดเขาเฟิ่งหวง เขาชิงเหลียน ตึก 9 ชั้นในเมือง ไกด์บอกว่าแม่น้ำเหยียนเหอและแม่น้ำหนานชวน รวมกันทางภาคตะวันตกกลายเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำหวงเหอ มีสะพานข้ามแม่น้ำเหยียนเหอ สร้างเสร็จใน ค.ศ. 1958 สะพานเป๋าถ่าสร้างเสร็จ ค.ศ. 1975 เขาเล่าว่าเมืองนี้สมัยราชวงศ์สุยราว ค.ศ. 607 เป็นจังหวัดเหยียนอานจวิ้น สมัยราชวงศ์ถังเปลี่ยนเป็นเหยียนอานฝู่ เชิงเขามีซากเมืองโบราณ แสดงว่าแถวนี้เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 58,79,82

(น.58) โบราณจีน วิจัยประวัติท้องถิ่นมณฑลซานตง วิจัยสุนทรียศาสตร์ตะวันตก วิจัยลัทธิเต๋า อาจารย์เหล่านี้ไม่มีโอกาสอธิบายอะไรเลยทั้งๆ ที่ในกำหนดการเขียนไว้ว่าฟังบรรยายเกี่ยวกับขงจื่อและเมิ่งจื่อ ก็ไม่รู้จะขอฟังได้อย่างไร เพราะเวลาก็หมดแล้ว ถึงเวลาดูพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย ตอนแรกให้ดูโมเดลของมหาวิทยาลัย และประวัติมหาวิทยาลัย มีรูปอธิการบดีเก่าๆ คนแรกชื่อ กานเช่าอวี้ เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายพลยวนซีไข ประกาศนียบัตรของผู้สำเร็จการศึกษารุ่นแรก ในใบประกาศนียบัตรนี้นอกจากเขียนชื่อนักศึกษาแล้ว ยังมีชื่อพ่อ ปู่ทวด (แสดงว่าการเป็นลูกเต้าเหล่าใครเป็นเรื่องสำคัญมากของสังคมสมัยนั้น) ภูมิลำเนาของนักศึกษาผู้นั้น ขุนนางผู้ใหญ่ผู้ได้รับมอบหมายจากจักรพรรดิให้ออกประกาศนียบัตร รอบๆ มีลายมังกร มหาวิทยาลัยซานตงแต่เดิมเป็นวิทยาลัย ตั้งเมื่อ ค.ศ. 1901 เป็นสถาบันสำหรับคนชั้นสูงเรียน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยชิงเต่าเมื่อ ค.ศ. 1924 เอกชนสนับสนุนทุนทรัพย์ และค.ศ. 1926 ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยของมณฑล ค.ศ. 1930 มหาวิทยาลัยซานตงมาขึ้นกับรัฐบาลกลาง อธิการบดีหวังโซ่วถง เคยเป็นจอหงวนสมัยราชวงศ์ชิง อาจารย์ที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมีหลายท่าน เช่น เหล่าเซ่อ (Lao She) (ค.ศ. 1899-1966) เป็นนักประพันธ์ มีผลงานวิจารณ์การปฏิวัติและความอยุติธรรมของสังคมจีน ในทศวรรษ 1920 และทศวรรษ 1930 แต่ถูกพวกเรดการ์ดบีบให้ฆ่าตัวตายในระหว่างการปฏิวัติวัฒนธรรม (คนนี้ฉันรู้จักก็เลยอธิบายยาวหน่อย) เสิ่นฉงเหวิน (นักประพันธ์) ถงตี้โจว (นักชีววิทยา) หวังก้านเชา (นักฟิสิกส์) ค.ศ. 1951 มีวิทยาเขตที่ชิงเต่า ค.ศ. 1958 ออกจากชิงเต่ามาอยู่ที่จี่หนาน (ประวัติมหาวิทาลัยที่เขาเล่าดูย้อนไปย้อนมา ฉันฟังไม่รู้เรื่อง)

