ศิลปะจีน ศิลปะจีน

From Chinesestudies

Jump to: navigation, search

ศิลปะจีน

ศิลปะจีน


(น.9) การบรรยายในวันนี้จะให้แคบลงมาหน่อยเหลือแค่ความคิดเรื่องศิลปะจีน* ถึงกระนั้นถ้าจะพูดให้กระจ่างจริงจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือนหรือทั้งเทอม จึงจะกล่าวได้หมด แต่มีผู้มาห้ามปรามไว้ว่ามากที่สุด 3 ชั่วโมง ก็หวังว่าจะไม่ถึง การที่จะมาพูดเรื่องศิลปะในที่นี้เข้าใจว่า เป็นเรื่องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเป็นสวนใหญ่ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีหลักสูตรด้านศิลปะอย่างกว้างขวางมากมายทุกสาขา และมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้ศึกษาทั้งทางกว้างและทางลึกมามาก จะพูดไปก็อาจจะรู้แล้ว แต่วันนี้พยายามจะพูดในฐานะคนไทยที่มีโอกาสได้สัมผัสวัฒนธรรมจีนและชื่นชมศิลปะจีนหลายแขนง ที่จะกล่าวในวันนี้อาจจะไม่ตรงกับตำราทั้งของไทยและจีน อาจจะต้องขออภัยที่อาจจะพลาดไปไม่ได้กล่าวถึงจุดสำคัญต่างๆของเรื่องที่จะพูด เดี๋ยวนี้นึกอะไรไม่ค่อยออก พอนึกออกก็จะจ้วงไปตรงนั้น อาจจะไม่ได้เป็นหลักฐาน และไม่ได้ตั้งใจจะมาบรรยายวิชาทางศิลปะ


* ในปลาย พ.ศ.2529 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตสาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจัดงานวิชาการ “วันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม:บรมราชกุมารี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ และเป็นที่ระลึกถึงเกียรติประวัติอันเป็นสิริมงคลยิ่งนี้
การจัดงานวิชาการ “วันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” จัดครั้งแรกใน พ.ศ.2530 และจัดต่อเนื่องมาทุกๆปี ครั้งที่ 19 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2548 ณ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ในครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยได้:กราบบังคมทูลเชิญทรงปาฐกถา เรื่อง “ประเทศจีนด้านการศึกษาและวัฒนธรรม” แต่ได้ทรงเปลี่ยนหัวข้อให้อยู่ในขอบเขตเรื่อง “ศิลปะจีน”


(น.10) แต่ว่าอาจจะใกล้เคียงกับวิชาศิลปะนิยม หรือ art appreciation คือมุ่งหวังให้ผู้ฟังชื่นชมศิลปะที่ทรงคุณค่า

เมื่อพูดเรื่องศิลปะก็อยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำ 2 คำ คือ ศิลปะ กับ ศิลปิน มีผู้ที่ให้คำจำกัดความคำว่า ศิลปะ ไว้มากมาย ในที่นี้จะขอพูดว่า เป็นสิ่งที่สัมผัสรับรู้ได้ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 ฟังดูศาสนาหน่อยคือ อายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ฝรั่งเรียกว่า sensory organs สุนทรภู่ ท่านเรียกสิ่งรับรู้ว่า เล่ห์โลกา 5 ประการ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตามบทกลอนใน พระอภัยมณี ว่า

ถ้าแม้นว่าข้าศึกมันโจมจับ จะรบรับสารพัดให้ขัดสน เอาปี่เป่าเล้าโลมน้ำใจคน ด้วยเล่ห์กลโลกาห้าประการ คือรูปรสกลิ่นเสียงเคียงสัมผัส ก่อกำหนัดลุ่มหลงในสงสาร ให้ใจอ่อนนอนหลับดังวายปราณ จึงคิดอ่านเอาชัยเหมือนใจจง

เมื่อรับรู้แล้วก็จะก่อให้เกิดความรู้สึกต่างๆ เช่น ความรัก ความเกลียด ความรู้สึกว่าไพเราะ ความสวยงาม ความน่ากลัว ความขยะแขยง ความตลกขบขัน ความสงบเงียบ เป็นเรื่องของศิลปะทั้งหมด ศิลปะไม่จำเป็นจะต้องงดงามอย่างเดียว ศิลปะที่ก่อให้เกิดความรู้สึกน่าเกลียดน่ากลัวอย่างยิ่งก็เป็นศิลปะ

ศิลปะจะมีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น แต่ว่าอย่างไรก็เกี่ยวกับมนุษย์อยู่ดี เพราะว่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ถ้าเราจะเรียกว่าเป็นศิลปะ ต้องเป็นสิ่งที่มีธาตุรับรู้ของมนุษย์มาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นศิลปะจึงเกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์อย่างมาก การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์คือ ศึกษาประวัติความเป็นมาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ศิลปะนั้นก็จะช่วยให้เข้าใจศิลปะดีขึ้น การศึกษาศิลปะช่วยให้เราเข้าใจมนุษย์มากขึ้น มีคำพูดเกี่ยวกับศิลปะอีกแบบหนึ่ง เช่น ศิลปะการขาย หมายความถึง การขายที่ใช้ศิลปะอย่างไรก็ตามที่ทำให้ทรัพย์ปลิวออกจากกระเป๋าของทุกคนมาอยู่ที่ตัวของผู้มีศิลปะทางการขาย หรือว่ามีศิลปะในการครองเรือนก็หมายความว่า ให้ครอบครัวอยู่กันด้วยดี ไม่ตีกันหัวร้างข้างแตก แต่ว่าเรื่องนี้เราจะไม่พูดกัน

(น.11) ศิลปิน หมายถึง ผู้ที่สร้างสรรค์ศิลปะขึ้น จะสร้างขึ้นมาอย่างไรก็สุดแต่ความคิดความรู้สึกของศิลปินในขณะนั้น และมาจากความรู้ ประสบการณ์ที่ศิลปินได้สั่งสมมา งานของศิลปินเป็นการสร้างสรรค์เพื่อมนุษยชาติ เป็นเครื่องจรรโลงเลี้ยงโลกให้ดำรงคงอยู่ได้ ศิลปะแบ่งเป็นหลายอย่าง 1. ทัศนศิลป์ (Visual Art) ได้แก่ จิตรกรรม การเขียนตัวอักษร ภาพถ่าย ประติมากรรม สื่อผสม สถาปัตยกรรม รวมไปถึงการจัดสวน การจัดผักผลไม้ให้เป็นรูประเบียบที่มองแล้วน่าชื่นชม 2. ศิลปะการแสดง (Performing Art) หมายถึง นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ คีตศิลป์คือร้องเพลง ละคร หุ่น หนัง ภาพยนตร์ เป็นงานที่แสดงออกมาเมื่อแสดงจบก็ถือว่าจบกัน ต่างจากทัศนศิลป์ที่คงอยู่ 3. วรรณศิลป์ (Literary Art) เป็นกวีนิพนธ์ หรือความเรียง ร้อยแก้ว บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้น พวกนี้เป็นวรรณศิลป์ทั้งสิ้น

มีศัพท์ใหม่ที่พูดกันในวงการวัฒนธรรม

Tangible Cultural Heritage หมายถึง วัฒนธรรมที่จับต้องได้ ได้แก่ พวกจิตรกรรม ประติมากรรม เป็นชิ้นงานที่มองเห็น สามารถที่จะเก็บเอาไว้ได้ที่บ้านหรือพิพิธภัณฑ์ ส่วนอีกประเภทที่กำลังพูดถึงมากคือ

Intangible Cultural Heritage เป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ศิลปะ การแสดง เรื่องเล่า ศาสนา ปรัชญา พิธีกรรม และเทศกาลต่างๆ แม้ว่าปัจจุบันจะมีเทคโนโลยีที่จะเก็บรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ได้เสมือนจริง เก็บเป็นเทป ซีดี วีดีโอ หรือเป็นคอมพิวเตอร์ 3 มิติก็ยังได้ใส่แว่นให้มันผุดขึ้นมาเหมือนกับจะจับได้ แต่ก็ยังไม่เรียกว่าเป็น Tangible ถือว่ายังจับต้องไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวเดียวก็หายไป เรื่องนี้กำลังเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตามเพราะองค์การยูเนสโกให้มีการลงทะเบียนไว้