(น.79) ในต้าหมิงหูมีเกาะ 6 เกาะ มีอยู่เกาะหนึ่งมีศาลากลางทะเลสาบ (หูซินถิง) ที่เกาะฉวินฟังเซียงเต่า มีสวนบุปผชาติ มีวัดทางศาสนาเต๋า และศาลาแปดเหลี่ยมชื่อ ลี่เซี่ย ซึ่งมีประวัติว่าสร้างมา 1,400 กว่าปีแล้ว แต่ที่เห็นในปัจจุบันคือ ศาลาที่สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิคังซี ปีที่ 32 มีประวัติ 300 กว่าปีเท่านั้น ป้ายหน้าศาลาเป็นลายพระหัตถ์จักรพรรดิเฉียนหลง ข้างในจัดให้มีรูปคนดังเมืองจี่หนานทุกยุคทุกสมัย 15 ท่าน คือ 1. โจวเหยียน สมัยจั้นกว๋อ ก่อน ค.ศ. 355-265 ปี เป็นนักปรัชญา 2. ฝูเซิง สมัยราชวงศ์ฮั่น ในยุคที่ฉินสื่อหวงตี้ (จิ๋นซีฮ่องเต้) สั่งเผาคัมภีร์ขงจื่อจนหมด แต่ท่านผู้นี้จำไว้ได้ ภายหลังท่องให้ผู้อื่นเขียน 3. หลวงจีนอี้จิ้ง สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 635-713) เป็นผู้นำคัมภีร์พุทธศาสนาจากอินเดียมา 300 กว่าเรื่อง แปลได้ 107 เรื่องก็ถึงแก่มรณภาพ 4. กวีเอกหลี่ชิงเจ้า สมัยราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 1084-1151) มีชื่อเสียงในด้านการแต่งบทกวีรักและโศก 5. ซินชี่จี๋ (ค.ศ. 1140-1207) สมัยราชวงศ์ซ่ง เป็นกวีผู้รักชาติ 6. ตู้เหรินเจี๋ย สมัยราชวงศ์จินหรือกิมก๊ก (ค.ศ. 1210-1280) เป็นนักแต่งบทขับสำหรับเล่นงิ้ว 7. จังหยั่งเหา สมัยราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1270-1329) นักแต่งบทขับสำหรับเล่นงิ้ว 8. จังฉี่เหยียน สมัยราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1285-1353) เป็นนักประวัติศาสตร์

(น.82) รูป 60 ศาลเจ้าลัทธิเต๋า (น.82) หลังจากที่จักรพรรดิเสด็จกลับพระนครและมิได้เสด็จมาที่นี่เป็นครั้งที่ 4 นางได้ให้กำเนิดบุตรสาวหน้าตาเหมือนนางมีชื่อว่า จื่อเว่ย ก่อนตายนางสั่งเสียบุตรสาวให้ตามหาพระบิดา เกิดเป็นเรื่องราวที่เอามาสร้างภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่อง “องค์หญิงกำมะลอ” ที่สนุกสนาน แต่ไม่รู้จริงเท็จแค่ไหน ลงเรือไปอีกที ตอนนี้เขาเล่าเรื่องเมืองจี่หนาน ฉันฟังไม่รู้เรื่อง เท่าที่รู้เรื่องก็มีข้อมูลที่ฉันเขียนไว้แล้ว จากนั้นไปที่ ศาลเจ้าพ่อในลัทธิเต๋า เรียกว่า เทพเจ้าดาวเหนือ เสวียนอู่ หรือ เจินอู่ เป็นเทพประจำทิศ มักนิยมทำเป็นรูปงูพันตัวเต่า เรื่องเทพ (สัตว์) ประจำทิศนั้นฉันเขียนหลายครั้งแล้ว ไปที่ศาลาแสดงงานหัตถกรรมของผู้หญิง

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 88,90

(น.88) ภูเขาไท่ซานมีสำนักปรัชญาขงจื่อ ศาสนาเต๋า และศาสนาพุทธ อยู่ร่วมกัน เห็นว่ารอบๆ ภูเขามีวัดตามความเชื่อดังกล่าว สร้างมา 1,500 ปีแล้วก็มี เช่น วัดหลิงเหยียนซื่อ สมัยราชวงศ์ถัง เป็นวัดทางพุทธศาสนาที่สำคัญ เขาพูดอย่างนี้ แต่พอไปค้นหนังสือมาอ่าน อธิบายว่า วัดนี้ไกลจากเขาไท่ซาน อยู่ระหว่างเมืองจี่หนานกับเมืองไท่อาน บริเวณเขาไท่ซานมีวัดผู่เจ้า สร้างสมัยหกราชวงศ์ อีกวัดชื่อ อวี้เฉียน เป็นวัดสมัยใหม่ มีเทพเจ้าบนภูเขาไท่ซาน เป็นเทพเจ้าตามลัทธิเต๋า มี 2 องค์ เทพชายคือ ตงเยี่ยต้าตี้ และเทพสตรีคือ ปี้เสียหยวนจวิน ทั้งสองเป็นเทพแห่งการปกปักรักษา ชาวบ้านกล่าวกันว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ขออะไรก็ได้ (ในลัทธิเต๋า มีเทพสตรีที่ยิ่งใหญ่สองท่านคือ หมาจู่ เป็นเทพสตรีทางทะเล คุ้มครองคนเดินเรือ ซึ่งฉันเขียนหลายครั้งแล้ว และเทพสตรีปี้เสียท่านนี้เป็นเทพทางภูเขา ซุปบอกว่าที่ภูเก็ตก็มีศาลเจ้าหมาจู่ ตั้งชื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยว่า ศาลเจ้าแม่ย่านางเรือ) (น.88) รูป 63 ไปถึงหนานเทียนเหมิน

(น.90) ศาลเจ้าปี้เสียฉือ มีเรื่องเล่าว่าเทพแห่งไท่ซานได้พบกับพระนางซีหวังหมู่หรือเทพมารดรแห่งตะวันตก มีสาวสวรรค์มารับใช้ 7 นาง ศาลนี้สร้างใน ค.ศ. 1009 เมื่อจักรพรรดิซ่งฮุยจงเสด็จมาที่ภูเขาไท่ซาน ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ให้สร้างศาลเจ้า สมัยราชวงศ์หมิงใช้เป็นที่ทำพิธีเซ่นไหว้ ที่ศาลเจ้ามีนักพรตเต๋าสองท่านออกมาต้อนรับ เล่าว่าเป็นศาลบูชาตงเยี่ยต้าตี้ และปี้เสียหยวนจวิน (ตั้งไว้เป็นประธาน) ซ้ายขวามีเทพมารดาแห่งดวงตา (เชื่อกันว่าไหว้แล้วตาสว่าง ไม่ทราบว่าหมายถึงตาสว่างรู้ความจริงที่คนอื่นหลอก หรือหายง่วง) และเทพมารดาส่งบุตร (ส่งไปไหนไม่ทราบ) นักพรตสวดอวยพรให้ฉันและให้หนังสือเหลาจื่อเล่มเล็กๆ (เต้าเต๋อจิง) ภูเขาไท่ซานมีทิวทัศน์ที่สวยงาม 108 แห่ง เป็นที่รับรองประมุขประเทศและผู้นำมา 108 ท่าน ผู้ที่ฝึกพลังภายในมาที่นี่เชื่อว่าจะได้รับ “ชี่” คือพลัง ตอนที่เดินกลับเห็นจารึกลายมือท่านเผิงเจิน อดีตประธานสภาใน ค.ศ. 1985 เป็นประโยคสั้นๆ มีอักษร 4 ตัว ว่า ซาน เกา วั่ง หย่วน แปลว่า ภูเขาสูง มองได้ไกล อ่านจากตัวท้ายมาตัวหน้าก็ได้ความหมายว่า มองภูเขาสูงที่ไกลลิบ อีกจารึกจารึกอักษรทางศาสนาเต๋าที่คนธรรมดาอ่านไม่รู้เรื่อง มีคนอ่านได้ว่าข้างบนเป็นชื่อเหลาจื่อ ว่าหลีเอ่อร์ ข้างล่าง 4 ตัวแปลว่า ชื่อเสียงระบือไกลเป็นหมื่นปี อาณาเขตของภูเขาไท่ซานกว้างไกลไปเกือบถึงกำแพงเมืองจี่หนาน กว้างถึง 426 ตารางกิโลเมตร ภูเขาไท่ซานเป็นหนึ่งในบรรดาภูเขาสำคัญของจีน ทิศตะวันตกคือ ฮั่วซาน ทิศใต้คือ เหิงซาน (ตัวอักษรจีน) เดิมคือ เทียนจู้ซาน ซึ่งอยู่ที่มณฑลอานฮุย จากราชวงศ์สุยเป็นต้นมาเปลี่ยนเป็นเหิงซาน