ในที่นี้จะพูดถึงจีน เมื่อประมาณเดือนที่แล้วหนังสือพิมพ์จีนลงเรื่องว่า มีเทศกาลขนมจ้าง หรือหยวนเซียว ในเมืองจีนมีการทิ้งขนมลงไปในน้ำ มีการแข่งเรือ

(น.12) มังกร เล่ากันว่าแต่ก่อนมีกวีที่ชื่อ ชูวหยวน โดดน้ำตายเพราะเสียใจที่เมืองแตก ชาวบ้านก็ทำขนมโยนลงไปในน้ำเพื่อให้ปลาไปกินขนม จะได้ไม่กินซากศพของท่านชูวหยวน ปรากฏว่าวันดีคืนดีเกาหลีไปจดทะเบียนเป็น Intangible Cultural Heritage ของเขา คนจีนก็โกรธรัฐบาลว่า เทศกาลนี้เป็นของจีนแน่ๆ จีนทำมาตั้ง 2,000 ปีแล้ว ทำไมจึงปล่อยให้เป็นของเกาหลีไปได้ แต่ที่จริงเป็นเพราะเกาหลีได้เตรียมการอย่างดี มีการออกกฎหมายในเรื่องการอนุรักษ์ศิลปะประเพณีต่างๆ มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960-70 แล้วและก็ทำต่อเนื่องมา เสร็จแล้วเขาก็ไปลงทะเบียนที่ยูเนสโก ส่วนจีนอย่างไรก็ของจีนแน่ๆไม่เห็นต้องลงทะเบียน แต่ตอนนี้ยังไม่เข้าใจดี ลงหรือไม่ลงทะเบียนจะมีผลอย่างไรต่อสังคม หรือต่อประเทศชาติอย่างไร เป็นเรื่องที่ยังไม่ค่อยแน่นอน ไทยเราก็ยังไม่จดทะเบียนอะไรเลยสักอย่าง ใครๆเขาบอกว่าน่าจะจดทะเบียนลอยกระทง สงกรานต์ บางคนก็บอกว่าจดคริสต์มาสก็ได้ เพราะคริสต์มาสไทยกับคริสต์มาสฝรั่งไม่เหมือนกัน เราเอาอะไรปนๆกัน

มีอีกประเภทหนึ่งคือ Living Cultural Heritage หมายถึง ภูมิปัญญาที่สามารถสร้างศิลปะเหล่านี้ เป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ท่านไม่ส่งเสริมในแง่ของการเก็บของเก่า คือว่าคนโบราณอุตส่าห์สร้างสรรค์ศิลปะหรืองานอะไรแล้วฝังเอาไว้ ก็ยังเอาของเขาไปขาย อย่างนี้ก็หมายความว่าไม่มีภูมิปัญญา แต่ถ้าสามารถสร้างให้คนปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ยังทำสิ่งนั้นได้ ก็ถือว่าเป็นมรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตอยู่

มีวิธีแบ่งศิลปะอีกแบบหนึ่ง คือ

1. ศิลปะพื้นบ้าน หมายถึง ศิลปะที่ชาวบ้านใช้ในชีวิตประจำวัน เน้นทั้งประโยชน์ใช้สอยและความงามเป็นระเบียบ จะมี pattern มีรูปแบบซึ่งอาจจะใกล้ธรรมชาติ เน้นเรื่องความมีประโยชน์และความสวยงามน่าดู

2. ศิลปะราชสำนัก เกิดจากวาสนาบารมีของฝ่ายอาณาจักร อย่างสมเด็จพระจักรพรรดิหรือว่าขุนนางต่างๆที่ทำให้สามารถจะมีของที่ประณีตกว่าบุคคลทั่วไป ทั้งๆที่ของใช้อาจจะใช้อย่างเดียวกันคือ ปัจจัยสี่ แต่สามารถทำให้ปัจจัยสี่สวยกว่าของคนธรรมดา เสื้อก็เป็นเสื้อสวยกว่า ปักประณีตกว่า ก็เป็นเรื่องที่ใช้ในราชสำนัก และยังจะมีความหมายที่แสดงถึงอำนาจ เป็นสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่ง