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 121

(น.121) รูป 86 ห้องโถงที่เข้าไปตอนแรก มีรูปคนแทรกอยู่ระหว่างช้าง 2 ตัว (น.121) เขาให้เจ้าหน้าที่มาบรรยายให้ฉันฟัง เขาเคยบรรยายให้ประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินมาแล้ว ระหว่างเดินชมเปิดเพลงไทย เช่น เพลงลาวดำเนินทราย ประกอบด้วย รูปปั้นที่ห้องโถงกลางเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ ของเหอหนาน มีรูปคนผลักช้างออกด้านข้าง ข้างละตัว แสดงว่าอารยธรรมผลักความป่าเถื่อนออกไปข้างๆ เป็นช้างสองตัว เขาบอกว่าเมื่อ 500,000-600,000 ปีมาแล้วแถวนี้เคยมีช้างแมมมอธ มีภูเขาซงซาน พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด หอดูดาวที่ไคเฟิง เจดีย์อายุ 1,500 ปีสมัยเป่ยเว่ย อยู่กลางหุบเขาซงซานใกล้วัดเซ่าหลิน เมืองไคเฟิงเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ซ่งสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 11 ที่พื้นปูกระเบื้องทำเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิเต๋า มณฑลซานตงเป็นแหล่งกำเนิดลัทธิขงจื่อ แต่ที่มณฑลเหอหนานนั้นเป็นแหล่งกำเนิดของลัทธิเต๋า

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 164,165,166,167

(น.164) สมัยราชวงศ์หยวนมีการรบกันบ่อย มีพระรูปหนึ่งชื่อ ฟู่หยวน ช่วยให้สังคมสงบสุข จักรพรรดิจึงตั้งเป็นจิ้วกว๋อกง เจดีย์ที่มีรูสำหรับบรรจุอัฐิของพระทั่วๆ ไปไม่ได้ดีเด่นอะไร เมื่อเผาแล้วเอากระดูกมาไว้รวมๆ กัน เจดีย์เก่าที่สุดสมัยราชวงศ์ถัง ค.ศ. 791 มีเจดีย์ที่พิเศษน่าศึกษาหลายแห่ง เช่น ศิลาจารึกที่พระญี่ปุ่นชื่อพระเซ่าหยวนเป็นผู้เขียน ในสมัยราชวงศ์หยวน พระเซ่าหยวนมาเรียนนิกายฉานที่นี่ (คำว่าฉาน มาจากคำ ธยาน ในภาษาสันสกฤต ตรงกับคำว่า ฌาน ในภาษาบาลี ญี่ปุ่นออกเสียงว่า เซ็น) จึงสร้างเจดีย์ถวายพระอาจารย์ชื่อพระจวีอาน มีเจดีย์ที่มีลายปากั้ว ซึ่งเป็นเครื่องหมายลัทธิเต๋า ตอนเดินออกมาจากบริเวณป่าเจดีย์ เห็นภูเขาซึ่งมีชื่อว่า ไท่ซื่อซานและเซ่าซื่อซาน เขาว่าเป็นภรรยาหลวงและน้อยของกษัตริย์อวี่ตามลำดับ ถ่ายรูปหน้าป้ายเซ่าหลิน ว่าเป็นลายพระหัตถ์จักรพรรดิคังซี มีพระที่เป็นปฏิคมมาต้อนรับ บอกว่าเจ้าอาวาสมารับไม่ได้เพราะเป็น ส.ส. ต้องไปประชุมสภา เข้าไปมีพระไมเตรยะ (พระศรีอาริย์) มีเรื่องที่เล่าว่าถ้าคนดีเดินเข้ามาก็จะยิ้มให้ แต่ถ้าเป็นคนไม่ดีจะจับใส่กระสอบ ทั้งคณะของฉันคงจะเป็นคนดี เพราะไม่มีใครหายไปอยู่ในกระสอบ ในเขตลานวัดมีศิลาจารึกมาก จึงเรียกว่า ป่าจารึก เป็นการบันทึกว่ามีจักรพรรดิเสด็จมา มีการซ่อมแซม เรื่องราวในพุทธศาสนาหรือคัมภีร์ เรื่องพระวัดเซ่าหลินช่วยกู้ชาติบ้านเมือง หลังจากที่สร้างหนังเรื่องวัดเซ่าหลินแล้ววัดมีชื่อเสียงขึ้นมา มีคนที่เล่นกังฟูอยู่นอกประเทศมาขอตั้งป้าย มีคนไทยส่งเงินมาให้สร้างป้ายตอนที่ฉลอง 1,500 ปีของวัดใน ค.ศ. 1995 (วัดเซ่าหลินสร้าง ค.ศ. 495)

(น.165) รูป 126 พระวัดเซ่าหลินต้อนรับ (น.165) จักรพรรดิถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) ทรงจารึกไว้ว่าตอนที่ยังเป็นอ๋องถูกจับไป พระเซ่าหลิน 13 รูปช่วยไว้ได้ จึงเขียนขอบคุณท่านทั้ง 13 ไว้ อีกป้ายหนึ่งเขียนเป็นอักษรโบราณ รำลึกถึงพระเซียวซาน (ที่ต่อต้านโจรสลัด) ด้านหลังเป็นรูปกลมๆ มีภาพพระอยู่ด้านใน ไกด์บอกว่าเป็นคำเฉลยคำถามที่ตั้งเอาไว้ตอนที่ดูป่าเจดีย์ ที่นี่พุทธศาสนา ลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื่อ (เรียกว่า หรูเจี้ยว คำว่า หรู หมายถึง ปัญญา หรือขุนนางข้าราชการ ในที่นี้อาจจะหมายถึงลัทธิขงจื่อเพราะเกี่ยวกับการปกครอง) ไกด์อธิบายว่าลัทธิขงจื่อเป็นเครื่องช่วยให้คนสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง กำหนดความสัมพันธ์ไว้ 5 ประการดังนี้ 1. จักรพรรดิมีคุณธรรม เมตตาธรรม ส่วนขุนนางมีความจงรักภักดี 2. บิดาเมตตาบุตร บุตรกตัญญู 3. สามีว่าอะไร ภรรยาว่าตาม

(น.166) รูป 127 บริเวณที่เก็บศิลาจารึก (น.166) 4. พี่มีน้ำใจไมตรี น้องมีความเคารพนบนอบ 5. เพื่อนต้องมีสัจจะต่อกัน เรื่องการเมืองการปกครองนี้ อ่านคัมภีร์หลุนอวี่ครึ่งเล่มก็ปกครองได้ ลัทธิเต๋า ศึกษามนุษย์กับธรรมชาติ (โลกของเรา) ปรากฏการณ์ธรรมชาติเกิดจากธาตุทั้ง 5 และอินหยัง มีเต๋า ก็คือ มีพลังอำนาจ เห็นฟ้าได้ ไม่ตาย อายุยืน พุทธ (ไกด์บอกว่าไม่อยากเล่าเดี๋ยวจะเหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน) ในความคิดของเขาเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ ได้แก่ การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ก่อกรรมก็ต้องตกนรก มีเหตุมีผล ที่เขาได้มาต้อนรับฉันในวันนี้ก็หมายถึงได้ทำบุญมาก่อน