(น.13) 3. ศิลปะทางศาสนา เป็นศิลปะที่เกิดขึ้นจากศรัทธาความเชื่อในศาสนาทั้งของผู้ที่บริจาคทรัพย์และนายช่างผู้สร้างศิลปะ บางทีก็บอกยาก เรื่องของศาสนาเป็นเรื่องความเชื่อถือศรัทธาที่ร่วมกัน ผู้ออกเงินหรือผู้อุปถัมภ์ก็ใช้ช่างประดิษฐ์งาน ช่างหรือคนงานทำแล้วได้เงินด้วย อีกส่วนหนึ่งตัวเองศรัทธาด้วย หรือไม่ก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีด้วยความรักศิลปะ แต่บางครั้งเขาก็แยกตรงนี้ได้ อย่างเช่น มณฑลกานซู่ มีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก ช่างมุสลิมนั่งแกะสลักรูปเจ้าแม่กวนอิม ถ้าไปถามเขาว่าแกะเจ้าแม่กวนอิมไม่ผิดศาสนาอิสลามหรือ เจ้าแม่กวนอิมของเราชาวพุทธนับถือ ช่างบอกว่างานอยู่ส่วนงาน ศาสนากับศรัทธาอยู่ส่วนศาสนา ไม่เกี่ยวกัน นี่ก็เป็นทัศนะของคนที่กำลังนั่งทำงานอยู่ ตามถ้ำต่างๆของจีนนอกจากมีภาพแล้วยังมีรายชื่อผู้บริจาคทรัพย์ซึ่งเป็นชื่อของคนตั้งเป็นพันปีแล้ว ก็ยังมีแบบบริจาคเหมือนคุณแม่หมาสร้างอุทิศให้คุณพ่อแมว อย่างบ้านเราที่เขียนตามกำแพง

ในส่วนนี้ตั้งข้อสังเกตไว้ 2 ประการคือ

1. ผู้ลงมือสร้างศิลปะทั้ง 3 ประเภทอาจจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันก็ได้ อ่านหนังสือนำเที่ยวของจีนปลายทศวรรษที่ 1970 เขียนว่า พระราชวังหลวง (ซึ่งเป็นศิลปะประเภทที่ 2 ศิลปะราชสำนัก) เป็นฝีมือของชนชั้นกรรมาชีพที่สร้างสรรค์ความดีงามออกมา เป็นการสร้างสรรค์ศิลปะที่งดงาม

2. จีนโบราณก็เหมือนเมืองไทยที่มีกฎมนเทียรบาล จะมีกฎระเบียบศิลปะระดับต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะอาณาจักรหรือศิลปะราชสำนักจะปนกันไม่ได้ เช่น พระจักรพรรดิจะมีฉลองพระองค์แบบหนึ่ง ซึ่งคนแม้จะเป็นเศรษฐีก็ไม่สามารถใส่อย่างนั้นได้ คนสมัยนี้เขาไม่ถือแล้ว หรือว่า สมัยราชวงศ์ฮั่นที่โบราณมากจะมีการเก็บศพไว้ในเสื้อหยก เสื้อหยกไม่ใช่เป็นหยกทั้งแท่ง แต่เป็นแผ่นหยกชิ้นเล็กๆอาจจะสักตารางนิ้ว และมีลวดต่างๆที่เย็บร้อยเข้าด้วยกัน ถ้าเป็นคนชั้นสูงเป็นเจ้านายก็ใช้ลวดทอง ต่อมาเป็นลวดเงิน ต่ำลงหน่อยเป็นลวดทองแดง จะมีขีดกั้นว่าจักรพรรดิใช้สีเหลือง ถ้าเป็นของสวรรค์ (เป็นศาสนสถาน) เช่น เทียนถาน ก็ใช้สีน้ำเงินเป็นท้องฟ้า อย่างนี้เป็นต้น หรือว่ามังกรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจีน ถ้าจักรพรรดิจะต้องเป็นมังกรห้าเล็บ แต่ถ้าคนชั้นลดหลั่นลงมาก็จะเป็นสี่เล็บ สามเล็บ แล้วแต่ยศแล้วแต่ศักดิ์ นี่ก็เป็นเรื่องความแตกต่างในด้านการใช้ศิลปะ

Personal tools