(น.167) ตอนแรก 3 สำนักขัดแย้งกัน ต่อมาสำนึกว่าต้องอยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนผสมผสานกัน ต่างรู้สึกว่า วิชา โลกทัศน์ และค่านิยมของคนก็มาจากความเชื่อทั้งสามนี้ รูปเดียวกัน มองตรงเป็นพระศากยมุนี มองซ้ายเป็นขงจื่อ มองขวาเป็นเหลาจื่อ (ขงจื่อและเต๋าเป็นลัทธิของจีน พุทธเป็นความเชื่อจากอินเดีย มีหลักของการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งไม่ได้มีปรากฏในสองความคิดแรก แต่ก็มากลมกลืนและมีอิทธิพลกับสังคมจีนมาก ประพจน์คิดว่าอย่างไร) ในวิหารใหญ่ต้าสยงมีพระพุทธรูป 3 องค์ เป็นพระพุทธเจ้าในอดีต (พระอมิตาภพุทธเจ้า) พระปัจจุบัน (พระศากยมุนี) และพระในอนาคต (คือพระไมเตรยะ) ที่ลานวัดมีหม้อใบโตสมัยราชวงศ์หมิง สำหรับผัดผักเลี้ยงพระในวัด (น.167) รูป 128 หม้อสำหรับทำอาหารเลี้ยงพระในสมัยโบราณ

หวงเหออู่อารยธรรม หน้า 238,239,241

(น.238) วัดอยู่ในทำเลที่เหมาะสมมาก มีภูเขากั้นทางลมและมีหน้าผากั้นฝน พายุ และหิมะ ทำให้สภาพของวัดยังสมบูรณ์อยู่มาก บางคนกล่าวว่าหน้าผาที่ตั้งของวัดนี้เหมือนหมอกที่ป้องกันวัดจากภัยธรรมชาติ ใน ค.ศ. 1989 เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในนครต้าถง สถานที่ต่างๆ เสียหายมาก แต่วัดนี้ได้รับผลกระทบน้อย เดิมวัดอยู่สูงจากพื้นดิน 90 เมตร แต่เกิดอุทกภัยหลายครั้ง ดินทับถมกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้สูงกว่าพื้นดินเพียง 58 เมตรเท่านั้น ใน ค.ศ. 1958 รัฐบาลได้สร้างอ่างเก็บน้ำเพื่อรับน้ำจากยอดเขา หน้าวัดเป็นต้นน้ำแม่น้ำหุนเหอ วัดนี้สร้างอาคารหันหน้าทางทิศตะวันตกซึ่งถือว่าเป็นพุทธภูมิ ส่วนประตูใหญ่เข้าวัดนั้นหันทางทิศใต้ ทั้งวัดมีห้องขนาดใหญ่ เล็ก และหอสูง 40 แห่ง (ดูด้วยตาไม่น่าถึง ไม่ทราบว่าเขานับอย่างไร) อาคารแบ่งเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนมี 3 ชั้น มีอาคาร ซานโฝเตี้ยน ซานเซิ่งเตี้ยน และซานกวนเตี้ยน อาคารเหล่านี้มีรูปเคารพทางพุทธศาสนา ลัทธิเต๋า และขงจื่อรวม ๆ กัน ที่เหลือเวลานี้มีรูปเคารพทางพุทธศาสนา 11 แห่ง อาคารศาสนาเต๋า 6 แห่ง และอาคารซานเจี้ยว (รวมกันทั้ง 3 ศาสนา) แห่งหนึ่ง อาจจะเป็นเหตุนี้ที่มีผู้ซ่อมแซมวัดทุกยุคทุกสมัย มีคนมีชื่อเสียงมาชม เช่น หลี่ไป๋ แต่ไม่กล้าเขียนบทกวีชม ตอนหลังมีคนอังกฤษมาชมว่าไม่แต่เป็นความภูมิใจของคนจีนเท่านั้นแต่เป็นของมนุษยชาติด้วย เดินขึ้นไปที่ซานโฝเตี้ยน อาคารนี้มีพระศรีอริยเมตไตรยถือถุงผ้า เชื่อกันว่าหน้าของพระนี้ปั้นตามพระที่มีชีวิตจริง เป็นชาวเจ้อเจียงเกิดในสมัยนั้น หลังคาของอาคารนี้เป็นโลหะ สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง เดินต่อไปเป็นต้าสยงเป่าเตี้ยน (ทางเดินสูงมาก ฉันเองตอนเดินขึ้นก็รู้สึกหวาดเสียวเหมือนกัน แต่ไกด์บอกว่า ใน ค.ศ. 1996 สมเด็จป้าเสด็จมาขึ้นได้ถึงชั้นบนสุด) มีรูปพระอมิตาภะ พระไวโรจนะและพระศากยมุนี การหล่อรูปพวกนี้ใช้เทคนิคปั้นดินแล้วถอดแบบ ข้างๆ มีรูปเว่ยถัว ไกด์ว่าเป็นเทพารักษ์ มักสร้างไว้ตรงข้ามกับวิหารใหญ่ ว่ามีหน้าที่รักษาพระไตรปิฎก

(น.239) รูป 177 ขึ้นไปข้างบนมองลงมารู้สึกหวาดเสียว (น.239) อีกห้องมีรูปกวนอู สร้างสมัยราชวงศ์หมิง นอกจากกวนอู มีรูปโจวชังและกวนผิง (กวนผิงเป็นลูกชายกวนอู) กวนอูเป็นคนไฮ่โจว (อักษรตัวนี้เขียนแล้วทั่วไปเขาอ่านกันว่า เจี่ย แต่คนเมืองนี้อ่าน ไฮ่ และเชื่อกันว่ากวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งเงินตรา) ห้องเล็กๆ อีกห้องเป็นที่ประดิษฐานเทพสูงสุดของเต๋า คือ ไท่อี้เจินเหริน (มหาเทพ) สองข้างมีเด็กรับใช้ คนหนึ่งเรียกว่า เย่าถง มีหน้าที่ต้มยา อีกคนหนึ่งเรียกว่า ซูถง มีหน้าที่รับใช้บุตรหลานผู้มีอันจะกินในเวลาเรียนหนังสือ เช่น ช่วยฝนหมึก หยิบหนังสือให้

(น.241) รูป 179 วัดแขวน (น.241) ศาลเจ้าฉุนหยัง (ฉุนหยังกง) เป็นที่บูชาเทพหนึ่งใน 8 เซียน (เต๋า) คือ ลวี่ต้งปิน คนแต้จิ๋วก็ว่าเป็นแต้จิ๋ว เรียกกันว่า หลือถ่งปิง คนซานซีว่าเป็นคนซานซี ในห้องตั้งรูปลวี่ต้งปิน และผู้รับใช้คือเยี่ยนถงและหลิ่วเซียน (เป็นเทพที่กลายร่างมาจากต้นหลิวเพราะสมาธิของเซียน) ตำหนักซานเซิ่ง องค์กลางเป็นกวนอิม สองข้างเป็นพระมัญชุศรีกับสมันตภัทรโพธิสัตว์ มีพระ เช่น อู่ตี้ซือ เจียตี้ เซิงซือ อู่ไถ เอ๋อเหมย มีถ้ำนกกระเรียน ตำหนักซานเจี้ยว จะมีพระพุทธเจ้า ขงจื่อ และเหลาจื่อ

Personal tools